นำศาสตร์พระราชา พัฒนาอ่างเก็บน้ำห้วยคล้าย
อ่างเก็บน้ำห้วยคล้าย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.อุดรธานี เป็นตัวอย่างหนึ่งในโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำรินับพันแห่ง ที่เมื่อก่อสร้างเสร็จแล้วไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์ได้เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากไม่มีระบบส่งน้ำ และการบริหารจัดการน้ำ ส่งผลให้ชาวบ้านในพื้นที่บ้านโคกล่าม และบ้านแสงอร่าม อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี ขาดแคลนน้ำสำหรับทำการเกษตรและการอุปโภคบริโภค
เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว มูลนิธิชัยพัฒนาจึงเสนอต่อมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ให้พิจารณาอ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายฯเป็นพื้นที่ต้นแบบในการบริหารจัดการระบบน้ำระดับจังหวัด พร้อมต่อยอดให้ครอบคลุมทั้ง 20 อำเภอ

“วัฒนา พุฒิชาติ” ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า อ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายฯเป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีความจุ 692,500 ลบ.ม. รับน้ำเต็มศักยภาพเฉพาะหน้าฝนได้ 800 ไร่ หน้าแล้งได้ 500 ไร่ แต่เมื่อระบายน้ำทางน้ำล้น(สปิลเวย์) ลงคลองธรรมชาติกลับไม่ถึงที่นาของชาวบ้าน
“จึงต้องใช้เครื่องสูบน้ำเข้านา ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่ม และในหน้าแล้งนำน้ำมาใช้ได้เพียง 200 ไร่ ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรไม่ได้ปริมาณ และคุณภาพอย่างเต็มที่ สูญเสียรายได้ทั้งพืชก่อนนา และหลังนา เกิดปัญหาหนี้สิน ทำให้ราษฎรทิ้งถิ่นฐานไปทำงานนอกพื้นที่ ดังนั้น การเข้ามาทำงานของมูลนิธิปิดทองหลังพระฯจึงเป็นรูปแบบการร่วมคิด ร่วมทำ ระหว่างหน่วยงาน และชาวบ้าน”
“โดยปิดทองหลังพระทำหน้าที่เป็นแกนประสานระหว่างหน่วยงานราชการ และราษฎรในพื้นที่ให้มีความเข้าใจข้อมูลที่เป็นจริงของหมู่บ้าน รู้ปัญหา ความต้องการของชุมชนทุกมิติ และให้องค์ความรู้ด้านการเกษตร และปศุสัตว์ของโครงการฟาร์มตัวอย่างตามแนวพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ รวมถึงเปิดโอกาสให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมคิด ร่วมเห็นประโยชน์ ร่วมทำ และเป็นเจ้าของในทุกกิจกรรมการพัฒนาโดยการสละแรงงาน”
จังหวัดอุดรธานียังสนับสนุนงบประมาณ องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานีสนับสนุนเครื่องจักรกลทางการเกษตร และองค์การบริหารส่วนตำบลกุดหมากไฟสนับสนุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย
“วรากร วงศ์สิทธิ์” หัวหน้างานพื้นที่ต้นแบบ โครงการปิดทองหลังพระ จ.อุดรธานี กล่าวเสริมว่าแนวทางหลักในการทำงานของมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ คือเข้าใจ เข้าถึง พัฒนาตามแนวพระราชดำริ ที่สอดคล้องกับภูมิสังคมให้ชุมชนร่วมคิด ร่วมทำ และเป็นเจ้าของ เพื่อให้ชุมชนสามารถพัฒนาได้ด้วยตัวเอง โดยมีเป้าหมายคือความมั่นคง ยั่งยืนอย่างแท้จริง
“มูลนิธิฯ ดำเนินงานเสริมศักยภาพอ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายฯ ตั้งแต่ปี 2554 ด้วยการเสริมสปิลเวย์สูงเพิ่มเติมจากเดิม 50 ซม. ให้สามารถกักเก็บน้ำเพิ่ม และสร้างอ่างพวง 3 อ่าง พร้อมทั้งต่อท่อส่งน้ำด้วยระบบท่อระยะทาง 6 กิโลเมตร ซึ่งแล้วเสร็จเมื่อปี 2555 ทำให้ได้พื้นที่รับประโยชน์เพิ่มเติมเป็น 1,297 ไร่ นอกจากนั้น ยังสร้างกฎเกณฑ์ในสังคมเพื่อป้องกันการลักลอบเปิดน้ำ วางแผนบริหารจัดการน้ำตามชนิดเกษตรกรรม และจัดทำปฏิทินการใช้น้ำ ส่งผลให้ระบบบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพดีขึ้นมาถึงทุกวันนี้”
“นอกจากการพัฒนาแหล่งน้ำ ทางมูลนิธิฯ ยังมีการต่อยอดขยายผลให้เกษตรกรในพื้นที่ด้วยการเสริมองค์ความรู้ด้านการเกษตรและปศุสัตว์ จัดตั้งกลุ่มอาชีพ การแปรรูป และการตลาด ให้เกษตรกรได้มีการวางแผนการสร้างสินค้าและผลิตภัณฑ์ออกวางจำหน่าย”
ผลของการดำเนินโครงการทำให้การกักเก็บน้ำเพิ่มจาก 692,500 ลบ.ม. เป็น 838,000 ลบ.ม. ส่วนผลผลิตข้าวได้เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว เมื่อเปรียบเทียบจากก่อนเริ่มโครงการที่ได้เพียง 350 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 600 กิโลกรัมต่อไร่ นอกจากนั้น การทำเกษตรแบบผสมผสานยังขยายจาก 2 แปลง สู่ 49 แปลงในพื้นที่โครงการ และครัวเรือนที่เคยไปทำงานนอกหมู่บ้านกลับมาทำงานในพื้นที่หมู่บ้านปี 2560 จำนวน 147 ครัวเรือน

ในปี 2561 มีเป้าหมายที่จะเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้มากกว่าเดิม โดยเริ่มจากการปลูกปอเทืองแล้วไถกลบก่อนปลูกข้าว หลังจากเกี่ยวข้าวเสร็จจึงปลูกพืชหลังนา ได้แก่ ข้าวโพดหวาน ถั่วเหลือง
จากความสำเร็จในการเสริมศักยภาพอ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายฯ เป็นแรงผลักดันให้มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ขยายเครือข่ายไปยังพื้นที่บ้านหนองอ้อ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีอ่างเก็บน้ำห้วยตาดข่า อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ชุมชนน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหัวใจในการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีในชุมชน
“สง่า พิมพ์ศรี” นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองอ้อ เล่าให้ฟังว่าอ่างเก็บน้ำห้วยตาดข่าฯ เป็นอ่างเก็บน้ำที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 สร้างแล้วเสร็จในปี 2553 โดยมีความจุประมาณ 590,000 ลบ.ม. ทั้งยังสามารถส่งน้ำสนับสนุนพื้นที่การเกษตรได้มากกว่า 800 ไร่
“ด้วยทัศนียภาพที่สวยงามทำให้คนในชุมชนเห็นพ้องกันในการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ โดยนำแนวคิด และวิธีการของมูลนิธิปิดทองหลังพระฯที่น้อมนำศาสตร์พระราชามาปฏิบัติ และบริหารจัดการร่วมกับราษฎรในพื้นที่ โดยจัดพื้นที่สร้างอาชีพให้คนในชุมชน มาขายอาหาร เครื่องดื่ม และให้บริการล่องแพเพื่อใกล้ชิดธรรมชาติ รวมทั้งมีบริการให้เช่าห่วงยางสำหรับท่านที่ต้องการลงเล่นน้ำด้วย”
นอกจากนี้ ยังมีศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริรัชกาลที่ 9 ประกอบด้วยแปลงสาธิตการทำนาข้าวอินทรีย์ การปลูกผักไร้สารพิษ การเลี้ยงกบในบ่อยางรถยนต์, การเลี้ยงเป็ดอินทรีย์ในนาข้าว, การเลี้ยงปลาในนาข้าว และการก่อสร้างบ้านดิน เป็นต้น พร้อมทั้งสร้างจุดสนใจด้วยการปลูกดอกทานตะวัน ดอกดาวกระจาย เพื่อดึงดูดให้ประชาชนมาเที่ยวชมถ่ายรูปอีกด้วย
นับเป็นแนวทางการทำงานของมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ที่ยึดองค์ความรู้ตามพระราชดำริ อย่างสอดคล้องกับภูมิสังคม องค์ความรู้ที่เป็นสากล องค์ความรู้ของภูมิปัญญาท้องถิ่น มาเป็นกรอบในการทำงาน เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนอย่างแท้จริง