ครม.อนุมัติงบเฉียด 3.5 พันล้าน เดินหน้าโครงการแก้น้ำท่วม-แล้ง
เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) ได้อนุมัติโครงการเพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งจำนวน 20 โครงการ วงเงิน 3,476.65 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ จ.สุรินทร์ และชัยภูมิ จำนวน 7 โครงการ วงเงินรวม 3,177.65 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณเพื่อการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร การแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ตามผลการประชุมร่วมกับข้าราชการ และเอกชนในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง 1 ซึ่งประกอบด้วย จ.นครราชสีมา จ.บุรีรัมย์ จ.ชัยภูมิ และ จ.ชัยภูมิ ดังนี้
โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรเพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง ประกอบด้วย 1.แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร จ.บุรีรัมย์ วงเงิน 412 ล้านบาท 2.โครงการก่อสร้างระบบกระจายน้ำอ่างเก็บน้ำสนม จ.สุรินทร์ วงเงิน 505 ล้านบาท 3.โครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำลำน้ำเชิญ จ.ชัยภูมิ วงเงิน 180 ล้านบาท 4.พัฒนาแหล่งน้ำ ต.เพี้ยราม จ.สุรินทร์ วงเงิน 753 ล้านบาท 6.ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยชาง จ.ชัยภูมิ วงเงิน 597.65 ล้านบาท และ 7.พัฒนาแก้มลิงลุ่มน้ำชี จ.ชัยภูมิ วงเงิน 445 ล้านบาท
นอกจากนี้ ได้เสนอโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค จ.บุรีรัมย์ จำนวน 13 โครงการ วงเงิน 299 ล้านบาท โดยกรมชลประทานได้จัดเตรียมโครงการจัดหาน้ำเพื่อรองรับการขยายตัวของพื้นที่เศรษฐกิจตัวเมืองบุรีรัมย์และชุมชนต่างๆ รวม 13 โครงการ แบ่งเป็นความพร้อมในการดำเนินโครงการ ของปี 2561 รวม 5 โครงการ วงเงินรวม 150 ล้านบาท และปี 2562-64 จำนวน 8 โครงการ วงเงินรวม 149 ล้านบาท
พร้อมกันนี้กระทรวงวิทยาศาสตร์ได้เสนอการส่งเสริมการแปรรูปและการผลิตอาหารภายใต้โครงการเมืองนวัตกรรมอาหารภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (Northeastern Food Innopolis) โดยกรมปศุสัตว์มีความเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องมีโครงการน้ำเพื่อเป็นแหล่งสนับสนุนการผลิตตัวอ่อนโคเนื้อวากิวเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคที่ขยายตัวขึ้น ภายใต้โครงการนี้กรมปศุสัตว์จะได้สนับสนุนการเลี้ยงไก่เนื้อโคราชซึ่งเป็นพันธุ์ไก่ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีร่วมกับกรมปศุสัตว์และสำนักงานกองทุนวิจัยร่วมกันพัฒนาสายพันธุ์เมื่อปี 2553 และกระทรวงเกษตรฯ จะส่งเสริมการผลิตสินค้าจีเอพีและอินทรีย์ทั้งข้าว มันสำปะหลัง อ้อยโรงงานและปศุสัตว์ในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่เพื่อเชื่อมโยงกับโครงการนี้
ที่มา : มติชนออนไลน์