เงินบาท
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าระดับ 37.00 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า ตามปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทย-เฟดเลื่อนปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงปลายไตรมาส 3/67 ชี้ มองไปข้างหน้าคาดความผันผวนของเงินบาทจะอยู่สูงกว่า 5.0% แนะภาคธุรกิจปิดความเสี่ยงค่าเงิน หลังปัจจัย “ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐ“ กดดันอัตราแลกเปลี่ยน
วันที่ 13 พฤษภาคม 2567 นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า จากต้นปี 2567 เงินบาทอ่อนค่าและผันผวนสูงติด 3 อันดับแรกของสกุลเงินในเอเชีย แม้มีแรงหนุนให้แข็งค่ากลับมาบางจังหวะตามราคาทองคำในตลาดโลกที่พุ่งขึ้นทำสถิติสูงเป็นประวัติการณ์จากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ คาดว่าเงินบาทยังมีแรงกดดันด้านอ่อนค่าในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า เนื่องจากจังหวะการปรับลดดอกเบี้ยของสหรัฐ ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เร็ว และเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป
ทั้งนี้ ในช่วงที่เงินบาทยังมีโอกาสกลับไปอ่อนค่า ผู้ประกอบการในธุรกิจที่เน้นการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อผลิตและขายในประเทศควรเน้นเรื่องการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อลดผลกระทบ
โดยเงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 6 เดือนครึ่งที่ 37.18 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา โดยเงินบาทเป็นสกุลเงินที่ปรับตัวอ่อนค่าและมีความผันผวนสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของเอเชียในปีนี้
การอ่อนค่าของเงินบาท เมื่อเทียบกับระดับปิดสิ้นปี 2566 เงินบาทอ่อนค่าลง 7.2% นับเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่าลงมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากเงินเยนที่อ่อนค่าลง 9.5% ท่ามกลางการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ จากการปรับการคาดการณ์ของตลาดว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะไม่เกิดขึ้นได้เร็ว ซึ่งส่งผลตามมาให้มีเงินไหลออกจากตลาดหุ้นและพันธบัตรไทยประมาณ 1.3 แสนล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 10 พฤษภาคม 2567)
นอกจากนี้ หากพิจารณาปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยน พบว่า ปัจจัยที่มีความสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ ในปี 2567 ก็คือ ความแตกต่าง หรือ Gap ของอัตราดอกเบี้ยแต่ละประเทศกับสหรัฐ โดย Gap ของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) อายุ 10 ปี ระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐ อยู่ที่ -358.5 Basis Points (bps) ส่วน Gap ของไทยนั้น อยู่ที่ -168.7 bps แม้จะไม่มากเท่ากรณีญี่ปุ่น แต่ก็มากกว่าหลายประเทศในเอเชีย
ประกอบกับปัจจัยพื้นฐานของเงินบาท อาทิ สถานการณ์เศรษฐกิจ การส่งออก และดุลการค้า ก็ยังอยู่ในภาวะที่อ่อนแอกว่าหลายประเทศโดยเปรียบเทียบ
ความผันผวนของเงินบาท เงินบาทมีความผันผวนประมาณ 7.0% สูงเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย ตามหลังเงินเยนและเงินวอนที่มีค่าความผันผวน 8.3% และ 7.3% ตามลำดับ ทั้งนี้แม้ค่าความผันผวนของเงินบาทในปีนี้จะต่ำลงกว่าช่วงเดียวกันของปี 2566 ที่มีค่าความผันผวนสูงกว่า 9.0% แต่ “ความผันผวนของค่าเงินบาท” เป็นหนึ่งในประเด็นที่ กนง.ติดตามอย่างใกล้ชิด (ตามเอกสารผลการประชุม กนง.รอบ 10 เมษายน 2567)
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า เงินบาทยังมีโอกาสอ่อนค่ากลับไปที่แนว 37.00 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า ตามปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยและสหรัฐ โดยเฟดอาจเลื่อนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายออกไป ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 3/2567 เป็นอย่างเร็ว ขณะที่โมเมนตัมของเศรษฐกิจไทยยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และอาจมีสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดขึ้นในช่วงประมาณไตรมาส 3/2567
มองไปข้างหน้า คาดว่าความผันผวนของเงินบาทจะอยู่สูงกว่า 5.0% ซึ่งเป็นระดับที่เห็นในช่วงก่อนโควิด-19 ดังนั้น การปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่มีความอ่อนไหวต่อเงินบาทที่อ่อนค่า จะเป็นธุรกิจที่มีสัดส่วนการใช้วัตถุดิบนำเข้าสูง แต่มียอดขายส่วนใหญ่เป็นตลาดในประเทศ
อาทิ โรงกลั่นน้ำมัน การผลิตเครื่องจักร อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า นำเข้าปุ๋ยและยาฆ่าแมลง สิ่งทอ อุปกรณ์ขนส่ง และเหล็กแผ่น/เหล็กเส้น ซึ่งผู้ประกอบการฝั่งนำเข้าและมีภาระหนี้ต่างประเทศที่ต้องชำระคืนในระยะสั้น ควรทำการ Hedging เพื่อปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังผันผวนอยู่ในช่วงหลายเดือนข้างหน้า



