“หุ้นไทยครึ่งปีหลัง” ลุ้นปัจจัยบวกดันดัชนี 1,520 จุด
ตลาดหุ้นไทยครึ่งปีแรก ดูไม่สู้ดีนัก จากผลตอบแทนที่ติดลบ ดัชนี SET ไปไม่พ้น 1,300 จุด ขณะที่นักลงทุนต่างชาติที่เทขายต่อเนื่อง จนทะลุ 100,000 ล้านบาท แม้ว่ากำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไตรมาส 1/2567 จะดูดีกว่าตลาดคาดก็ตาม
คาดกำไร บจ. Q2 ดรอป 5%
นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ประเมินแนวโน้มกำไร บจ. ช่วงไตรมาส 2/2567 จะออกมาต่ำกว่าไตรมาส 1/2567 เนื่องจากมีวันหยุดค่อนข้างมาก แต่จะเห็นการเติบโตมากขึ้น เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YOY) จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ได้รับแรงสนับสนุนจากการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ รวมถึงสินค้าภาคการเกษตรปรับตัวดีมากขึ้น
“หุ้นกลุ่มที่สนับสนุนให้กำไร บจ.โตขึ้น ได้แก่ กลุ่มธนาคาร กลุ่มไฟแนนซ์ ซึ่งมีการตั้งสำรองที่ลดลง และกลุ่มเครื่องดื่มที่เป็นช่วงไฮซีซั่น โดยเบื้องต้นคาดการณ์ว่า กำไร บจ.ไตรมาส 2/2567 น่าจะอยู่ที่ 2.6 แสนล้านบาท หรือเติบโต 20% YOY แต่ลดลง 5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QOQ) ที่กำไร บจ.เติบโตได้ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ประมาณ 20% อยู่ที่ 2.76 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 68% QOQ และเพิ่มขึ้น 3% YOY กลุ่มที่โดดเด่นคือ กลุ่มธนาคาร กลุ่มอาหาร กลุ่มเครื่องดื่ม กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มสื่อสาร เป็นต้น”
ครึ่งปีหลังลุ้น SET ดีด 1,520 จุด
ส่วนแนวโน้มหุ้นไทยครึ่งปีหลัง นายณัฐพลกล่าวว่า คาดว่าจะดีกว่าครึ่งปีแรกที่ติดลบกว่า 8% โดยน่าจะเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเร่งตัวขึ้น จากการเบิกจ่ายงบประมาณ ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศจะเห็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่คาดว่าจะปรับลดในเดือน ก.ย. ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น และเห็นการไหลกลับของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ไหลกลับเข้ามาส่งตลาดหุ้นไทยได้
รวมถึงมาตรการ Uptick Rule ของตลาดหลักทรัพย์ฯที่เริ่มบังคับใช้ จะเข้ามาช่วยลดผันผวนตลาดหุ้นไทยได้ โดยยังมอง SET Index สิ้นปี 2567 ที่ 1,520 จุด
“การลงทุนแนะนำว่า หากเก็งกำไรจากผลประกอบการ ยังมอง Earnings Season ที่เก็งกำไรได้ในไตรมาส 3/2567 เพราะเชื่อว่าผลประกอบการโดยภาพรวมจะออกมาดี โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีก สินค้าเกษตร เครื่องดื่ม เป็นต้น ด้านการพื้นตัวของเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง หุ้นกลุ่ม Domestic Play ที่ปรับฐานลงลึก อย่างค้าปลีก ขนส่ง อาหาร มองว่าจะกลับมาดีจากการเบิกจ่ายงบประมาณรัฐ การกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะทำได้เติบโตที่มากขึ้น”
หุ้นไทยฟื้น K Shape รายเซ็กเตอร์
ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวโน้มการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 ในช่วงสั้น 1-3 เดือนข้างหน้า เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะยังคงแข็งค่า จากการเพิ่มขึ้นของส่วนต่าง (Gap) ของอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ กับธนาคารกลางอื่นทั่วโลกยังอยู่สูง
ขณะที่คาดการณ์ว่า เฟดอาจจะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% หรือคงดอกเบี้ย และคาดการณ์คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยทั้งปี
นอกจากนี้ ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ถ้าทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2567 ล่าช้า ก็จะนำไปสู่การลดลงของกำไรสุทธิต่อหุ้นของตลาดหุ้นไทย
“ตลาดหุ้นในไตรมาส 3 จะถูกขับเคลื่อนโดยนักลงทุนสถาบัน โดยการเคลื่อนไหวของ SET ในช่วงที่เหลือของปี คาดว่าจะแกว่งตัวในกรอบ 1,240-1,430 จุด เรามองตลาดหุ้นไทยเป็น K Shape และเป็น Sector Selection”
ทั้งนี้ แนะนำให้ลงทุนใน Sector ที่เน้นการขยายตัวของกำไร คือ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มอาหาร กลุ่มโทรคมนาคม กลุ่มโรงไฟฟ้า และกลุ่มโรงพยาบาล ที่ได้รับอานิสงส์จากความต้องการบริโภคที่สูงขึ้น และมีสัญญาณการฟื้นตัวชัดเจน รวมถึงหุ้นที่อยู่ใน SETESG Index ที่น่าสนใจจากการที่จะมีเงินไหลเข้าจากกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG)
นอกจากนี้ยังมีหุ้นไทยอีกหลายตัวที่ให้ Dividend Yield สูงกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ แนะนำ GPSC, KTB, BGRIM, SCB เป็นต้น
ฝากความหวัง Q4 โฟลว์ไหลกลับ
ดร.วิศิษฐ์กล่าวว่า เชื่อว่านักลงทุนต่างชาติอาจจะเริ่มสนใจหุ้นไทย เมื่อ Earning Yield Gap ของตลาดหุ้นไทย เปรียบเทียบกับบอนด์ยีลด์ 10 ปี ของสหรัฐที่ค่าเฉลี่ยที่ 3.24% หรือระดับดัชนี SET ที่ 1,250 และมองตลาดหุ้นไทยจะมีเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้าในปลายไตรมาส 4 โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นกลุ่มธนาคารที่มีปันผลสูง
“ฟันด์โฟลว์ทั้งการซื้อและขายของนักลงทุนต่างชาติจะเป็นแบบเบาบางในไตรมาส 3 ทั้งภูมิภาค เนื่องจากเม็ดเงินส่วนใหญ่ยังคงรอสัญญาณการลดดอกเบี้ยของเฟดและการเลือกตั้งสหรัฐ และคาดว่าฟันด์โฟลว์คงจะเริ่มไหลเข้ามาในปลายไตรมาส 4 เมื่อมีความชัดเจนของการลดดอกเบี้ยของเฟด และเป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวไทย”