เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

กสิกรไทย จับตานโยบาย Trump 2.0 กระทบการลงทุน แนะจัดพอร์ตรับมือ

03 ก.ค. 2567 | 17:12น.

กสิกรไทยชี้ จับตาเลือกตั้งสหรัฐ นโยบาย Trump 2.0 กระทบเศรษฐกิจ-การลงทุน-ตลาดแรงงาน แนะจัดพอร์ตลงทุนรับดอกเบี้ยขาลง-นโยบายการเงินสหรัฐ คาดเฟดลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง เผยตลาดหุ้นไทย-จีน ยังไม่น่าสนใจ หลังนักลงทุนไม่มั่นใจ

วันที่ 3 กรกฎาคม 2567 นางสาวศิริพร สุวรรณการ Senior Managing Director, Financial Advisory Head, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า

แนวโน้มการลงทุนในช่วงที่เหลือของปี 2567 สิ่งที่จะต้องเตรียมตัว คือ การเลือกสหรัฐ โดยจากผลสำรวจพบว่ามีโอกาสที่โดนัลด์ ทรัมป์ จะได้กลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง ซึ่ง Trump 2.0 จะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลง 3 ด้าน ด้านตลาดแรงงาน เศรษฐกิจ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

“แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะปรับดีขึ้น แต่ก็มีประเด็นความเสี่ยงทางด้านการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนจับตาและต้องกระจายความเสี่ยงการลงทุน เพราะการกลับมาของ Trump 2.0 ซึ่งนโยบายหลัก คือ USA First โดยจะมีการขึ้นภาษีแบบ Across 10% และมาจีน 60% หรือนโยบายการคลังที่มีการลดภาษี จะครบอายุในปี’68 และ 69 คาดว่าจะมีการต่ออายุ ทำให้ตลาดกังวลต่อรายได้และงบประมาณที่ลดลง และการกีดกันแรงงานต่างชาติที่อาจทำให้เงินเฟ้อไม่ได้ลดลงเร็ว

ดังนั้น เราแนะนำลูกค้าลงทุนในกอง K-ALPHA ภายใต้ดอกเบี้ยไม่ขึ้นแล้ว และเศรษฐกิจเป็นแบบ Soft Landing โดยเพิ่มสัดส่วนหุ้นจาก 18% เป็น 24% ในตลาดสหรัฐ อินเดีย และสินค้า Luxury Brand”

อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยนั้น ต้องยอมรับว่าธนาคารไม่ได้แนะนำการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งไม่ได้มาจากเศรษฐกิจดีหรือไม่ดี แต่มาจากสัดส่วนลูกค้าของธนาคารส่วนใหญ่กว่า 90% มีสินทรัพย์ในไทย โดยธนาคารต้องการแนะนำสินทรัพย์ที่สามารถขยับได้ให้มีการลงทุนในตลาดต่างประเทศ และจะเห็นว่าหุ้นไทยราคาไม่แพงมีกำไรต่อหุ้น (P/E) 14 เท่า โดยธนาคารแนะนำลูกค้าออกจากตลาดหุ้นไทยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา และแนะนำลงทุนในตลาดอินเดีย สหรัฐ และเวียดนาม

“ตลาดหุ้นไทยและจีน แข่งกันเดี้ยง เป็นในลักษณะนี้มา 2-3 ปีแล้ว ซึ่งมาจากปัจจัยปัญหาความไม่มั่นใจ เพราะตลาดไทยไม่นิ่ง นักลงทุนจึงหันไปลงทุนในตลาดอื่นแทน ประกอบกับหุ้นไทยไม่ได้หลากหลาย เพราะมีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) น้อย ทำให้ความหลากหลายในตลาดมีไม่มาก”

ขณะเดียวกัน KBank Private Banking แนะนำให้แบ่งเงินลงทุนเพื่อสะสมและต่อยอดความมั่งคั่งในระยะยาวออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกประมาณ 50-70% ให้ลงทุนเป็นพอร์ตหลัก (Core Portfolio) โดยเลือกกองทุนผสมแบบ Risk-based Approach ที่กระจายการลงทุนในหลายสินทรัพย์ ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ สินค้าโภคภัณฑ์

รวมทั้งค่าความผันผวน (VIX Index) ที่ใช้หลักการจัดการลงทุนอย่างเป็นระบบ มีกฎเกณฑ์ชัดเจน ไม่ขึ้นกับการคาดการณ์ของตลาดหรือผู้จัดการกองทุน ด้วยกลยุทธ์หลักที่บริหารเชิงรุกและยืดหยุ่นสูง สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของตลาดอย่างสม่ำเสมอ และมีการควบคุมความเสี่ยงของพอร์ตตลอดเวลา โดย KBank Private Banking แนะนำให้ลงทุนในกองทุน All Roads Series

ส่วนที่ 2 ประมาณ 30-50% เป็นพอร์ตเสริม (Satellite Portfolio) โดยแบ่งการลงทุนใน

– หุ้นกลุ่ม Growth เช่น กองทุนหุ้นสหรัฐ ที่มีศักยภาพในการเติบโตที่โดดเด่น แม้ว่าราคาจะปรับเพิ่มขึ้นมามากแล้ว แต่ก็หนุนโดยกำไรสุทธิที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ราคาหุ้นในปัจจุบันวัดจากปัจจัยพื้นฐาน (Valuation) แล้ว ยังถือว่าราคาไม่แพง และยังมีโอกาสเติบโตได้อีก โดยแนะนำให้ลงทุนในกองทุน K-USA

– กองทุนหุ้นยุโรปขนาดกลางและเล็ก ที่จะได้ประโยชน์โดยตรงจากการลดดอกเบี้ยของ ECB โดยแนะนำให้ลงทุนในกองทุน K-EUSMALL

– กองทุนหุ้นเวียดนามที่กำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตโดดเด่นเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค อีกทั้งระดับราคาหุ้นในปัจจุบันวัดจากปัจจัยพื้นฐาน (Valuation) ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และในระยะยาวยังได้ประโยชน์จากเม็ดเงินลงทุนของต่างชาติที่ย้ายฐานการผลิตเข้ามาในเวียดนามด้วย โดยแนะนำให้ลงทุนในกองทุน PRINCIPAL-VNEQ

– ตราสารหนี้ พันธบัตรรัฐบาลระยะยาว จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (US Bond Yield) ที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงและมีโอกาสปรับลงในระยะข้างหน้า

– การลงทุนทางเลือก เติมเต็มพอร์ตด้วยกองทุนทางเลือกที่มีกลยุทธ์ซื้อขายสกุลเงินหลักของโลก

นายโฮมิน ลี Senior Asia Macro Strategist, Lombard Odier (Singapore) กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโลกปีนี้คาดว่าจะเติบโตดีกว่าปีก่อน เศรษฐกิจโลกจะชะลอลงแบบ Soft Landing และไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) จึงประเมินว่าตลาดหุ้นมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นต่อได้

โดยคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) น่าจะลดดอกเบี้ย 2 ครั้งภายในปีนี้ ซึ่งจะเริ่มลดครั้งแรกในช่วงเดือน ก.ย.นี้ และอีก 1 ครั้งหลังจากมีการเลือกตั้งไปแล้ว ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) คาดจะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ลดอีก 2 ครั้ง

ขณะเดียวกัน มองว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ไม่ได้เป็นสิ่งหลักที่นักลงทุนจับตา แต่เป็นเรื่องของการซื้อของจีนมากกว่า เนื่องจากปัจจุบันจีนโตจากการส่งออกสินค้าไปประเทศอื่น แต่หากจีนมีการซื้อของจากทั่วโลก จะช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะช่วยเรื่องของการบริโภค

ขณะที่การลดราคาสินค้าของจีน มองว่า เพื่อต้องการส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) และไม่สามารถทำได้นาน เพราะการลดราคาสินค้าอีกทางหนึ่งจะทำให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าด้วย ดังนั้น คาดว่าในอีก 6-12 เดือนข้างหน้า อาจจะเริ่มเห็นเงินเฟ้อลดลงได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การเงิน โดนัลด์ ทรัมป์