“เศรษฐา” สู้ 3 ปมคดีถอดถอน ลุ้นผ่านกับดัก ศาลรัฐธรรมนูญ
เศรษฐา ทวีสิน
คอลัมน์ : Politics policy people forum
คดีของ “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี ในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ เป็นคดีที่มีระดับความเสี่ยง “พ้นจากตำแหน่ง” การเป็นนายกฯ
ผลพวงจากกรณีที่กลุ่ม สว.เฉพาะกาล 40 คน ยื่นคำร้องต่อประธานวุฒิสภา เพื่อส่งคำร้องขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน ผู้ถูกร้องที่ 1 และนายพิชิต ชื่นบาน ผู้ถูกร้องที่ 2 สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) (5) หรือไม่
โดยทั้ง ๆ ที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่า ผู้ถูกร้องที่ 2 (พิชิต) ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเคยถูกศาลฎีกามีคำสั่งจำคุกเป็นเวลา 6 เดือน ในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล เป็นบุคคลที่กระทำการอันไม่ซื่อสัตย์สุจริตและมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
แม้ว่าต่อมา “พิชิต” จะลาออกจากตำแหน่ง แต่คดีของ “เศรษฐา” ยังเดินหน้า
คดี “เศรษฐา” เข้าสู่วาระการประชุมของศาลรัฐธรรมนูญมาแล้ว 3 ครั้ง
ครั้งที่หนึ่ง เมื่อ 23 พฤษภาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง
ครั้งที่สอง 12 มิถุนายน 2567 ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้คู่กรณียื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานภายในวันที่ 17 มิถุนายน
ครั้งที่สาม 18 มิถุนายน 2567 ให้หน่วยงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องจัดทำความเห็นและจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ
กำลังเข้าสู่การพิจารณาครั้งที่ 4 วันที่ 10 กรกฎาคม 2567
ตั้งกุนซือ-ยื่นพยาน
ขณะเดียวกัน เส้นขนานการสู้คดี “เศรษฐา” ดึงนักกฎหมายระดับพญาครุฑ “วิษณุ เครืองาม” มาเป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ช่วยดูภาพรวมในการสู้คดี ความเห็นของ “วิษณุ” ให้สู้ประเด็นไหน ตัดประเด็นไหน ถือเป็นอำนาจ
การเป็นนักกฎหมายระดับพญาครุฑมาช่วย ถือเป็น “หัวใจ” ที่จะทำให้ “เศรษฐา” พ้นบ่วง เหมือนครั้งที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี รอดพ้นคดีบ้านพักหลวง รอดพ้นคดีนายกฯ 8 ปี
ขณะเดียวกัน มีการยื่นบัญชีพยานของฝั่งนายกฯ เป็นพยานปากเอก และเป็นพยานปากเดียว คือ “ณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์” เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ในฐานะที่รู้ทุกขั้นตอนการแต่งตั้งรัฐมนตรี
จริยธรรม = นามธรรม
ปมหลักของข้อกฎหมายที่เตรียมงัดมาใช้ในการสู้คดี มี 3 ปมหลัก
ปมแรก คือ ปมซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5)
สิ่งที่ทีมสู้คดีนายกฯ อาจยกขึ้นมาชี้แจง ความซื่อสัตย์สุจริต ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เป็นเรื่อง “นามธรรม” โดยแนบบันทึกการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ครั้งที่ 264 เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560
ได้มีการพิจารณาการให้พ้นตำแหน่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญด้วยการขาดคุณสมบัติด้วยเหตุ มีพฤติการณ์เข้าลักษณะการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม และการพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์
ซึ่งประธานกรรมการในที่ประชุมได้กล่าวต่อที่ประชุมไว้ว่า “…ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เป็นคุณสมบัติที่กำหนดไว้กว้าง ๆ ซึ่งไม่มีความชัดเจน…” ถือเป็นข้อเท็จจริง มิใช่ข้อกฎหมาย
ไม่มีผลย้อนหลัง
ปมที่สอง ประเด็นคุณสมบัติของรัฐมนตรี ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 บัญญัติว่า “รัฐมนตรีต้อง…” หมายความว่า การจะบังคับใช้มาตรา 160 (4) รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ จะบังคับใช้ต่อเมื่อดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว ไม่ใช่เรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี
และ “มาตรฐานทางจริยธรรม” ที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 2560 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2561 ต้องนำมาใช้กับคนที่ดำรงตำแหน่งเท่านั้น ไม่สามารถนำมาบังคับใช้เป็นผลย้อนหลัง เพราะหากรัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ให้ย้อนหลัง ต้องมีคำว่า “เคย” แต่กรณีดังกล่าวไม่มีคำว่า “เคย” แต่อย่างใด
ไม่รวมคำสั่งจำคุก
ปมที่ 3 การแต่งตั้ง “พิชิต ชื่นบาน” เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ฝ่ายทีมสู้คดีของนายกฯ แก้ข้อกล่าวหากลุ่ม 40 สว.ว่า การแต่งตั้ง “พิชิต” เป็นรัฐมนตรีถูกต้องตามกระบวนการ ตามรัฐธรรมนูญ 2560
อีกทั้งช่วงก่อนตั้ง ครม.เศรษฐา 1/1 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ยังทำหนังสือให้รัฐมนตรีที่ถูกร้อง ชี้แจงข้อเท็จจริง ว่ามีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่
ประกอบกับ วันที่ 30 สิงหาคม 2566 เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้มีหนังสือลับมาก ด่วนที่สุด ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้ความเห็นในประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรี
เฉพาะตามมาตรา 160 (6) ประกอบมาตรา 98 (7) เป็นกรณีที่ เคยได้รับโทษจําคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 10 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิด อันได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
และมาตรา 160 (7) ของรัฐธรรมนูญ กรณีไม่เป็นผู้ต้องคําพิพากษาให้จําคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุด หรือมีการรอการลงโทษ เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทําโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท
ต่อมาเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2566 สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีหนังสือตอบกลับว่า ประเด็นตามมาตรา 160 (6) ประกอบมาตรา 98 (7) การได้รับโทษจำคุกไม่ว่าโดยคำพิพากษาหรือคำสั่งใด เป็นลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี บุคคลที่เคยได้รับโทษจำคุกในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล จึงเป็นผู้มีลักษณะต้องห้าม เว้นแต่บุคคลนั้นได้พ้นโทษเกิน 10 ปีแล้ว
ส่วนมาตรา 160 (7) รัฐมนตรีต้องไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุกแม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุด หรือมีการรอการลงโทษ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าว ไม่รวมถึง “คำสั่งให้จำคุก”
คดีของนายกฯ เข้าใกล้วันตัดสิน ทุกฝ่ายต่างลุ้นระทึก เพราะเป็นการเดิมพันครั้งแรกของรัฐบาลเพื่อไทย