เปิดปัจจัยดัน “ค่าไฟ” งวดสุดท้ายปี’67 ส่อแพงขึ้น 20-40 สตางค์ ลุ้น กกพ.ถก 10 ก.ค. 67
เปิดปัจจัยลบดันค่าไฟงวดงวดสุดท้ายปี’67 แพงขึ้น 20-40 สตางค์ ลุ้น กกพ.ประชุม 10 ก.ค. 67 จ่อเคาะ 3 ราคาให้ประชาชนเลือก ตรึงราคาต่อ ต้องหาเงินโปะ
วันที่ 9 กรกฎาคม 2567 แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เตรียมประชุมบอร์ดในวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 โดยจะมีการพิจารณาอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ หรือค่าเอฟที งวดใหม่ เดือนกันยายน-ธันวาคม 67 เบื้องต้นจะต้องปรับเพิ่มขึ้นอีกประมาณหน่วยละ 20-40 สตางค์ จากค่าไฟงวดปัจจุบันอยู่ที่หน่วยละ 4.18 บาท เป็น 4.38-4.58 บาท
เนื่องจากหลายปัจจัยหลัก โดยเฉพาะการทยอยคืนชำระหนี้ให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ตัวเลขล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 98,000 ล้านบาท ซึ่ง กฟผ.มีภาระต้องจ่ายค่าดอกเบี้ย และยังมีหนี้ค่าเชื้อเพลิงที่ต้องทยอยคืนให้กับ บมจ.ปตท.ที่ได้รับภาระไปงวดก่อนหน้านี้ด้วย
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยจากค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์อ่อนตัวลงต่อเนื่อง กระทบกับราคาซื้อก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งแนวโน้มความต้องการก๊าซที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูหนาว ส่งผลให้ราคาในตลาดเพิ่มขึ้น จากหลายปัจจัยจึงทำให้ค่าเอฟทีงวดนี้ มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น
ซึ่งหลังจากบอร์ด กกพ.มีมติรับทราบภาระต้นทุนการผลิตไฟฟ้า และเห็นชอบการคำนวณประมาณการค่าเอฟทีงวดสุดท้ายของปีแล้ว ขั้นตอนต่อไปทาง กกพ.จะเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง 3 ทางเลือกต่อไป
โดยกระบวนการทั้งหมดจะประกาศผลการพิจารณาก่อนสิ้นเดือน ก.ค.นี้ เพื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ต้องประกาศค่าไฟใหม่ล่วงหน้า 1 เดือน
“หากยิ่งชำระคืนหนี้ให้ กฟผ.ช้า จะยิ่งทำให้ กฟผ.ต้องแบกรับภาระจ่ายดอกเบี้ยเพิ่ม ถ้าปล่อยไปเรื่อย ๆ จะยิ่งกระทบกับเรตติ้งของ กฟผ.ได้ และที่ผ่านมาหลังจากรัฐบาลได้ช่วยเหลือค่าไฟกลุ่มเปราะบาง ลดค่าไฟเหลือหน่วยละ 3.99 บาท ส่งผลให้การใช้ไฟเดือน เม.ย. 67 พุ่งขึ้นถึง 20% เทียบกับ เม.ย.ของปี’66 ส่วนหนึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า การที่ทำให้ค่าไฟถูกเกินต้นทุนจริง ทำให้ประชาชนไม่ประหยัดการใช้ไฟมากนัก ยิ่งทำให้ส่งผลไม่ดีในระยะยาว”
อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดแล้ว กกพ.มีมติเห็นชอบให้ปรับขึ้นค่าเอฟที เพื่อสะท้อนต้นทุน และลดภาระ กฟผ. แต่รัฐบาลยังต้องการตรึงราคาค่าไฟงวดสุดท้ายให้อยู่ที่หน่วยละ 4.18 บาทตามเดิม เพื่อไม่ให้กระทบกับค่าครองชีพประชาชน ก็ต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลในการหางบประมาณ หรือหาแนวทางมาช่วยเหลือเช่นเดียวกับงวดปัจจุบัน