แหล่งเรียนรู้ ‘WeLearn’ มิติใหม่ของการเรียนยุคดิจิทัล
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้เกิดสื่อการเรียนออนไลน์ที่ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้สะดวกมากขึ้น ทั้งยังสามารถเลือกเรียนได้ตามความต้องการ แต่กระนั้น สิ่งที่อาจขาดหายไปจากการเรียนรู้ด้วยตัวเอง คือ ทักษะการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
แหล่งการเรียนรู้ครบวงจรอย่าง “WeLearn” จึงเกิดขึ้น ด้วยความมุ่งมั่นในการสร้างการศึกษารูปแบบใหม่ กับพื้นที่แห่งการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งรวบรวม STEAM (Science, Technology, Engineering, Arts and Mathematics) ในสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้เกิดอิสระในการเรียนรู้ ร่วมคิดและแลกเปลี่ยนกันผ่านการทำโครงงาน (project based learning) ฝึกใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา แสดงความคิดเชิงวิเคราะห์ พร้อ,ออกแบบเส้นทางการศึกษาให้เข้ากับความสนใจของเด็กแต่ละคน (personalized learning)
“ทักษะที่จะใช้ในยุคดิจิทัลไม่เหมือนทักษะที่เคยใช้มา เรียกว่าทักษะแห่งอนาคต หรือทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ซึ่งหนึ่งในทักษะแห่งอนาคต คือ การเรียนรู้ด้วยตัวเอง แต่เด็กส่วนใหญ่เรียนด้วยตัวเองจากที่บ้าน ก็จะขาดทักษะการทำงานร่วมกับคนอื่น อีกทั้งเขาอาจไม่มีอุปกรณ์สำหรับการเรียนรู้อื่น ๆ อย่างการทดลอง หรือการประดิษฐ์ต่าง ๆ เราจึงเข้ามาแก้ปัญหาตรงนี้ด้วยการเปิด WeLearn ขึ้น”

“เดวิด โดแรน” ผู้ก่อตั้ง WeLearn สะท้อนถึงแนวคิดการเริ่มธุรกิจนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งของไอเดียมาจากประสบการณ์ตรงของเขา หลังจากที่ลูกชายตัดสินใจออกจากโรงเรียนตอนเกรด 7 เพราะมองว่าโรงเรียน
สอนช้าเกินกว่าความต้องการเรียนรู้ ทำให้เขาต้องศึกษาข้อมูลต่าง ๆ และพบว่าการเรียนออนไลน์เป็นทางออก เพราะมีสถาบันการศึกษามากมาย ทั้งในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ที่ให้ใบรับรองการจบระดับชั้นมัธยมศึกษาจากการเรียนรูปแบบนี้ ซึ่งนี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาอยากให้เด็กอีกนับล้านคน ได้ค้นพบตัวตนของตัวเอง
WeLearn ตั้งอยู่บนพื้นที่ 750 ตารางเมตร ของอาคารมณียา เซ็นเตอร์ โดยใช้งบประมาณ 20 ล้านบาท ในการรังสรรค์พื้นที่ให้เป็น mastery center and innovation lab แบ่งเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่ โซนการเรียน (the brainery) พื้นที่การเรียนรายบุคคล หรือเรียนเป็นกลุ่ม และโซนคาเฟ่ (collaboration cafe) พื้นที่การทำกิจกรรมร่วมกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็น จินตนาการ วางแผนและสร้างสรรค์นวัตกรรม

นอกจากนี้ยังมีโซน innovation lab พื้นที่การทดลอง ค้นคว้า สร้างสรรค์จินตนาการ ประกอบด้วย ห้องวิดีโอ, ห้องเทคโนโลยีเสมือนจริง (AR/VR), ห้องสื่อด้านเสียง, ห้องหุ่นยนต์และการพิมพ์ 3 มิติ (3D printing), ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ รวมถึงลานศิลปะประดิษฐ์ และลานกิจกรรมที่กว้างขวาง
พื้นที่เหล่านี้จะตอบโจทย์ 2 โปรแกรมหลักของ WeLearn ประกอบด้วย โปรแกรม after school ซึ่งใช้ชื่อว่า
Exploration และ Discovery Membership สำหรับนักเรียนที่เข้ามาใช้บริการต่าง ๆ ของศูนย์ และเรียนหลักสูตรเสริมทักษะพิเศษ เช่น การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์, ทักษะการเป็นผู้นำ, ทักษะผู้ประกอบการสตาร์ตอัพ, การทำการตลาดด้วยสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดีย, การฝึกสมาธิและบริหารความเครียด, ความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นต้น โดยมีค่าใช้จ่าย 24,000-60,000 บาทต่อปี

อีกโปรแกรมคือ Independence Program สำหรับนักเรียนที่สนใจเรียนเต็มรูปแบบ (full time) ตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกหลักสูตร หรือวิชาต่าง ๆ ด้วยทีมที่ปรึกษาแนะนำอย่างใกล้ชิด ซึ่งผู้เรียนสามารถใช้บริการต่าง ๆ ของศูนย์ได้อย่างไม่จำกัด โดยมีค่าใช้จ่าย 30,000-480,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับหลักสูตรการเรียน
ทั้งนั้น WeLearn จะให้คำปรึกษา แนะนำ และประเมิน เพื่อเลือกหลักสูตรระดับมัธยมศึกษาที่เหมาะกับศักยภาพและความสนใจของนักเรียนแต่ละคน ซึ่งเป็นหลักสูตรจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ และสถาบันการศึกษาที่ได้รับการรับรอง เช่น มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) มหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์
(John Hopkins University) มหาวิทยาลัยแห่งรัฐมิสซูรี (University of Missouri) มหาวิทยาลัยอินเดียน่า (Indiana University) และมหาวิทยาลัยเนบราสกา (University of Nebraska) เป็นต้น
“การมาเรียนหลักสูตร full time ก็เหมือนกับเขาได้เรียนหลักสูตรอินเตอร์ เมื่อเรียนจบแล้วสามารถเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยได้ เพราะใบรับรองที่ได้จากการเรียนออนไลน์ของสถาบันการศึกษาที่เราเลือกมานั้นได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ซึ่งเขาสามารถใช้ใบรับรองยื่นเรียนต่อได้กับมหาวิทยาลัยต่างประเทศ และภาคอินเตอร์ของมหาวิทยาลัยในไทย”
“เดวิด โดแรน” ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กลุ่มเป้าหมายของ WeLearn คือ เด็กอายุ 11-18 ปี ครอบคลุมกลุ่มนักเรียนโรงเรียนรัฐบาล เอกชน นานาชาติ และนักเรียนโฮมสกูล โดยตั้งเป้าสัดส่วนผู้เรียนโปรแกรม after school อยู่ที่ 75% และ 25% สำหรับโปรแกรม full time ซึ่งคาดการณ์ว่าสิ้นปีนี้ สมาชิกของ WeLearn จะมีประมาณ 300 คน
ส่วนแผนธุรกิจมีทั้งการลงทุนเปิดสาขาเอง และการขายแฟรนไชส์ ตั้งเป้าว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าจะขยายสาขาในกรุงเทพฯ ให้ได้ 3-5 สาขา และต่างจังหวัดอีก 10 สาขา รวมถึงขยายไปยังประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน อีก 20 สาขา โดยเร็ว ๆ นี้จะเข้าไปเปิดสาขาที่ประเทศสิงคโปร์ และมาเลเซีย
“ปัญหาด้านการศึกษาของไทยเป็นประเด็นสำคัญ ถ้า WeLearn สามารถแก้ปัญหานี้ได้ ไทยก็จะเป็นตลาดที่ใหญ่มากสำหรับธุรกิจของเรา”