เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Limited Drop’ ทำไมยิ่งสินค้ามีน้อย คนยิ่งรีบซื้อจน Sold Out ?
Business เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Limited Drop’ ทำไมยิ่งสินค้ามีน้อย คนยิ่งรีบซื้อจน Sold Out ?
ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
Real Estate ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
Biz Movement เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
News ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
Economic หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
การศึกษา ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
SD Talk เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
Biz Movement ‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
SD 14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
Infineon ปักหมุดไทย เป็นฐานใหญ่ผลิตชิปป้อนโลก
Economic Infineon ปักหมุดไทย เป็นฐานใหญ่ผลิตชิปป้อนโลก
ดูทั้งหมด

ประวัติศาสตร์ “ตลาดกาแฟ” เส้นทางผู้ส่งออกเบอร์ 1 ของบราซิล

25 ส.ค. 2567 | 17:13น.
coffee
คอลัมน์ : นอกรอบ
ผู้เขียน : ขัตติยาภรณ์ ด้วงแก้ว Bnomics ธนาคารกรุงเทพ

คิดสิ คิดสิ คาบูชิโน่ เอสเปรสโซ่ อาราบิก้า ท่อนฮุกติดหูของหญิงลีที่นำชื่อกาแฟมาแต่งเป็นเพลงสะท้อนถึงความนิยมในกาแฟ ใครไปไหนทำอะไรก็ต้องดื่มกาแฟ เรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของมนุษย์ไปแล้ว

แต่กว่าจะมาเป็นกาแฟที่ไม่ว่าใครก็ดื่มได้แบบทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกาแฟเคยถูกจำกัดให้เฉพาะคนชนชั้นสูงเท่านั้นที่ดื่มได้ แต่การก้าวเข้ามาของบราซิล เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตลาดกาแฟกลายเป็น Mass Product ไม่ว่าจะรวยหรือจนก็ดื่มได้หมด และกลายมาเป็นผู้ส่งออกกาแฟเบอร์หนึ่งมาจนถึงปัจจุบัน

Bnomics จึงได้หยิบประวัติศาสตร์ตลาดกาแฟในอดีตสมัยศตวรรษที่ 18-19 มาเล่า เพราะเป็นช่วงเวลาที่จะไขข้อสงสัยได้ว่า ทำไมบราซิลถึงก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่ง และทำให้เราทุกคนได้ดื่มกาแฟกันอย่างทุกวันนี้

ประวัติศาสตร์ “ตลาดกาแฟ”

ก่อนจะไปดูว่าทำไมบราซิลถึงก้าวเข้ามาเป็นเบอร์หนึ่งการส่งออกกาแฟ

สินค้าอย่าง “กาแฟ” ถูกเปลี่ยนมือจากมหาอำนาจมาหลายแห่ง โดยเริ่มจากตะวันออกกลางมีการขนส่งกาแฟผ่านคนกลาง ทำให้ค่าขนส่ง ภาษี และต้นทุนการค้าขายสูง ส่งผลให้ราคากาแฟสูงอย่างมาก ตลาดกาแฟจึงค่อนข้างเล็กและไม่ได้รับความนิยมมากนัก

ในช่วงศตวรรษที่ 18 แม้เจ้าอาณานิคมยุโรปจะเข้ามาผลิตในประเทศอาณานิคมของตนเอง เช่น Java Reunion Saint Domingue และ Jamaica แต่ก็ไม่ได้ทำให้ราคากาแฟถูกลง เพราะรัฐบาลอาณานิคมต้องการให้กาแฟจำกัดในแวดวงชนชั้นสูง พ่อค้า นักธุรกิจเท่านั้น ผ่านการออกนโยบายเก็บภาษีสูง ในตอนนั้นชาวนาและกรรมกรไม่สามารถเข้าถึงกาแฟได้ พวกเขาจึงต้องดื่ม Chicory พืชสมุนไพรแทนการดื่มกาแฟ

แม้กาแฟถูกควบคุมโดยอาณานิคมยุโรปอย่าง ดัตซ์ อังกฤษ ฝรั่งเศส แต่การเข้าไปในครั้งนั้นไม่ใช่การพัฒนา แต่เข้าไปด้วยการบีบบังคับให้เกิดการผลิตผ่านการใช้แรงงานทาสทำให้การผลิตไร้ประสิทธิภาพ กาแฟราคาสูง ตลาดกาแฟจึงไม่ได้เป็นที่นิยมแพร่หลาย

ผู้เขียนขอหยิบยก St.Dominique เขตสำคัญในการผลิตกาแฟ ซึ่งเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสมาเป็นตัวอย่างในการอธิบายภาพรวมประวัติศาสตร์กาแฟในศตวรรษที่ 18

ในช่วงแรก ตลาดกาแฟเจริญรุ่งเรืองอย่างมากในชุมชนอาณานิคมแถบ St.Dominique เนื่องจากคนบนเกาะพยายามเลียนแบบวัฒนธรรมชาวปารีสที่ดื่มกาแฟกันใน Coffeehouses ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของชนชั้นสูงและชนชั้นนายทุน เพราะคนเหล่านี้ทำให้ความต้องการกาแฟแพร่หลายมากขึ้น แต่ก็ถูกจำกัดแค่เฉพาะคนบางกลุ่มเท่านั้น

ความต้องการกาแฟเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนในปี 1787-1789 St.Dominique สามารถส่งออกกาแฟได้เกือบเท่ากับการส่งออกน้ำตาล (น้ำตาลถือเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งในขณะนั้น) ส่งผลให้ St.Dominique กลายเป็นอันดับหนึ่งของการส่งออกกาแฟที่ใหญ่ที่สุดในโลก

แม้จะส่งออกได้เยอะ แต่ก็เป็นเหมือน “ดาบสองคม” เพราะหมายถึงต้องใช้แรงงานทาสจำนวนมากในการปลูกและเก็บเกี่ยวผลกาแฟจนนำไปสู่ความขัดแย้งและเลิกทาสทั่วโลก ซึ่งมาจากเกิดการปฏิวัติฝรั่งเศส (French Revolution) เป็นตัวกระตุ้นสำคัญ ทำให้ชาว Haiti (คนใน St.Domingue) ต้องยุติการผลิตกาแฟ ทำให้ผลผลิตลดลงจาก 40,000 เมตริตัน สู่ 9,000 เมตริกตัน ในปี 1818 ส่งผลให้ราคากาแฟโลกพุ่งสูงอย่างมาก

บราซิลขึ้นแท่นมหาอำนาจกาแฟ

ในช่วงศตวรรษที่ 18 กาแฟไม่ได้เป็นที่แพร่หลายมากนัก ส่วนหนึ่งเพราะราคาสูง ทำให้คนทั่วไปไม่สามารถดื่มกาแฟได้ และบราซิลคือผู้ที่เข้ามาทำให้กาแฟมี “ราคาถูก” จนสามารถก้าวเป็นเบอร์หนึ่งของโลกได้

เหตุที่บราซิลถึงสามารถก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งการส่งออกกาแฟในยุคศตวรรษที่ 19 มีทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกที่ช่วยผลักดันให้บราซิลสามารถผลิตกาแฟเพื่อตอบรับกับความต้องการบริโภคกาแฟได้อย่างมหาศาล

ปัจจัยภายใน : ต้นทุนการผลิตต่ำ สามารถส่งออกกาแฟในราคาถูก

เพราะความโชคดีของบราซิลที่มีพื้นที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก และมีแรงงานทาสราคาถูก (ในช่วงปี 1900s บราซิลใช้แรงงานทาสถึง 1.5 ล้านคนในการผลิตกาแฟ)

เมื่อต้นทุนต่ำก็ขายในราคาถูกได้ ด้วยเหตุนี้ทำให้คนเริ่มหันมาบริโภคกาแฟกันมากขึ้น จากที่เคยเป็นเครื่องดื่มที่เอื้อมไม่ถึง ก็สามารถซื้อดื่มได้ในราคาที่ถูก และทำให้การส่งออกกาแฟของบราซิลในช่วงปี 1822 ถึง 1899 พุ่งสูงขึ้นกว่า 75 เท่า

ช่วงเวลานั้นไม่มีประเทศอาณานิคมไหนสามารถจะแข่งขันเทียบเคียงกับบราซิลได้ ทั้งในเรื่องราคา รวมถึงตลาดที่บราซิลได้ครอบครอง ทั้งในประเทศอาณานิคมและสหรัฐอเมริกา อาจกล่าวได้ว่ามากกว่า 80% ของการส่งออกกาแฟไปทั่วโลกมาจากประเทศบราซิล

ในทางเศรษฐศาสตร์เรียกสภาวะนี้ว่า Supply Induce Demand คือสภาวะที่คนขายสามารถทำให้เกิดความต้องการในการบริโภคได้ คือเมื่อกาแฟมีราคาถูกลงก็ดึงดูดให้คนหันมาดื่มกาแฟกันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

นอกเหนือจากเรื่องราคาถูก ปัจจัยสำคัญที่ทำให้บราซิลสามารถส่งออกได้เพิ่มมากขึ้น คือบราซิลมีการพัฒนาการขนส่งโดยสร้างเส้นทางรถไฟและท่าเรือ ทำให้มีต้นทุนการขนส่งระหว่างประเทศที่ต่ำลง

สหรัฐอเมริการับอิทธิพลดื่มกาแฟ

ปัจจัยภายนอก : ความต้องการบริโภคกาแฟเพิ่มสูงขึ้นจากสหรัฐอเมริกา

ผลพวงจากสภาวะ Supply Induce Demand เพราะกาแฟราคาถูกจึงดึงดูดให้คนหันมาบริโภคกาแฟมากขึ้นเป็นประวัติการณ์ และประเทศที่ได้รับอิทธิพลนี้อย่างมากคือ “สหรัฐอเมริกา”

จากความพยายามของรัฐบาลในการออกนโยบายเพื่อช่วยให้คนบริโภคกาแฟมากขึ้น เช่น ในศตวรรษที่ 19 สหรัฐอเมริกาออกนโยบายปลอดภาษีนำเข้ากาแฟ โดยลดระดับภาษีลงจาก 10 เซนต์ต่อปอนด์ ในปี 1812 ลงเหลือ 5 เซนต์ ในปี 1814 และฟรีสำหรับทุกคนที่ต้องการนำเข้ากาแฟ ทำให้การบริโภคต่อหัวของคนอเมริกาเพิ่มสูงขึ้น ทำให้การนำเข้ากาแฟของสหรัฐพุ่งขึ้นถึง 2,400%

สหรัฐอเมริกาคือฐานตลาดกาแฟขนาดใหญ่ จนกาแฟกลายเป็นสินค้า Mass Product ในสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรก ผลจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและอัตราการบริโภคต่อหัวสูง ทำให้บราซิลได้สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกกาแฟได้เป็นจำนวนมหาศาล

ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ชาวอเมริกายังคงบริโภคกาแฟเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเป็นผู้นำเข้ากาแฟมากกว่า 40% ของโลก และยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการนำเข้ากาแฟมากกว่า 60% เรียกได้ว่าเกินครึ่งของคนดื่มกาแฟบนโลกคือชาวอเมริกา ขณะที่ตลาดอื่น ๆ ก็มีประเทศยุโรปเหนือ เช่น เบลเยียม เยอรมนี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และสแกนดิเนเวีย

ด้วยสองปัจจัยนี้ ทำให้บราซิลก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจการส่งออกกาแฟจวบจนถึงปัจจุบัน