Skip to content

“วิษณุ”ปูด ตปท.เตือนฟอกเงินดิจิทัลซื้อเสียงเลือกตั้ง สั่ง”คลัง-ยธ.-แบงก์ชาติ-ก.ล.ต.” ป้องกัน

24 พ.ค. 2561 | 12:46น.
“วิษณุ”ปูด ตปท.เตือนฟอกเงินดิจิทัลซื้อเสียงเลือกตั้ง สั่ง”คลัง-ยธ.-แบงก์ชาติ-ก.ล.ต.” ป้องกัน

วันที่ 24 พ.ค.2561 เมื่อเวลา 09.30 น. ที่โรงแรมเซนทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการสัมมนาและปาฐกถาพิเศษ Symposium Thailand 4.0“Fintech & Cryptocurrency vs. Law Enforcement” ซึ่งจัดโดยคณะนิติศาสตร์ มูลนิธินิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกองทุนศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นายวิษณุ กล่าวว่า เรื่องคริปโตเคอร์เรนซี่ ฟินเทค และสินทรัพย์ดิจิตอลเป็นเรื่องใหม่ ซึ่งตอนที่พิจารณากฎหมายตรงนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องใช้เวลาศึกษาทำความเข้าใจมากพอสมควร ทั้งนี้ ลักษณะของคริปโตเคอร์เรนซี่หรือสินทรัพย์ดิจิตอลไม่มีลักษณะทางกายภาพ แต่มีสิ่งที่อาจทำให้เกิดโจรกรรม การทุจริต หรือการหลอกลวงให้คนเอาเงินจริงมาลง เหมือนกรณีแชร์แม่ชม้อย นอกจากนี้ รัฐบาลได้รับรายงานจากต่างประเทศแจ้งเตือนว่าต้องระมัดระวัง มิฉะนั้นประเทศไทยจะเป็นสวรรค์แห่งการฟอกเงิน อาจมีเรื่องของการก่อการร้ายข้ามชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง อาจมีผู้นำเงินจากการทำผิดกฎหมายเข้าลงทุนผ่านบิตคอยน์เพื่อฟอกเงิน และเขาทราบว่าประเทศไทยกำลังจะมีการเลือกตั้ง จึงเตือนมาด้วยว่าขอให้ไทยระวังว่าอาจมีการใช้เงินอย่างสะพัดในการซื้อสิทธิ์ขายเสียงทุจริตการเลือกตั้งด้วยการลงทุนบิตคอยน์ได้เช่นกัน ดังนั้น รัฐบาลอยู่นิ่งไม่ได้ ต้องรีบหาทางป้องกัน จึงมอบหมายให้กระทรวงยุติธรรมไปศึกษาซึ่งได้ไปหารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และกระทรวงการคลังที่ได้ศึกษาเรื่องนี้เตรียมไว้ก่อนแล้ว

ขณะที่เรื่องของโมเดลมาตรการกรควบคุมดังกล่าว ได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงพาณิชย์ไปศึกษาและส่งข้อมูลเข้ามา จนในที่สุดนำไปสู่การจัดทำเป็นกฎหมาย โดยให้คณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้ยกร่าง ซึ่งเดิมคิดว่าจะทำเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แต่ต้องใช้เวลานาน 1 ปี ทั้งนี้ได้มีผู้เสนอให้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ซึ่งตนคัดค้าน เพราะเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องใหม่ ถ้าใช้มาตรา 44 แม้จะทำได้เร็วไป แต่ถ้าพลาดจะเกิดความเสียหาย และอาจขาดความเชื่อมโยงกับรัฐสภา ดังนั้นได้เลือกใช้การทำเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ที่เป็นช่องทางที่ ไม่เร็วและไม่ช้าจนเกินไป ใช้ได้ตามระบอบประชาธิปไตย โดยเมื่อครม.มีมติเห็นชอบร่างพ.ร.ก.แล้ว สามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย โดยไม่ต้องส่งให้สภาพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน แต่เมื่อเริ่มประกาศใช้แล้ว ต้องส่งไปให้สนช.เห็นชอบรับรอง ซึ่งถ้าสนช.ไม่เห็นชอบ กฎหมายนั้นก็จะคงตกไป แต่ตอนนี้สนช.รับรองแล้ว แต่มีให้ข้อสังเกต และหลังจากพ.ร.ก.ดังกล่าวออกมาแล้วจะมีการออกกฎหมายลูกตามมาซึ่งเป็นหน้าที่ของ ก.ล.ต.

นายวิษณุ กล่าวอีกว่า รัฐบาลมองว่าคริปโตเคอร์เรนซี่ ฟินเทค และสินทรัพย์ดิจิตอลมีทั้งประโยชน์และโทษ ซึ่งประโยชน์คือมีส่วนช่วยผู้ประกอบการธุรกิจใหม่ (สตาร์ทอัพ) และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ถ้าใช้อย่างระมัดระวัง รัฐบาลมีกลไกดูแล แต่ไม่คัดค้านการเล่นคริปโตเคอร์เรนซี่และสินทรัพย์ดิจิตอล เพียงแต่ขอให้ผู้เล่นรู้ทันกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงจุดหนึ่ง กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว ทั้งพ.ร.ก.การประกอบธุรกิจทรัพย์สินดิจิตอล และพ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2561 เพื่อการจัดเก็บภาษีรายได้และเงินปันผลที่เกิดจากการลงทุนเงินสกุลดิจิทัล ต้องได้รับการแก้ไขเพื่อให้ทันสถานการณ์ และไม่เป็นอุปสรรคกับเทคโนโลยีชนิดนี้ีซึ่งไม่มีทางที่ใครจะสกัดหรือห้ามปราม แต่ต้องมีการควบคุมและมีบทลงโทษผู้กระทำผิด อีกทั้งจะต้องนำกฎหมายเหล่านี้จัดทำเป็นพ.ร.บ.เพื่อให้ได้กฎหมายเหล่านี้มีความสมบูรณ์มากขึ้น

สำหรับสิ่งที่รัฐบาลทำได้ตอนนี้คือให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ก่อน โดยกรมบังคับคดีเตรียมการจัดอบรมเรื่องการเข้ายึดบิตคอยน์ ขณะที่ธปท.และก.ล.ต.ขับเคลื่อนการเตรียมการแล้ว ซึ่งตนไม่แน่ใจว่าทางตำรวจเตรียมพร้อมแล้วหรือไม่ เราต้องทำให้การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวมีความสมบูรณ์

นายวิษณุ กล่าวเพิ่มเติมถึงคำเตือนจากต่างประเทศเรื่องการใช้เงินดิจิตัลในการฟอกเงินว่า เขาเตือนมาเป็นภาพรวม เช่นการฟอกเงินเรื่องการก่อการร้าย การฟอกเงินเพื่อการค้ามนุษย์ ซื้อยาาเสพติด และฟอกเงินทางการเมือง ขณะนี้รัฐบาลยังไม่ถึงเวลาเข้าไปตรวจสอบในเชิงลึก

“กฎหมายดังกล่าวจะทำให้คนที่คิดจะกระโดดลงไปเกิดความตื่นตัว เพราะมีกฎหมายเข้าไปควบคุม และสามารถตรวจสอบได้ว่าบริษัทนั้นได้ซื้อขายถูกจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งรัฐจะเป็นผู้ควบคุม และเกิดการเรียนรู้มากกว่าที่จะไปไล่จับ จับไมได้ไล่ไม่ทันหรอกครับเรื่องพวกนี้”

เมื่อถามว่าธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับเงินดิจิตัล อย่างเช่นเหมืองขุดเงินดิจิตัลจะต้องควบคุมด้วยหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่าา ก็จะตั้องดูกันต่อไป ถ้ากฎหมายไม่พอก็ต้องออกกฎหมายเพิ่ม

เมื่อถามว่าอย่างเช่นการจดทะเบียนธุรกิจกลุ่มธุรกิจเงินดิจิตัลก็ยังจดทะเบียนด้วยกฎหมายเดิมอยู่ รองนายกฯ กล่าววว่า เรื่องนี้ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องออกฎหมายเพิ่ม แต่อาจจะใช้กฎหมายปกติ เช่น ออกประกาศหรือกฎกระทรวงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็พอ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ฟินเทค วิษณุ เครืองาม