สแกนเศรษฐกิจโตกระจาย ตลาดหุ้นเข้าโค้งท้ายกระทิง
ดีเกินตลาด ไตรมาสแรกปีนี้เศรษฐกิจไทยขยายตัวถึง 4.8% สูงสุดในรอบ 20 ไตรมาส หรือรอบ 5 ปีทีเดียว โดยมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) อยู่ที่ 4.062 ล้านล้านบาท
“วิชญายุทธ บุญชิต” รองเลขาธิการฯ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เล่าว่า ไตรมาส 1 ปี 2561 เศรษฐกิจขยายตัวสูงต่อเนื่องจากไตรมาส 4 ปีที่แล้ว ซึ่งดีขึ้นทุก ๆ ด้าน ทั้งด้านการใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่กลับมาขยายตัวเร่งตัวขึ้นถึง 3.6% ซึ่งมีปัจจัยหนุนจากการกระจายตัวมากขึ้นของฐานรายได้ระบบเศรษฐกิจ มาตรการดูแลผู้มีรายได้น้อยของภาครัฐ ด้านการลงทุนรวมก็เพิ่มขึ้นสูง โดยเฉพาะการลงทุนของภาคเอกชนที่เร่งตัวสูงถึง 3.1% และรัฐวิสาหกิจที่ลงทุนเพิ่มขึ้นมากถึง 11.5% แต่ว่าการลงทุนรัฐบาลลดลง 0.3%

“ไตรมาสแรก สาขาเกษตรกรรมและก่อสร้างกลับมาขยายตัว และเป็นส่วนสำคัญทำให้เศรษฐกิจไตรมาสแรกขยายตัวสูงและเร่งขึ้นเป็น 4.8%”
สาเหตุหลักที่ทำให้จีดีพีไทยขยายตัวได้ดี คือภาคการผลิตภาคเกษตรขยายตัวเกณฑ์สูง 6.5% จากไตรมาสก่อนหน้าติดลบ ส่วนหนึ่งมีราคาสินค้าเกษตรหลายตัวปรับขึ้นสูง ยกเว้นยางพารา น้ำมันปาลม์และอ้อย ด้านการผลิตของภาคอุตสาหกรรมก็ยังขยายตัวดีต่อเนื่อง ตามการขยายตัวของภาคส่งออก ซึ่งไตรมาสแรกส่งออกสินค้าโตถึง 9.9% ขณะที่ภาคท่องเที่ยวยังเติบโตได้ดีต่อเนื่อง โดยนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง 15.4% ทำให้มีรายรับจากการท่องเที่ยวโดยรวมเพิ่มขึ้น 16.8% ทีเดียว ซึ่งหลัก ๆ ยังมาจากต่างชาติ
ส่วนไตรมาสที่เหลือของปีนี้ ทาง สศช.ได้ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยโต 4.5% (4.2-4.7%) จากเดือน ก.พ.คาดการณ์ว่าโตเฉลี่ย 4.1% กรอบ (3.6-4.6%) โดยยังมองว่าการใช้จ่ายของเอกชนในช่วงที่เหลือของปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวในเกณฑ์ที่ดีต่อเนื่องที่ 3.7% การลงทุนของภาครัฐที่คาดจะขยายตัวสูงได้ 8.6% จากโครงการลงทุนพื้นฐานคืบหน้ามากขึ้น และการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ด้านเอกชนก็คาดจะขยายตัวเร่งขึ้นได้ต่อเนื่องอีก สอดคล้องกับอัตราการใช้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรม หลังไตรมาสแรกขึ้นมาอยู่ที่ 72.4% สูงสุดในรอบ 5 ปี ด้านการส่งออกที่ได้ผลดีจากเศรษฐกิจโลก ทำให้ยังคาดส่งออกขยายตัวได้ 8.9% เมื่อรวมกับการปรับเพิ่มสมมติฐานรายรับจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศราว 11.6% ทำให้มองว่าเศรษฐกิจทั้งปียังเติบโตได้เพิ่มมากกว่าคาดการณ์เดิม
แต่ก็มีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความผันผวนเศรษฐกิจโลก ทั้งการดำเนินนโยบายการเงินของสหรัฐ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่อาจกระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การตอบโต้มาตรการการค้าระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนและสหรัฐ ในขณะเดียวกันต้องจับตาราคาสินค้าเกษตร ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ
ด้านสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) รายงานว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า ปรับตัวลดลง 22.90% จากระดับ 120.17 ในเดือนก่อน มาอยู่ในภาวะทรงตัว (neutral) เป็นเดือนแรกในรอบ 9 เดือน โดยความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนสถาบันลดลงมาอยู่ในระดับซบเซาเป็นเดือนแรก ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยเงินทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ไหลออก โดยเฉพาะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่ก็ยังมีปัจจัยสำคัญหนุนมาจากเศรษฐกิจไทยที่โตสูง 4.8% และล่าสุด ไตรมาสแรก บริษัทจดทะเบียนทำกำไรสุทธิรวม 2.86 แสนล้านบาท โต 15% จากไตรมาส 4/2560
ขณะที่สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุนประเมินว่า ในเดือน พ.ค.นี้ ดัชนีหุ้นไทยยังคงแกว่งตัว sideways ในช่วงระยะสั้น ๆ และมีโอกาสกลับขึ้นไปยืนที่ 1,785 จุด ภายในสิ้น พ.ค.นี้ โดยมีปัจจัยบวกจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) โดยปีนี้คาดทำกำไรโต 10-11% ทิศทางค่าเงินบาท และกระแสฟันด์โฟลว์ไหลกลับสู่ตลาดทุนไทย
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน มองว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือปีนี้จะอยู่ช่วงท้าย ๆ ของภาวะตลาดกระทิง (bullish) จนถึงปีหน้า โดยดัชนีมีอัพไซด์ไม่มากนัก ซึ่งผลสำรวจนักวิเคราะห์ที่คาดปลายปีนี้ดัชนีอยู่ที่ 1,860 จุด เท่ากับว่าจากนี้ไปมีโอกาสขยับขึ้นราว 100 จุด หรือ 5%