โจทย์หิน “สุเมธ” ดีดีใหม่บินไทย นำองค์กรให้มี “กำไร-เติบโตยั่งยืน”
28 พ.ค. 2561 | 15:00น.
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะคณะกรรมการสรรหาฯ เห็นว่า ผู้สมัครในแต่ละครั้งที่ผ่านมา ทั้งคุณสมบัติและความสามารถยังไม่เป็นไปตามที่ต้องการ ทำให้ต้องล้มการสรรหา และขยายเวลารับสมัครมาเป็นระยะ

นับเป็นการสรรหาที่ “มาราธอน” มากที่สุดถึงราว 20 เดือนเลยทีเดียว ส่งผลให้ “อุษณีย์ แสงสิงแก้ว” ต้องนั่งทำหน้าที่รักษาการดีดีการบินไทยมาอย่างยาวนาน
กระทั่งเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา คณะกรรมการของการบินไทยได้จัดประชุมที่สำนักงานใหญ่ มี “พลอากาศเอก ตรีทศ สนแจ้ง” รักษาการประธานกรรมการบริษัท เป็นประธานการประชุม โดยที่ประชุมคณะกรรมการได้มีมติเห็นชอบผลการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) ซึ่งผู้ผ่านการสรรหาคือ “สุเมธ ดำรงชัยธรรม”
และคณะกรรมการบริษัทได้มอบหมายให้ คณะอนุกรรมการพิจารณาผลตอบแทนผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ผู้อำนวยการใหญ่ เจรจาในเรื่องเงื่อนไขการจ้าง และผลตอบแทน ก่อนนำเสนอคณะกรรมการบริษัทพิจารณาต่อไป
“อุษณีย์ แสงสิงแก้ว” รักษาการดีดีการบินไทย กล่าวว่า หลังจากคณะกรรมการสรรหาฯ มีมติเห็นชอบให้ “สุเมธ ดำรงชัยธรรม” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) ดำรงตำแหน่งดีดีการบินไทย ทางคณะกรรมการสรรหาก็ได้นำผลดังกล่าว
เสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ซึ่งมีการประชุมนัดพิเศษในวันเดียวกัน (19 พฤษภาคม 2561) ทันที
“เหตุผลที่ต้องเร่งกระบวนการสรรหาดีดีคนใหม่ เนื่องจากต้องการให้ได้ตัวดีดีคนใหม่เข้ามาก่อนที่ตนจะเกษียณในวันที่ 30 กันยายนนี้ เพื่อให้สามารถสานงานต่อได้เลย ส่วนขั้นตอนการเจรจาเกี่ยวกับค่าตอบแทน คาดว่าจะใช้ระยะเวลาไม่เกิน 2-3 เดือน” อุษณีย์กล่าว
สำหรับ “สุเมธ ดำรงชัยธรรม” นั้นว่ากันว่า โจทย์ใหญ่ทันทีที่ขึ้นนั่งเก้าอี้ดีดีการบินไทยในช่วงครึ่งปีหลังนี้ ย่อมหนีไม่พ้นเรื่อง “การเติบโตในระยะยาว” ขององค์กรขนาดใหญ่แห่งนี้ เพราะการบินไทยอยู่ในแผนปฏิรูปองค์กรระยะที่ 3 คือ ระยะการขยายธุรกิจให้เติบโตและมีกำไรในระยะยาว
สำหรับองค์กรการบินไทยนั้น แม้ว่าในปี 2560 ที่ผ่านมา ภาพรวมผลการดำเนินงานของการบินไทยจะดีขึ้นในแทบทุกด้าน อาทิ อัตราการใช้ประโยชน์ของเครื่องบินเพิ่มขึ้นจาก 11.5 ชั่วโมง เป็น 12.0 ชั่วโมง มีปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 6.4% ปริมาณการขนส่งผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 14.7% อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสารเฉลี่ย 79.2% สูงกว่าปีก่อนซึ่งเฉลี่ยที่ 73.4% และสูงสุดในรอบ 10 ปี โดยมีจำนวนผู้โดยสารที่ทำการขนส่งรวมทั้งสิ้น 24.6 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 10.3%
แต่เมื่อดูผลประกอบการกลับพบว่า การบินไทยยังขาดทุนสุทธิ 2,107 ล้านบาท
ขณะที่แผนฟื้นฟูธุรกิจของการบินไทยในปี 2561 ยังคงมุ่ง “มีกำไรอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน” และ “เพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการให้บริการเทียบเคียงมาตรฐานชั้นนำ” นี่คือ 2 กุญแจหลัก ที่การบินไทยเลือกขับเคลื่อนในปีนี้ ผ่านกลยุทธ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างกำไรจากการเพิ่มรายได้ ควบคุมต้นทุน ฯลฯ
การปรับปรุงหน่วยธุรกิจให้เป็นศูนย์กำไรที่เติบโต แสวงหาโอกาสทางธุรกิจ และบริหารจัดการสินทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น การปรับปรุงการบริการครบวงจรเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มเป้าหมายอย่างเหมาะสม รวมถึงการนำ digital application มาเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความสามารถในการแข่งขัน และการพัฒนาการบริหารงานบุคคลโดยเน้นโครงสร้างองค์กร วัฒนธรรมองค์กร ภาวะผู้นำและการพัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถ
แน่นอนว่าโจทย์ใหญ่ของการบินไทย ก็ยังเวียนวนอยู่กับเรื่องของการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน การลดต้นทุน และการทำกำไร
โดยเฉพาะ “การลดต้นทุน” ซึ่งเป็นจุดที่การบินไทยพยายามแก้ไขมาตลอด นับตั้งแต่การเข้าสู่แผนปฏิรูปองค์กร
โดยก่อนหน้านี้ “ไพรินทร์ ชูโชติถาวร” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบนโยบายแก่การบินไทย เมื่อต้นปีที่ผ่านมาว่า เป้าหมายขององค์กรขนาดใหญ่แห่งนี้ต้องมุ่งสู่การทำกำไรและเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่ทำอย่างไรไม่ให้ธุรกิจขาดทุนเท่านั้น
โดยประเด็นหลักที่ต้องโฟกัส คือ แผนการลดรายจ่าย รวมถึงการนำโมเดลธุรกิจสายการบินโลว์คอสต์มาปรับใช้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อทำให้ต้นทุนถูกที่สุด แต่ยังคงรักษาความเป็นสายการบินฟูลเซอร์วิสเอาไว้
ทั้งหมดนี้เพื่อ “ปรับตัว” สู้กับ “ความท้าทายรอบด้าน” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของต้นทุนราคาน้ำมัน พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
คงต้องติดตามกันต่อไปว่า ดีดีคนใหม่นาม “สุเมธ ดำรงชัยธรรม” จะเข้ามาขยับขับเคลื่อนให้สายการบินแห่งชาติกลับมามีกำไรในปี 2561 ได้หรือไม่
ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างยิ่ง !
และที่น่าจับตามองยิ่งกว่านั้นก็คือ หลังจากการเลือกตั้งรอบใหม่ในต้นปี 2562 นี้ ยังจะมีชื่อของ “สุเมธ ดำรงชัยธรรม” นั่งบริหารในตำแหน่งดีดีการบินไทยต่อไปอยู่หรือไม่ !