พิชัย ชุณหวชิร
พิชัยเผยค่าเงินบาทไทยแข็งค่าเร็วกว่าภูมิภาค ทำให้เสียเปรียบประเทศคู่ค้า ยันต้องการหารือกับผู้ว่าการแบงก์ชาติ ทั้งทิศทางเงินเฟ้อ-ดอกเบี้ย และนโยบายการเงินให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน หวังเห็นนโยบายการเงินมาสนับสนุนช่วยเศรษฐกิจโตมากขึ้น
วันที่ 25 กันยายน 2567 นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการแถลงข่าวโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 2567 ดังกล่าว ว่าโครงการนี้เป็นความจำเป็นของประเทศในระยะนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยตกต่ำมาอย่างยาวนาน และต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น
นอกจากนี้ ยังพบว่าช่องว่างระหว่างรายได้ค่อนข้างห่าง ส่งผลให้เม็ดเงินหายโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง กลุ่มที่ขาดโอกาส ทำให้รัฐเห็นความจำเป็นในการเข้าไปช่วยเหลือและเยียวยา ดังนั้น จึงพยายามเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย จึงเป็นที่มาของการเติมเงินสดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ ค่าเงินบาทที่แข็งในขณะนี้มาจากปัจจัยภายนอกที่ธนาคารกลางสหรัฐที่มีดอกเบี้ยสูงในระยะเวลานาน มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงไปอย่างมีสาระสำคัญ และมีการส่งสัญญาณว่าจะลงต่อไปอีก 0.75% ซึ่งตลาดเชื่อว่าจะลงไปอีก การลงแบบนี้เม็ดเงินก็จะไหลออกจากพันธบัตรสหรัฐมาสู่ตลาดที่เป็นประเทศกำลังพัฒนา
ซึ่งการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาถือว่าแข็งค่าเร็วกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคทำให้ความสามารถแข่งขันเรื่องส่งออกของประเทศเราเมื่อเทียบกับคู่ค้าแล้วถือว่าค่าเงินเราแข็งค่ากว่าคู่ค้า ไม่ว่าจะเทียบกับเงินหยวนของจีน เงินด่องของเวียดนาม เงินเยนของญี่ปุ่น รูเปียะห์ของอินโดฯ และริงกิตของมาเลเซีย ค่าเงินเราแข็งมากกว่า ค่าเงินเราจึงเสียเปรียบ คนที่ดูแลเรื่องนี้ต้องจับไปเป็นปัจจัยว่าที่ค่าเงินเราแข็งค่ากว่าประเทศอื่น ๆ เพราะอะไร
ขณะที่เงินเฟ้อนั้นจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัว ซึ่งหากกำหนดกรอบไว้ 1-3% แต่ยังต่ำกว่ากรอบ สะท้อนว่าเศรษฐกิจยังต่ำ เพราะเงินเฟ้อที่ต่ำเกินไปไม่จูงใจผู้ผลิตให้ขยายการผลิตมากขึ้น ซึ่งเรื่องกรอบเงินเฟ้อก็ถึงเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กับกระทรวงการคลังต้องมานั่งคุยและตกลงกันว่าอัตราที่เหมาะสมคือเท่าไหร่
เนื่องจากในเรื่องการกำหนดกรอบเงินเฟ้อก็จะเกี่ยวข้องกับเรื่องการกำหนดดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งหากกำหนดเงินเฟ้อไว้เป็นกรอบระดับหนึ่ง แต่เงินเฟ้อยังต่ำกว่าเป้า ก็แสดงว่าเศรษฐกิจไม่ขึ้น ก็ต้องมาดูว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เหมาะสมควรอยู่ที่เท่าไหร่ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในทางเศรษฐกิจมากขึ้น
ขณะที่การหารือกับนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทั้งเรื่องอัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อนั้น ยืนยันว่า อยากเห็นการหารือร่วมกัน เพื่อให้การทำงานระหว่างนโยบายการคลัง และนโยบายการเงินเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยสถานการณ์เงินเฟ้อปัจจุบันยอมรับว่าต่ำกว่ากรอบล่างที่เคยตกลงระหว่างกระทรวงการคลังและ ธปท.ที่ 1-3% ซึ่งอัตราเงินเฟ้อที่เหมาะสมกับประเทศไทยควรจะอยู่ที่ประมาณ 2%
“อยากจะเชิญชวน ธปท.มาทำงานร่วมกัน ระหว่างนโยบายการเงินและการคลัง ซึ่งการดำเนินนโยบายการเงินควรมีการดำเนินงานให้สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ ซึ่งเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ที่วางไว้ชัดเจน ซึ่งหากลองถอดหมวกแล้วมานั่งทำงานร่วมกัน ก็จะสามารถหาจุดร่วมที่นโยบายการเงินและการคลังไปด้วยกันได้ เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวได้ดีขึ้น” นายพิชัยกล่าว
ด้านนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า 4 ปัจจัยที่ใช้ดูว่า นโยบายการเงิน หรืออัตราดอกเบี้ยนโยบายเหมาะสมหรือไม่ คือ
1.เงินเฟ้อ อยู่ในกรอบหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันอยู่ต่ำกว่ากรอบ ขณะที่ในอนาคตยังมองว่ายังต่ำกว่ากรอบเช่นเดียวกัน
2.อัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 33 บาทต่อดอลลาร์ จาก 36 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งต้องมาดูว่าไหวหรือไม่กับสถานการณ์ดังกล่าว
3.การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไทยต่ำหรือไม่ ซึ่งยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยต่ำ และต้องออกมาตรการเหยียบคันเร่งเพิ่ม โดยการใส่เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเข้าไป และคาดหวังเช่นเดียวกันว่านโยบายการเงินจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
4.ทิศทางนโยบายการเงินในประเทศต่าง ๆ ในโลก เคลื่อนที่ในทิศทางใด ซึ่งปัจจุบันในหลายประเทศปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ซึ่งเห็นภาพนี้เกิดขึ้น ดังนั้น นโยบายการเงินของประเทศหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องสอดคล้องกับนโยบายการเงินของประเทศคู่ค้า