คลังชง ครม.เก็บ “ภาษีคาร์บอน” เร็วสุดปีนี้ ยันประชาชนไม่กระทบ
เผ่าภูมิ โรจนสกุล
เผ่าภูมิ รมช.คลัง เผยคลังพร้อมออกมาตรการภาษี-การเงิน เตรียมชง ครม.เก็บ “ภาษีคาร์บอน” มีผลบังคับใช้ในปี 2567 ยันไม่กระทบประชาชน
วันที่ 26 กันยายน 2567 นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังนั้น กำลังจะผลักดันทางด้านภาษี และมาตรการทางการเงิน ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาภาษีคาร์บอนขั้นสุดท้าย คาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบได้ในเร็ว ๆ นี้ เพื่อให้เริ่มมีผลบังคับใช้ได้ทันภายในปี 2567 นี้
ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในประเทศ สำหรับราคาของคาร์บอน (Carbon Price) โดยกรมสรรพสามิตได้คิดกลไกผ่านการสร้างภาษีคาร์บอน ที่เข้าไปในสินค้าที่ผลิต หรือสร้างมลพิษสูง เช่น น้ำมัน แต่ไม่ทำให้ราคาสินค้าเหล่านี้สูงขึ้น เพราะเราใช้การปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในของกรมสรรพสามิต
“ยกตัวอย่างการคำนวณ เช่น เดิมการเสียภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 6 บาท หากปรับเปลี่ยนแล้ว จะกลายเป็นเสียภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 5 บาท แต่ส่วนที่เหลือเป็นภาษีคาร์บอน จึงทำให้ราคาที่ประชาชนต้องจ่ายภาษีน้ำมันเท่าเดิม ซึ่งสมการคิดของภาษีคาร์บอน คือ นำคาร์บอนที่อยู่ในน้ำมัน คูณด้วยราคาต่อยูนิต ออกมาเป็นราคาที่ประชาชนต้องจ่ายเป็นภาษีคาร์บอน ฉะนั้น ต่อจากนี้ประเทศไทยจะมีราคาของคาร์บอนอยู่ในสินค้าที่ผลิตคาร์บอน”
ทั้งนี้ หากดำเนินภาษีดังกล่าว จากนี้จะเกิดแรงจูงใจในการผลิตสินค้าที่มีคาร์บอนต่ำลง เพราะจะทำให้เสียภาษีคาร์บอนที่ต่ำลง ผู้ที่ผลิตสิ่งนั้นได้ก็จะเป็นผู้ชนะในตลาด ส่งผลให้เกิดการหาน้ำมันที่สะอาดขึ้น ถือเป็นการใช้มาตรการทางภาษีสร้างแรงจูงใจให้เกิดการปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตต่าง ๆ ซึ่งหากไม่สนใจ หรือละเลยสิ่งแวดล้อม ราคาที่ต้องจ่ายก็จะสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าราคาในจุดแรกไม่กระทบประชาชน
นอกจากนี้ กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิต ยังอยู่ในช่วงพิจารณาภาษีแบตเตอรี่ ซึ่งปัจจุบันใช้ภาษีแบตเตอรี่อัตราเดียว ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่ชนิดใดก็ตาม แต่ต่อไปนี้จะมีระบบขั้นบันได เนื่องจากแบตเตอรี่แต่ละชนิด สร้างขึ้นมามีความแตกต่างกัน การจัดเก็บภาษีก็ควรมีความแตกต่างกัน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตผลิตแบตเตอรี่สะอาดขึ้น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ทั้งนี้ ที่ผ่านมากรมสรรพสมิต ใช้มาตรการสนับสนุนในมิติของรถอีวี ไม่ว่าจะเป็น EV 3.3 และ EV 3.5 เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการที่ได้รับสิทธิประโยชน์ต้องมาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย และผลิตรถอีวีชดเชยในประเทศไทย ซึ่งจะมีรถต้องผลิตชดเชยไม่ต่ำกว่า 1 แสนคัน ถือเป็นมาตรการทางภาษีที่ไทยสนับสนุนให้เป็นจุดศูนย์กลางในการผลิตรถอีวี และยังได้สิทธิประโยชน์ในเชิงสิ่งแวดล้อม
นายเผ่าภูมิกล่าวว่า ส่วนในมิติด้านการเงินนั้น กระทรวงการคลังมีสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ และมีส่วนที่สามารถพูดคุยได้ หรือธนาคารพาณิชย์ โดยเรามองธนาคารเป็นตัวกลางในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ในทิศทางที่เราอยากให้ประเทศนี้ไปได้ เพราะสถาบันการเงินเป็นผู้กำหนดสินเชื่อว่าจะให้ในอัตราดอกเบี้ยเท่าใด และเงื่อนไขรูปแบบใด ฉะนั้น หากเราต้องการสนับสนุนอุตสาหกรรมสีเขียว อุตสาหกรรมดังกล่าวก็จะได้รับสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ หรือมีเงื่อนไขที่ผ่อนปรน โดยกระทรวงการคลังเห็นความสำคัญในเรื่องดังกล่าวนี้
ขณะที่แบงก์รัฐที่กระทรวงการคลังกำกับอยู่นั้น ธนาคาร EXIM BANK เป็นสถาบันการเงินที่ตื่นรู้ด้านเศรษฐกิจที่เขียวอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย โดยมีพอร์ตสินเชื่อสีเขียวกว่า 70,000 ล้านบาท และกำลังจะก้าวสู่เป้าหมาย 1 แสนล้านบาท ซึ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
นอกจากนี้ ยังได้มอบนโยบายให้ บสย. ค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอี ผู้ประกอบการที่ให้ความสำคัญการปรับเปลี่ยนธุรกิจไปสู่สีเขียว ส่วนธนาคารออมสิน และ SME Bank ก็มีผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อปรับปรุงภาคเอกชนไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว