“ธุรกิจไทย” ตั้งเป้าลดคาร์บอน ปรับโครงสร้างสู่เศรษฐกิจสีเขียว
การเดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจสู่เศรษฐกิจสีเขียวถือเป็น “เป้าหมาย” สำคัญยิ่งของกลุ่มธุรกิจคนไทย เพื่อลดก๊าซเรือนกระจก (CO2) ให้มีค่าเป็นกลางภายในปี 2593 ซึ่งต้องใช้เงินทุนกว่าแสนล้านบาทในการบริหารจัดการ
ล่าสุด สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ฉลอง 60 ปี จัดสัมมนา “60 YEARS OF EXCELLENCE” หัวข้อ “The Future of Sustainability Growth” เพื่อให้ภาคเอกชนกะเทาะแผนตัวเอง ในการปรับใช้พลังงานจากฟอสซิลสู่พลังงานทางเลือก และพลังงานหมุนเวียน
รวมทั้งปรับกระบวนการทำงานของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ด้วยเป้าหมายการขับเคลื่อนให้องค์กรเติบโตมีรายได้ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ตามข้อตกลงเรื่อง “ลดก๊าซเรือนกระจก” จากการประชุมลดภาวะโลกร้อนตามข้อตกลงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี 2559 โดยประเทศไทยวางเป้าลดก๊าซเรือนกระจกลง 30-40% จากกรณีปกติ ในปี 2573 และเป็นกลางทางคาร์บอน ในปี 2593 และเป็น “ศูนย์” ในปี 2608 หลังจากที่ประเทศไทยให้สัตยาบันร่วมเป็นภาคี

นายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมว่า อสังหาฯเป็นภาคธุรกิจที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง คิดเป็นสัดส่วนถึง 60% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งโลก ดังนั้น แนวทางเราจึงเริ่มต้นตั้งแต่กระบวนการพัฒนาโครงการ และร่วมกับพันธมิตร-คู่ค้า
เราใช้เวลา 2-3 ปีในการพัฒนาวัสดุก่อสร้างที่ใช้คาร์บอนต่ำ เช่น การพัฒนาโครงการวัน แบงค็อก ให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำที่สุด เรานำผงคอนกรีตมาใช้ในการสร้างอาคารอเนกประสงค์ เป็นการสร้างอาคารคอนกรีตแบบยั่งยืน โดยนำเทคโนโลยี การออกแบบ และการก่อสร้างมาใช้กับโครงการนี้
“ผมเชื่อว่า ธุรกิจอสังหาฯสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ในระยะยาว ถ้าเราร่วมมือกันทำตั้งแต่ต้นน้ำในส่วนของวัสดุก่อสร้าง จนถึงการออกแบบ การก่อสร้าง จนถึงการใช้งานอาคาร” นายปณตกล่าว
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น กล่าวในช่วงสัมมนา “A Conversation on the Sustainable Future” ว่า กลุ่มบริษัทบางจากให้ความสำคัญเรื่องความยั่งยืนโดยพัฒนาโครงสร้างการบริหารจัดการในองค์กรมาอย่างต่อเนื่อง มีแนวทางชัดเจนที่จะขับเคลื่อนสู่การเป็นองค์กรที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาองค์กรในกรอบของ ESG
“เราเริ่มต้นแผนมาตั้งแต่ปี 2559 โดยตรวจสอบกระบวนการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อใช้เป็นฐานคิดคำนวณและออกแบบแนวทาง จากนั้นวางแผนในการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง กว่า 10 ปี เราใช้งบฯลงทุน 60,000 ล้านบาท เพื่อปรับกระบวนการผลิตภายใน การลงทุนในพลังงานทางเลือก เพื่อเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีค่าสุทธิเป็นกลางในปี 2593” นายชัยวัฒน์กล่าว
ในส่วนของบางจาก คือการปรับกระบวนการผลิต การใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น เราวางเป้าหมายลดคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2608 โดยทยอยลดลง 10% 30% 40% 50% จนเป็นศูนย์ตามลำดับ ซึ่งนำเทคโนโลยีมาใช้ พร้อมปรับซัพพลายเชน
หัวใจสำคัญคือเราต้องเริ่มต้นที่คนของเรา จากชีวิตประจำวันสู่กระบวนการทำงาน รวมถึงการลงทุนพัฒนาและเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตไปพร้อมกัน
“เรามองการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่เป็นเรื่องการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนในอนาคต เหมือนลงทุนพลังงานทางเลือก ซึ่งเป็นความยั่งยืน การปรับกระบวนการผลิตไม่ใช่ภาระ แต่เป็นการสร้างอนาคตของเศรษฐกิจสีเขียว”

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า เราผลิตปูนซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง ปิโตรเคมี และบรรจุภัณฑ์ เป็นอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก เราจึงต้องปรับตัวและพัฒนากระบวนการผลิตใหม่
“ที่ทำอยู่คือปรับกระบวนการผลิต เริ่มจากการใช้พลังงานผลิตสินค้าของกลุ่มอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เป้าหมายแรกลดลง 25% จนสู่ระดับกลาง และเป็นศูนย์ในที่สุด แต่ละขั้นเรามีแผนร่วมขับเคลื่อนกับพันธมิตร และปรับซัพพลายเชนอย่างเป็นระบบ”
อาทิ โครงการวัน แบงค็อก เราร่วมกับกลุ่มเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด พัฒนาปูนซีเมนต์แบบ Low Carbon มาก่อสร้าง และใช้วัสดุที่มีกระบวนการผลิตที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น
จากนี้เป็นต้นไป สินค้าเอสซีจีจะ Low Carbon ทั้งวัสดุก่อสร้าง และปิโตรเคมี ในส่วนปิโตรฯมุ่งพัฒนา BIO Plastic ที่ใช้คาร์บอนต่ำกว่าพลาสติกทั่วไป 1 เท่าตัว แม้ต้นทุนการผลิตจะสูงช่วงเริ่มต้น แต่ค่าใช้จ่ายจะลดลงเมื่อผลิตมากขึ้น เพื่อให้เกิด Low Carbon Plastic จาก 10% เป็น 30% โดย BIO Plastic รีไซเคิลได้ 90%
“การเปลี่ยนแปลงแหล่งพลังงานและกระบวนการผลิต เป็นหัวใจสำคัญในการลดคาร์บอน เอสซีจีให้ความสำคัญมากกับ ESG”
นางเฮเลเนอ บุดลีเกอร์ อาร์ทิเอดา State Secretary for Economic Affairs, SECO, Switzerland กล่าวว่า ประเทศเราให้ความสำคัญมาก ทั้งการขับเคลื่อนประเทศและองค์กรสู่ความยั่งยืน ทั้งภาครัฐและเอกชน
“กฎหมายอย่างเดียวไม่ทำให้เกิดการพัฒนายั่งยืน หรือลดก๊าซเรือนกระจกได้ เราต้องทำให้ภาคเอกชนและประชาชนเข้าใจ”
ไทยได้ร่วมกับสวิตเซอร์แลนด์พัฒนาแนวทางลดโลกร้อนภายในประเทศ เช่น ร่วมพัฒนา E-Bus (รถประจำทาง) 2,000 คัน ซึ่งช่วยลดก๊าซเรือนกระจก ทั้งนี้ เรามีกองทุนสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกที่พร้อมจะร่วมมือกับทุกฝ่าย ทุกประเทศ
นายฮานส์ พอล เบิร์กเนอร์ Managing Director and Global Chair Emeritus, Boston Consulting Group กล่าวเรื่อง The Economics of Sustainability ว่า เราต้องเปลี่ยนมุมมอง การลดก๊าซเรือนกระจก การทำธุรกิจยั่งยืนที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ไม่ใช่เรื่องของค่าใช้จ่าย แต่เป็นเรื่องของการลงทุน
เราไม่จำเป็นต้องลงทุนก้อนใหญ่ เราสามารถเลือกทางเลือกที่เหมาะสมได้ในกระบวนการทำงานและการผลิต
ประเทศไทยมีจุดเด่นด้านภูมิศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกำลังขยายตัวเมื่อเทียบกับยุโรป ขณะที่ประเทศอื่นก็กำลังเผชิญความลำบาก ไทยมีความได้เปรียบในการปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ความยั่งยืน