เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

สิริพรรณ จับตาพรรคอนุรักษนิยมใหม่ เกมแก้รัฐธรรมนูญ ชนวนน้ำผึ้งหยดเดียว

28 ก.ย. 2567 | 15:54น.
สิริพรรณ นกสวน สวัสดี

สิริพรรณ นกสวน สวัสดี

 

คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ผู้เขียน : ณัฐวุฒิ กรัณยโสภณ,

 

“ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี” อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่ำชองการเมืองเปรียบเทียบ-ระบบการเลือกตั้งพรรคการเมือง

ในวันที่การเมืองผันผวน พลิกไป-พลิกมา ถึงขั้นเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี และยุบพรรคการเมือง ประชาชาติธุรกิจ สนทนากับ “สิริพรรณ” เพื่ออ่านแลนด์สเคปการเมือง หลังม่านฝุ่นควันที่ตลบอบอวล ทั้งปัจจัยโหวตเตอร์ และการต่อสู้เชิงโครงสร้าง

 วิเคราะห์ฐานโหวตเตอร์

ศ.ดร.สิริพรรณ เริ่มวิเคราะห์ถึงแลนด์สเคปโหวตเตอร์โดยรวมหลังการเลือกตั้ง 2566 ว่า ความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดคือความเชื่อมโยงระหว่างคนรุ่นใหม่ First Time Voters ไปจนถึง Gen Y กับพรรคก้าวไกล

จากงานวิจัยเกิน 70% ที่เลือกพรรคก้าวไกล แทบจะเป็นความนิยมเริ่มต้น (by Default) ต่อให้คนที่ไม่สนใจการเมืองก็จะเลือกพรรคก้าวไกล เพราะรู้สึกเท่ คุยกับใครก็รู้สึกทันสมัย พรรคก้าวไกลทำประสบความสำเร็จมาก

แล้วเลือกตั้งครั้งหน้าจะสำเร็จอย่างนี้หรือเปล่า ยังคิดว่ามีความเป็นไปได้สูง กลุ่ม 15-24 ปี เป็นประชากรประมาณ 12% หรือ 5-6 ล้านคน เพราะคนที่อายุ 15 วันนี้จะเป็นกลุ่มที่เลือกตั้งครั้งแรกในปี 2570 และคนอายุ 24 จะเป็นการเลือกตั้งครั้งที่ 2 เป็นกลุ่มที่ใหญ่พอสมควร และกลุ่มฐานเสียงหลักไปไกลถึงคนที่อายุประมาณ 35 คือ Gen Y ช่วงหลัง เพราะคนกลุ่มนี้ต้องเจอกับยุค คสช. 9 ปี กับ 1 ปีของพรรคเพื่อไทย เขาโตมากับ คสช. โตมากับรัฐบาลอำนาจนิยม ค่านิยม 12 ประการ ความรู้สึกอย่างเปลี่ยนจึงมีมาก

ด้านลบคนกลุ่มนี้ ด้วยประวัติศาสตร์การเมืองไทยถูกบันทึกกระท่อนกระแท่น ในตำราเรียนก็ไม่มี  ทำให้การเปลี่ยนแปลงของคนกลุ่มนี้คืออารมณ์ร่วม เป็นความฉาบฉวยได้เหมือนกัน เป็นอารมณ์อ่อนไหวที่พรรคทุกพรรคยังจับไม่ได้ ยกเว้นพรรคก้าวไกล ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นพรรคประชาชน

ถ้าเปรียบเทียบกับการเมืองโลก คนรุ่นใดก็ตามที่ใช้สิทธิเลือกตั้งตอนที่รัฐบาลทำได้ดีก็จะขอบพรรคที่เป็นรัฐบาลนั้นไปอีก 2 ครั้ง ถ้าทำไม่ดีก็จะไม่ชอบไปอีก 2 ครั้ง แล้วค่อยเปลี่ยน ความทรงจำและความประทับใจร่วมสมัยมีผลต่อการตัดสินใจต่อการเลือกตั้งของเขาที่จับอยู่ในระยะเวลาหนึ่ง ดังนั้น ฐานเสียงกลุ่มนี้ของพรรคประชาชน จึงน่าจะยังอยู่

ถ้ามองกลุ่มอื่นพรรคก้าวไกลไม่ได้เจาะเฉพาะกลุ่มคนของรุ่นใหม่เท่านั้น แต่เจาะทุกกลุ่ม แต่กลุ่มคนสูงวัยก็จะลดเหลือ 10% แต่ถ้าสูงวัยมากๆ ก็จะเป็นของพรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคภูมิใจไทย กระจายๆ กันไป

สิ้นสุดการเมือง 2 นครา?

และความแยกกันระหว่างเมืองกับชนบท ทฤษฎี 2 นคราประชาธิปไตย (ทฤษฎีคนชนบทตั้งรัฐบาล คนเมืองล้มรัฐบาล) ผลเลือกตั้ง 2562 โซเชียลมีเดียทำให้เส้นแบ่งเมืองกับชนบทที่เดิมชัด ว่าคนเมืองล้มรัฐบาลที่ชนบทเลือก ไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว

ตอนนี้ประเทศไทยเหมือนไข่ขาวที่เป็นชนบทเดิม และมีไข่แดงที่เป็นเมือง และไม่ได้มีฟองเดียว แต่มีเต็มไปหมด แสดงว่าความเป็นเมืองกระจายไปทั่วแล้ว

และที่สำคัญที่สุดคือ เราคิดว่าลูกหลานไปทำงานในเมือง เมื่อกลับไปชนบทเพื่อไปเลือกตั้ง ไม่รู้จะเลือกใครก็ถามพ่อแม่ แต่ครั้งนี้ลูก หลานเอาความคิดตัวเองไปบอกว่าแม่เลือกใคร ซึ่งการเลือกตั้งปี 2566 เป็นแบบนี้

ดังนั้น เมื่อถามโหวตเตอร์ว่า เหตุผลในการเลือกได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง หรือ ฟังครอบครัว เพื่อนฝูง ซึ่งการฟังครอบครัวไม่ได้หมายความว่าลูกฟังพ่อแม่ แต่กลายเป็นพ่อแม่ฟังลูก เพราะต้องใช้โซเชียลมีเดีย

และการวิจัยช่วงเลือกตั้งพบว่าคนที่เลือกพรรคก้าวไกลใช้โซเชียลมีเดียสูงที่สุด รองลงมาคือพรรคเพื่อไทย ขณะที่พรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ ใช้สื่อกระแสหลักคือทีวี ซึ่งเป็นการรับข่าวสารคนละแพลตฟอร์ม

ทุกวันนี้ คนติดตามข่าวสารผ่านทางเฟซบุ๊กเป็นหลัก ไม่ใช่ทวิตเตอร์ และไม่ใช่ tiktok สื่อกระแสหลักอย่างทีวีมาเป็นอันดับสอง ซึ่งสื่อทีวียังมีที่ยืนทางการเมือง เพียงแต่กลุ่มคนที่ฟังสื่อกระแสหลักจะเป็นกลุ่มคนที่เลือกพรรคฝั่งดังเดิม

คนยังไม่เบื่อการเมือง

การเลือกตั้งครั้งหน้าคนจะเบื่อการเมืองหรือไม่ เมื่อพรรคอันดับหนึ่งที่คนเลือก (พรรคก้าวไกล) ไม่ได้เป็นรัฐบาล คิดว่าความรู้สึกตอนช่วงเลือกตั้ง 2570 คนยังไม่เบื่อการเมือง จะเป็นไปตามทฤษฎีของ William H. Riker (นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกัน) บอกว่าการที่คนอยากไปเลือกตั้ง เพราะปัจจัยหนึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกว่าเสียงของเขามีความหมาย และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าเขาเลือกแล้วจะทำให้พรรคที่เขาเลือกชนะ หรือ มีส่วนกำหนดผลเลือกตั้ง

ครั้งหน้าคนที่เคยเลือกพรรคก้าวไกล ก็จะขอเลือกพรรคประชาชนอีกครั้งหนึ่ง ส่วนคนที่เลือกพรรคเพื่อไทย แฟนคลับที่เหนียวแน่นก็มีอยู่ เพื่อสนับสนุนว่านี่ไงพรรคเพื่อไทยก็ทำได้ เป็นจิทวิยาทางการเมืองและการเลือกตั้ง

เพื่อไทย ปัจจัยเพิ่มแต้ม ปชน.

การที่พรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล ถูกยุบ 2 ครั้งจะเป็นแรงบวกให้พรรคประชาชนหรือไม่ ศ.ดร.สิริพรรณบอกว่า เป็นแรงบวก ความรู้สึกที่คะแนนเสียงของฉันมีความสำคัญต่อการโอบอุ้มพยุงพรรคเอาไว้มีแน่นอน ที่สำคัญคนจะรู้สึกว่าลองให้เขาทำดู ซึ่งเป็นคน Gen Y X และอาจรวม Baby Boomer กลุ่มหนึ่งที่อยากลองให้ลองทำดูสักครั้ง จะเป็นเหตุผลหลัก

แต่คะแนนของพรรคประชาชนจะมีเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญจาก 14.3 ล้านเสียง ที่เคยได้ตอนพรรคก้าวไกลไหม ถ้าจะได้เพิ่มคำถามใหญ่คือ โหวตเตอร์ที่เลือกพรรคเพื่อไทยอพยพมาหมดหรือยัง…คิดว่ายังจะมาได้ แม้พรรคเพื่อไทยไปร่วมรัฐบาลกับอดีตพรรคการเมืองของ คสช. และพรรคอนุรักษนิยม แต่คนที่เป็นแฟนคลับเหนียวแน่นมีเกิน 50% จาก 10 ล้านเสียง แต่ 40% หรือ 4 ล้านคน หวั่นไหวจะไปเลือกพรรคอื่น ขึ้นอยู่กับพรรคเพื่อไทยจะรั้งได้แค่ไหน

ดังนั้น ภายใน 4 ล้านคน จะไม่หายไปพรรคอื่น จะหายไปที่พรรคประชาชน  พรรคภูมิใจไทยบ้างส่วน เว้นจะมีพรรคใหม่

ปชน.ต้องไม่ซ้ายสุด

ทว่า พรรคประชาชนเดินเกมแหลมคม จะประสบความสำเร็จเหมือนเดิมอีกไหม ศ.ดร.สิริพรรณกล่าวว่า นั่นแหละคือโจทย์ ปริศนาธรรมของพรรคประชาชนว่าอุดมการณ์แค่ไหนคือเหมาะสมในสังคมไทย โดยเนื้อคิดว่าสังคมไทยเป็นสังคมอนุรักษ์ ต้องรักษาสถานภาพเดิมค่อนข้างมาก ไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่นิยมการใช้กำลัง

แต่การเมืองปี 62 และ 66 ทุกพรรคอยู่ฝั่งขวาหมด เป็นพรรค conservative แบบไทย แต่พรรคเพื่อไทยอยู่ขวาค่อนมากลางๆ เรียกว่าพรรค moderate ขณะที่พรรคอนาคตใหม่ กับพรรคก้าวไกล เป็นพรรคเดียวที่เสนอนโยบายใหม่ สด แต่พรรคเพื่อไทยไม่มีนโยบายสดแล้ว

ในการวิจัยพบว่า ชุดนโยบายของพรรคก้าวไกล เป็นที่นิยมมากกว่าชุดนโยบายพรรคเพื่อไทย เป็นจุดที่บอกว่าคนเลือกชุดนโยบายของพรรคก้าวไกล แต่ไม่ใช่ทุกนโยบายของพรรคก้าวไกลที่คนจะเลือก

จึงเป็นปริศนาธรรมว่าจะเอาแค่ไหน ถ้ามองเลือกตั้งซ่อมเขต 1 พิษณุโลก ที่พรรคประชาชนแพ้ พอไปบอกว่าเอาค่ายทหารเป็นที่ทิ้งขยะ แสดงว่าจะซ้ายจัดหรือสุดโต่ง หรือ วิธีที่เอาขั้วตรงข้ามชนชั้นนำ กับ ประชาชน ที่อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล โพสต์หลังเลือกตั้งซ่อมว่าเป็นการรวมหัวของคน 3 กลุ่ม คือ ชนชั้นนำดั้งเดิมจารีต ชนชั้นนำการเมืองจากทุกพรรค  ชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ กับ ประชาชน ซึ่งเป็นแนวทางที่อาจจะไม่ได้ผล

เพราะวิธีนี้ชัดว่าได้ฐานคนกลุ่มเดิมที่แข็งอยู่แล้ว แต่ไม่สามารถขยายฐานใหม่ได้ และทำให้สังคมจับคู่ตรงข้าม เพราะสังคมจริงๆ ไม่ได้มีการปะทะระหว่างชนชั้นนำกี่กลุ่มกับประชาชนขนาดนั้น เพราะมีการประสานกัน แต่ละคนอยู่หลายกลุ่ม มีความซ้อนทับกันของผลประโยชน์ จึงไม่ค่อยสบายใจกับวิธีแบบนี้และคิดว่าพรรคประชาชนต้องทบทวน

พรรคก้าวไกล ประสบความสำเร็จในการขยับซ้ายแล้ว แต่พรรคประชาชนจะต้องดูว่าจะขยับซ้ายต่อไป หรือขยับมาขวามากขึ้น จุดที่น่าจะเหมาะสมสำหรับพรรคประชาชนคือไม่น่าจะซ้ายมากเหมือนการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว

นโยบายที่ควรขยับมาขวาบ้าง โดยนำนโยบายพรรคก้าวไกลมาใช้ เช่น สวัสดิการผู้สูงวัย การลดอัตรากำลังพล การเกณฑ์ทหาร เป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ปากท้อง ชนกับนายทุนผูกขาด นี่คือหัวใจ หรือชนกับกองทัพ ในระดับลดอัตรากำลังพล เรื่องการเกณฑ์ทหารคือระดับที่ประชาชนอยากเห็น

เพราะนโยบายที่คนอยากเห็น อันดับ 1 คือ 30 บาทรักษาทุกโรค อันดับ 2 คือขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ อันดับ 3 ลดหนี้ ลงมาระดับทั่ว ๆ ไป คือ เรื่องยาเสพติด เรื่องเกณฑ์ทหาร ลดอัตรากำลังพล เรื่องทุนผูกขาด เป็นนโยบายท็อปฮิต

ชนะแต่เป็นรัฐบาลยาก

คำถามใหญ่ที่นักการเมืองทุกคนมองตรงกันคือ ต่อให้พรรคประชาชนชนะเลือกตั้ง ก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล ในมุม “ศ.ดร.สิริพรรณ” ก็มองไม่ต่างกัน ถ้าได้ สส.ไม่ถึง 260 เสียง ก็เป็นยากจริง ๆ เพราะไม่มีพรรคอื่นที่จะเข้ามาร่วม ถ้าพรรคเพื่อไทยทำเศรษฐกิจไม่สำเร็จ ล้มเหลว คะแนนพรรคประชาชนก็จะสูงขึ้น แต่ก็ยังคิดว่าเป็นรัฐบาลยาก เพราะถึงได้ สส.เขต 112 คน เท่าเดิม  สส.บัญชีรายชื่อได้ 50 คน บวกกันได้แค่ 162 คน หรือต่อให้ได้ สส.เขต เพิ่มเป็น 150 และ สส.บัญชีรายชื่อ 50 ก็เป็น 200 คน ดังนั้น การตั้งรัฐบาลพรรคเดียว 250 เสียง ต้องได้ สส.เขตถึง 200

ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่สามารถเรียกคะแนนนิยมกลับคืนมาได้ สิ่งที่พรรคร่วมรัฐบาลทำคือใช้พิษณุโลกโมเดล พยายามให้มีการต่อสู้ตัวต่อตัวให้มากที่สุด แบ่งกันว่าถ้าพรรคเพื่อไทยมีผู้สมัครที่เด่นกว่าก็เอาไป กันพรรคประชาชนให้มากที่สุด ถ้าคะแนนนิยมขั้วรัฐบาลยังไม่กระเตื้องก็จะมียุทธศาสตร์แบบนี้

รวมถึง performance ของพรรคประชาชนด้วย เพราะ 44 สส. (ที่ถูกยื่น ป.ป.ช.กรณียื่นแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112) จะร่วงหายไปไหม เพราะถ้าหายไปอีกรอบรุ่นที่ 4 จะเอาอยู่ไหม เพราะคนที่น่าจะเป็นเสาหลักในอนาคตอย่างพริษฐ์ วัชรสินธุ ก็ยังเป็นนายกฯ ไม่ได้เลย เพราะอายุไม่ถึง จะบอกว่า ยักไหล่แล้วไปต่อก็ไม่ได้ เพราะผลิตผู้นำไม่ทัน ทั้งในแง่อายุ วุฒิภาวะ อุดมการณ์ร่วม

ชนชั้นนำเลือดเย็น ความอยู่รอดของเขาคือสิ่งที่เป็นเป้าสำคัญที่สุด เขาก็สามารถทำได้ทั้งในแง่ร่วมมือกันในสนามเลือกตั้ง เพื่อเอาชนะพรรคประชาชน ทั้งส่งตัวต่อตัว หรือ ตัดสิทธิผู้บริหารพรรค ซึ่งมองในแง่นี้อาจจะไม่เหมาเข่ง 44 สส. อาจจะให้ไว้บ้าง เอาเฉพาะคนที่มี popularity สูง

อ่าน 1 ปีเพื่อไทย

ศ.ดร.สิริพรรณ มอง 1 ปี รัฐบาลเพื่อไทยว่า ตั้งแต่รัฐบาลเศรษฐา ยังไม่เป็นเนื้อเป็นหนัง และการที่ศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนนายกฯ เศรษฐา ไม่ตั้งอยู่บนหลักนิติธรรม เป็นการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญไปพิพากษาคดีของคุณพิชิต ชื่นบาน ที่เป็นคดีอาญา ซึ่งคดีถุงขนมยังไม่ถูกวินิจฉัย และการที่ใช้มาตรฐานทางจริยธรรม ที่เขียนกันเองโดยองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ เหมือนกับเอาอำนาจนิติบัญญัติและตุลาการมาอยู่ในองค์กรศาลรัฐธรรมนูญ

และที่สำคัญเมื่อเป็นมาตรฐานทางจริยธรรมที่ตั้งใจเอาไว้ใช้กับศาล และองค์กรอิสระ ตุลาการซึ่งจะต้องมีมาตรฐานสูงกว่า แต่รัฐธรรมนูญ 2560 เอามาบอกว่าใช้กับนักการเมืองได้ จึงไม่เหมาะสม เพราะนักการเมืองต้องมีการต่อรอง ต้องฟังประชาชน ดังนั้น มาตรฐานจริยธรรมแบบนี้ไม่ช่วยให้รัฐบาลมีประเทศไทยมีเสถียรภาพได้

โยงมาถึงรัฐบาลแพทองธาร จะเป็นรัฐบาลที่สะดุ้งอยู่ตลอดเวลา การที่จะบริหารประเทศ การใช้นโยบายก็สะดุดไปหมด

ส่วนตัวรัฐบาลก็ผิดฟอร์มจากพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่ชุดนโยบายที่เสนอตอนเลือกตั้ง 2566 แล้ว แทบไม่มีอะไรใหม่ นโยบายดิจิทัลวอลเลต แม้ตั้งใจทำพายุหมุนทางเศรษฐกิจ แต่คิดมาไม่ละเอียด และไม่ดีพอ ทำให้ล้มลุกคลุกคลาน

ถ้าพรรคเพื่อไทยจะบาดเจ็บ คนหันหลังให้ เป็นเพราะไม่สามารถส่งต่อนโยบายสำคัญได้ ซึ่งมีมากกว่าไปจับมือตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว เช่น การฟื้นฟูเศรษฐกิจ แก้รัฐธรรมนูญ ถ้าไม่ทำจะมาหลอนตอนเลือกตั้ง

และนโยบายต่าง ๆ ของพรรคเพื่อไทย ในอดีตเป็นพรรค Reform แต่ ณ วันนี้ให้สมศักดิ์ศรี ต้องเสนอนโยบายที่ Reform และรักษาสัญญาของพรรค เช่น เรื่องกองทัพ พรรคเพื่อไทยกับกองทัพอยู่ในเรือลำเดียวกัน คือ เรือที่ประชาชนขาดความศรัทธาและความเชื่อมั่น ดังนั้น ผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างกองทัพ พรรคเพื่อไทย และสังคมไทย คือทำให้กองทัพเป็นมืออาชีพ ก็คือดูกองกำลังพลของตัวเองดีที่สุด ทำให้คนรู้สึกว่าการเป็นทหารมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีกินมีใช้ ไม่ถูกละเมิดทางสิทธิ เป็นสิ่งที่ทำได้

ทักษิณ Dilemma

ส่วนปัจจัย “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี “ศ.ดร.สิริพรรณ” มองว่า เป็นปัจจัยที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เป็นความจำเป็นที่อาจเป็นอันตรายได้ แต่ไม่มีก็ไม่ได้ เพราะปัญหาของพรรคเพื่อไทย ความรวมศูนย์อยู่ที่คุณทักษิณ ความสำเร็จดั้งเดิม ความเชื่อมั่น การร้อยสายใยของความผูกพันและความจงรักภักดีอยู่ที่คุณทักษิณ และตระกูลชินวัตร

แต่พอมีแล้วเป็นเหมือนภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เป็นภาวะเขาควาย (Dilemma) ที่ทำให้ฝ่ายแค้น เอามาเป็นประเด็นตลอด ซึ่งฝ่ายแค้นที่สำคัญที่สุดคือบ้านป่า กับประชาชนกลุ่มที่เลือกพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งไม่เอาพรรคเพื่อไทย ไม่เอาคุณทักษิณ และไม่เอาพรรคประชาชนด้วย ซึ่งกลุ่มนี้คือ 10% ของการเลือกตั้งที่พิษณุโลก ส่วนในประเทศนี้มีคนกลุ่มนี้อยู่ 12%

อย่าให้ไฟจุดติดประเด็นอันตราย

ข้อที่พรรคเพื่อไทยควรระวัง คือ อย่าให้เกิดประเด็นสุ่มเสี่ยง กลายเป็นประเด็นที่จุดติด “ศ.ดร.สิริพรรณ” กล่าวว่า ถ้ามองไปช่วงรัฐประหาร 2549 กับรัฐประหาร 2557 ใช้เวลาจุดประมาณ 2 ปี ตอนนี้เหลือเวลา 2 ปี 8 เดือน อย่าให้จุดติดก่อน และทุกครั้งก็เป็นน้ำผึ้งหยดเดียว เช่น ปี 2547 คือ การขายหุ้นชินให้กลุ่มเทมาเส็ก และปี 2557 คือ การนิรโทษกรรมสุดซอย

และที่กังวลครั้งนี้คือการแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา เรื่องมาตรฐานจริยธรรมของพรรคเพื่อไทย เรื่องนี้พรรคเพื่อไทยพลาดไม่ได้ เอาเป็นว่า 2 ปี 8 เดือนที่เหลือ รักษาสัญญาทางการเมืองกับบริหารเศรษฐกิจให้ดี สื่อสารกับประชาชนก่อนตัดสินใจ

พรรคอนุรักษนิยมอ่อนแอ

ส่วนพรรคขั้วอนุรักษนิยม “ศ.ดร.สิริพรรณ” มองว่า ถ้าในเชิงตัวเลขจำนวนประชาชนที่สนับสนุนไม่แข็งแกร่งเลย ถือว่าอ่อนแอที่สุดด้วยซ้ำไป ถ้าพูดถึงพรรคประชาธิปัตย์ที่อ่อนแอมาก ๆ ตอนปี’50 ได้ 12 ล้านเสียง นี่คือฐานของเขา ตอนนี้ 17 ปีที่ผ่านมา ทำประชาชนกลุ่มนี้ร่อยหรอกระเส็นกระสายไปเยอะ

ทุกวันนี้เรามองว่าประชาชนอนุรักษนิยมจริง ๆ คือ 4.7 ล้านเสียงของพรรครวมไทยสร้างชาติ อาจจะบวกกับ 9 แสนเสียง ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งรวม 5-6 ล้านเสียง ซึ่งคนกลุ่มนี้ยังไงก็ไม่เอาพรรคเพื่อไทย ไม่เอาพรรคประชาชน ในแง่โหวตเตอร์

ในแง่พื้นที่ของพรรคกลุ่มอนุรักษนิยมยังอยู่ เพราะยังเป็นคนที่เกาะกุมโครงสร้างบ้านใหญ่ หรือระบบอุปถัมภ์ ที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือจุดแข็งของเขา

ขั้วอนุรักษ์ ตั้งพรรคใหม่

ส่วนพรรคพลังประชารัฐ ไม่ได้หายไปไหน คุณสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ กับ คุณอุตตม สาวนายน ยังกลับมา แสดงว่าเขาต้องมีดีอะไรบางอย่างถึงยอมอยู่กับลุงป้อม (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) และสิ่งที่เขามีคือทรัพยากรในป่ามีเยอะมาก แม้ไม่ได้เป็นรัฐบาล แสดงว่า 9 ปีที่ผ่านมาสะสมไว้เยอะ และยังคุมกลไกราชการอยู่ ตั้งแต่ซี 5 ไปจนถึง ซี 11 ยังเป็นคนของเขาอยู่ เป็นเหตุผลที่รัฐบาลเพื่อไทย ในยุคนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน จึงทำอะไรไม่ได้มาก เพราะจิ้มไปตรงไหนก็เป็นคนที่บ้านป่าตั้งขึ้นมา

หรือ ตัวอย่างจากกรณีการประชุมคณะกรรมการบอร์ดค่าจ้าง (คณะกรรมการค่าจ้าง) ไตรภาคีชุดที่มีการยึกยักเรื่องการขึ้นค่าแรง ก็ ตั้งในสมัยรัฐบาลประยุทธ์ เดือนพฤษภาคม 2566 ก่อนจะได้รัฐบาลเศรษฐา

ขณะที่พรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ต้องหาคนใหม่ เป็นเหตุผลที่พรรคพลังประชารัฐถึงยังฟูไม่หายไปไหน เพราะพรรครวมไทยสร้างชาติ 4.7 ล้านเสียง มาเพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ชัด ๆ ดังนั้น พอไม่มี พล.อ.ประยุทธ์แล้ว จึงมีคะแนนที่สามารถช้อนได้ คำถามคือ เลือกตั้งครั้งหน้าพรรคพลังประชารัฐน่าจะยังอยู่ เพื่อทดสอบเสียงตรงนี้

พรรคเหล่านี้เป็นพรรคทหารที่ไม่เหมือนพรรคทหารในอดีต เช่น พรรคสหประชาไทย พรรคเสรีธรรม เป็นพรรคทหารที่ปรับตัว มีทุนใหญ่มาก ครอบงำกลไกระบบราชการที่ยังใช้ได้อยู่อย่างน้อยก็อีก 1 ปี บ้านใหญ่ของเขาก็จะเป็นตัวพิสูจน์ว่า เลือกตั้งครั้งหน้าถ้าเขายังอยู่จะมีประสิทธิภาพหรือไม่ แม้ว่าคนที่คุมบ้านใหญ่ส่วนหนึ่งออกตามกลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

และสิ่งที่พลังประชารัฐจะใช้คือนิติสงคราม ใช้คุณสนรัตน์ คุณอุตตม มาทำในเชิงนโยบาย เขาก็จะเป็นฝ่ายค้านที่คอยจับตามอง จ้องจับผิดรัฐบาล รวมถึงนักร้องทั้งหลาย และองค์กรอิสระ

ส่วนพรรคภูมิใจไทย มีอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) เคยได้มาตั้งแต่คุมกระทรวงสาธารณสุข และมากระชับมากเมื่อมาอยู่มหาดไทย และยังอยู่ในกลไกรัฐ ภายใต้องค์กรแนวดิ่ง คือคุมกลไกรัฐ

แต่พรรคพลังประชารัฐไม่ได้คุมกลไกรัฐ เป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยจะสู้ ต้องตัดสายสัมพันธ์พรรคพลังประชารัฐจากกลไกอำนาจรัฐให้มากที่สุด เปลี่ยนคนให้มากที่สุด จึงมาทำให้พรรคเพื่อไทยต้องมาเล่นเกมนี้จนไม่มีเวลาไปคิดถึงคำสัญญาเชิงนโยบาย

ส่วนความไม่แน่นอนพรรคอนุรักษนิยมที่มีอยู่ในเวลานี้บนกระดาน คือ กลุ่มชนชั้นเริ่มมองแล้วว่ากลุ่มคนพวกนี้ไม่สามารถดึงคะแนนเสียง 6-7 ล้านที่เหนียวแน่นไว้ได้ เราจึงอาจเห็นพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งแน่นอนมีความพยายามที่จะเป็นพรรคอนุรักษนิยมใหม่

ปชป.กลับมายาก

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์จะกลับมาได้หรือไม่ “ศ.ดร.สิริพรรณ” มองว่า ยาก… การที่ประชาธิปัตย์มาร่วมกับเพื่อไทย คนที่เสียมากที่สุดคือพรรคประชาธิปัตย์เอง เพราะคนที่ไม่ชอบเพื่อไทย โจมตีเรื่องจับมือข้ามขั้วก็คือไม่ชอบอยู่แล้ว และคนที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ 9 แสนเสียง คือไม่เลือกพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล

ฐานเสียงตรงนี้ของพรรคประชาธิปัตย์ก็จะรู้สึกเหมือนถูกทรยศ ปูชนียบุคคลอย่าง คุณชวน หลีกภัย ไม่สามารถเป็นเสาหลักให้ได้อีกต่อไป ปัญหาคือแกนนำพรรคประชาธิปัตย์รุ่นปัจจุบัน เป็นแกนนำที่คนประชาธิปัตย์เดิมไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง ดังนั้นต้องใช้เวลา แต่พรรคประชาธิปัตย์ไม่สูญพันธุ์หรอก เพราะยังมีคนที่มองพรรคประชาธิปัตย์ว่าเป็นสถาบันทางการเมืองยังมีอยู่ ที่เหลืออยู่ก็จะเป็นภาคใต้ แต่ก็ถูกรุมกระหน่ำ ทั้งพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย

ตอนนี้อาศัยบ้านใหญ่ประชาธิปัตย์จริง ๆ ต้องกู้แบรนดิ้งขึ้นมาใหม่ เพราะมันบอบช้ำมาก ถ้ายังมีอยู่ก็คือ สส.ในพื้นที่ที่จะรักษาฐานไว้

แลนด์สเคปการเมืองจากนี้

ศ.ดร.สิริพรรณ มองว่า การเลือกตั้ง 66 และการจัดตั้งรัฐบาลที่ผ่านมาเกิดแนวร่วมใหม่ และเปลี่ยนระบบนิเวศน์ทางการเมืองใหม่ ซึ่งยังไม่นิ่ง

แลนด์สเคป ระบบเลือกตั้งโดยตัวมันเองควรจะเหลือพรรคใหญ่ไม่กี่พรรค และจะดีว่าถ้าเป้าหมายทางการเมืองที่ผ่านมาได้ 17 พรรค พรรคเล็กพรรคน้อย เข้ามาขายเสียง ไม่มีผลงาน และไม่ได้เป็นตัวแทนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ชัดเจน ควรจะสึกกร่อนร่อยหรอไป ควรจะเหลือพรรคร่วมรัฐบาลประมาณ 3 พรรค

แต่ด้วยการต่อสู้ที่เข้มข้นของการเมืองไทยในการจัดตั้งรัฐบาล ที่มีการหักหลังกัน มีงูเห่า จึงเกิดพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรค เพื่อกันพรรคใดพรรคหนึ่งถอนตัวไป เพราะความที่พรรคยังไม่มีอุดมการณ์ขยับเข้าขยับออกได้ ทำให้ภาพรวม ภูมิทัศน์เชิงอุดมการณ์ยังไม่ได้เปลี่ยนอย่างมีนัยยะสำคัญ เปลี่ยนในแง่ที่มีทางเลือกใหม่มากขึ้น ความแตกต่างระหว่างพรรคยังไม่เห็นมาก แต่เชื่อว่าครั้งหน้าจะมีพรรคใหม่เกิดขึ้น และเป็นพรรคใหญ่ พรรคเล็กๆ จะไม่สามารถต่อสู้ในสมรภูมิที่พรรคต้องมีศักยภาพสู้มากขึ้นเหมือนในอดีต

ศักยภาพและการจัดองค์กรพรรคมีนัยยะสำคัญต่อชัยชนะการเลือกตั้ง ดังนั้น ต้องเป็นพรรคที่มี professional มากขึ้น ดังนั้น พรรคเหล่านึ้จึงเหลือไม่เยอะ แต่จะทำอย่างไรที่จะไม่ให้พรรคตกอยู่ภายใต้นายทุนไม่กี่คน อาจจะคุมมากกว่า 1-2 พรรคด้วยซ้ำ  

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Politics | Policy | People Forum