อัสสเดช คงสิริ
“ตลาดทุนไม่ได้เป็นของตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของเราทุกคน ทุกคนมีส่วนร่วม มีความรู้หลากหลายมุมมองที่เชื่อว่าจะช่วยพัฒนาตลาดทุนให้เติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน และผมพร้อมรับฟังทุกความคิดเห็น พร้อมทำงานร่วมกับพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อส่วนรวมและความเท่าเทียม ผมจะดูแลผู้ลงทุน สร้างความเชื่อมั่น และส่งเสริมคุณภาพบริษัทจดทะเบียนให้มีคุณภาพที่ดี”
ข้างต้นเป็นคำกล่าวของ “อัสสเดช คงสิริ” กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) คนใหม่ที่กล่าวในการเปิดตัว โชว์วิสัยทัศน์ครั้งแรก ในงาน “Meet the Press” เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2567 ที่ผ่านมา หลังจากที่ได้เข้ารับตำแหน่ง “แม่ทัพ ตลท.คนที่ 14” อย่างเป็นทางการมาตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย. 2567
ชีวิตทำงานจาก ปตท. ถึง ตลท.
“อัสสเดช” เปิดเผยว่า เริ่มต้นชีวิตทำงาน หลังจากเรียนจบปริญญาตรีมาจากอังกฤษ ก็กลับมาทำงานในไทย โดยที่ทำงานแห่งแรก คือ บมจ.ปตท. (การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยในสมัยนั้น) และช่วงที่ทำงานอยู่กับ ปตท. ก็ได้รับทุนไปเรียนต่อระดับปริญญาโท MBA ที่ MIT Sloan School of Management สหรัฐอเมริกา
“คุณพ่อคุณแม่ส่งไปเรียนโรงเรียนประจำที่อังกฤษ ตั้งแต่ผมจบ ป.4 ที่เมืองไทย และเรียนต่อจนจบปริญญาตรี Mechanical Engineering, University of Manchester สหราชอาณาจักร หลังจากนั้นก็กลับมาอยู่เมืองไทย ตอนนั้น คุณพ่อ (อัศวิน คงสิริ) แนะนำให้ไปสอบถามผู้ใหญ่หลาย ๆ คน ว่าอยู่เมืองนอกมานานควรจะทำอะไร ควรจะเริ่มสายงานไหน หนึ่งในผู้ใหญ่ที่เข้าไปขอคำแนะนำ คือ ท่านเลื่อน กฤษณกรี (ผู้ว่าการการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย หรือ ปตท.)
ซึ่งจริง ๆ ตอนนั้นท่านแนะนำให้ไปคุยกับ ESSO เพราะเป็นองค์กรต่างประเทศที่ใหญ่โต มีระบบการทำงานที่ดี แต่ก็บอกท่านไปว่าอยากกลับมาทำงานเพื่อประเทศชาติ จึงได้เริ่มต้นทำงานที่แรกกับ ปตท.”
ทั้งนี้ กลับมาทำงานใช้ทุนอีกพักใหญ่ ก็ตัดสินใจเปลี่ยนสายงานสู่สายการเงิน โดยไปทำงานที่ JP Morgan แต่ไม่นานนัก ก่อนจะย้ายไปทำงานกับ Merrill Lynch ซึ่งตอนนี้เป็น Bank of America Merrill Lynch ได้สัมผัสกับตลาดทุนผ่านการทำดีล IPO, M&A และออกตราสารหนี้ (บอนด์) ให้กับบริษัทต่าง ๆ โดยทำงานตรงนี้มาเกือบ 10 ปี ภายหลังก็อยากสัมผัสบริษัทไทยและเป็นองค์กรเล็ก ๆ ลง จึงย้ายมาทำงานกับบริษัทหลักทรัพย์ฟินันซ่า อยู่กว่า 10 ปี ได้ความรู้ในการพัฒนาธุรกิจที่หลากหลาย หลังจากนั้นโดนทาบทามให้ไปทำงานกับดีลอยท์ (Deloitte) ดูฝ่ายที่ปรึกษาทางการเงินด้าน M&A ไม่ได้เป็นผู้ตรวจสอบบัญชี
โอกาสทำงานเพื่อประเทศชาติ
“จริง ๆ ตั้งใจวางแผนจะอยู่ดีลอยท์จนเกษียณ ไม่เคยคิดจะสมัครผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯเลย แต่ในช่วงเดือน เม.ย. 2567 ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯเปิดรับสมัครและพอใกล้ปิดรับสมัคร ตอนนั้นไม่มีใครมาสมัคร ก็มีผู้ใหญ่ 2-3 คน แนะนำให้ผมลองมาสมัคร ผมก็ใช้เวลาเตรียมแผนวิสัยทัศน์ก่อนสมัครแค่ 2 สัปดาห์ จนในที่สุดก็ได้รับคัดเลือก โดยได้เริ่มเข้ามาทำงานในช่วงเปลี่ยนผ่านกับ ดร.ภากร ปีตธวัชชัย (อดีตกรรมการและผู้จัดการ ตลท.) ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2567 ซึ่งได้รับคำแนะนำที่ดีมาก”
“อัสสเดช” กล่าวว่า การเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯมองว่า เป็นโอกาสอีกครั้งที่จะทำอะไรให้กับประเทศชาติได้ ก็คือ การพัฒนาตลาดทุนไทย ช่วยเหลือธุรกิจไทยในหลาย ๆ ด้าน และสร้างโอกาสให้คนไทยและต่างชาติมีโอกาสลงทุน ออมเงิน และสร้างศักยภาพทางการเงิน
ชงบอร์ดไฟเขียวแผนกลยุทธ์ 3 ปี
สำหรับแผนงานตลาดหลักทรัพย์ฯ “อัสสเดช” กล่าวว่า ในเบื้องต้นจะมีการเสนอแผนกลยุทธ์ 3 ปี (2568-2570) ต่อคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ในช่วงต้นเดือน พ.ย.นี้ แล้วจะแถลงแผนอย่างเป็นทางการในปลายเดือน พ.ย. โดยสิ่งที่ตนมุ่งมั่นตั้งใจหลังเข้ารับตำแหน่งในครั้งนี้ คือ การพัฒนาตลาดทุนเพื่อส่วนรวมและความเท่าเทียม ซึ่งอยู่ในหลายมิติ ทั้งในแง่นักลงทุนและการเข้าถึงได้
โดยแผนระยะสั้น จะเป็นมาตรการหรือนโยบายที่อยู่ภายใต้อำนาจของตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งพัฒนาการสื่อสารด้านข้อมูลให้รวดเร็วขึ้น และการกำกับดูแลต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย (Trust & Confidence) ให้ดีขึ้นต่อเนื่อง จากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่มีหลายเหตุการณ์ที่ทำให้ความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทยลดลงไป อย่างไรก็ดี ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้มีแผนงานกำกับดูแลอยู่อย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้น หน้าที่ของตนเองจะต้องเชื่อมต่อแผนงานนั้นให้เกิดขึ้นให้ได้ต่อไป
ขจัดพฤติกรรมเอาเปรียบตลาดทุน
“กรรมการและผู้จัดการ ตลท.” กล่าวว่า จะต้องสร้างความสมดุลและความเท่าเทียมในแง่ของนักลงทุน โดยจะแยกแยะพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและเอาเปรียบตลาดทุน อาทิ การปั่นหุ้น, การชอร์ตเซลที่ไม่เหมาะสม โดยจะไม่ตีกรอบว่าเป็น โรบอตเทรด, นักลงทุนบุคคล ซึ่งช่วงที่ผ่านมาก็ได้ออกมาตรการ Uptick ก็ช่วยควบคุมการชอร์ตเซลลดลง จากระดับ 13-14% ของมูลค่าการซื้อขายต่อวัน ตอนนี้ก็เหลือเพียง 4%
ส่วนมาตรการ Dynamic Price Band จะเป็นเครื่องมือในการปกป้องช่วยไม่ให้ราคาหุ้นมีความผันผวนที่ผิดปกติ ซึ่งผลการทำงานที่ผ่านมาก็มีประสิทธิภาพ แต่ด้วยระยะเวลาประเมินอาจจะยังสั้นเกินไป เนื่องจากเพิ่งเริ่มบังคับใช้มาตรการ อย่างไรก็ตาม เป็นสิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ฯต้องคอยมองพฤติกรรมและมอนิเตอร์เรื่องพวกนี้ และสถานการณ์ตลาดหุ้นช่วงนั้น ๆ เพื่อจะควบคุมให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
“แล้วภายในสิ้นปี 2567 นี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯจะออกเกณฑ์ควบคุมผู้บริหารและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในการให้เปิดเผยข้อมูลการนำหุ้นไปจำนำนอกระบบ เพราะมองว่าเป็นข้อมูลที่สำคัญและนักลงทุนควรได้รับทราบ ก่อนตัดสินใจลงทุน”
เร่งแผนพัฒนา บจ. เพิ่มมูลค่าบริษัท
นอกจากนี้ ยังมีความตั้งใจจะพัฒนาโปรแกรมสนับสนุนบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ซึ่งอยู่ระหว่างหารือกับทีมงาน จะคล้าย ๆ กับโปรแกรม Value up ของตลาดหุ้นเกาหลี และโปรแกรม Corporate Reform ของตลาดหุ้นญี่ปุ่น ซึ่งการทำเรื่องนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯคงจะต้องร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อจูงใจและส่งเสริมให้ บจ. มีแผนพัฒนาเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทตัวเอง เพื่อทำให้งบดุล (Balance Sheet) ออกมาดี ช่วยเสริมผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) และผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ได้
ตลอดจนมีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ไม่ใช่เฉพาะหุ้น แต่มองว่าควรจะพัฒนาโปรดักต์ทั้ง TFEX, Futures, Options ให้มากขึ้นด้วย ส่วนโปรดักต์ระหว่างประเทศอย่าง DR, DRx จะพัฒนาให้มากขึ้นต่อเนื่อง จากปัจจุบันนักลงทุนสามารถเข้าถึงการซื้อขายหุ้นสิงคโปร์ อเมริกา ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฯลฯ เป็นสกุลเงินบาทได้แล้ว
นอกจากนี้ ยังให้ความสนใจพัฒนาเรื่อง New Economy โดยเฉพาะการพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx) ซึ่งมีเป้าหมายหลักเพื่อให้เกิดธุรกิจใหม่ ๆ หรือสตาร์ตอัพเข้าถึงตลาดทุนได้ เพราะธุรกิจพวกนี้จะเติบโตเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ mai และไปสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ SET ต่อไป
ปั้นตลาดหุ้นไทยเป็น Listing Hub
ส่วนแผนระยะยาว “อัสสเดช” กล่าวว่า ต้องการจะปั้นตลาดหุ้นไทยให้เป็นศูนย์รวมในการระดมทุนของอุตสาหกรรม (Listing Hub) ที่มีความสามารถที่เหนือกว่าประเทศในภูมิภาค หรือแม้แต่ในโลก ยกตัวอย่าง กลุ่ม Healthcare & Wellness ซึ่งต้องถือว่าประเทศไทยเป็นผู้นำโลกในการเข้าถึงคนต่างชาติ ที่ตัดสินใจบินมาจากทั่วโลกเพื่อเข้ามารักษาตัวในโรงพยาบาลในประเทศไทย
“ปัจจุบันกำลังคิดแผนวางรากฐานกันอยู่ และคงต้องไปหาทางร่วมมือกับภาครัฐและองค์กรอื่นเพื่อเป็นภาพใหญ่ในการส่งเสริมและผลักดันเรื่องเหล่านี้ต่อไป คือทำอย่างไรให้เวลาที่โรงพยาบาลในภูมิภาค จะตัดสินใจเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น ต้องนึกถึงตลาดหุ้นไทยเป็นที่แรก”
ความเชื่อมั่นตลาดหุ้นไทยมีมากขึ้น
สำหรับภาพตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 4 นี้ “กรรมการและผู้จัดการ ตลท.” มองว่า สัญญาณประเทศไทยกำลังฟื้นตัวได้ค่อนข้างดี พิจารณาจากการเติบโตของตัวเลขเศรษฐกิจไทย (GDP) ตั้งแต่ไตรมาส 1-3 ของปี 2567 เป็นทิศทางที่ขยายตัวดีขึ้นตามลำดับ รัฐบาลก็มีเสถียรภาพ และที่สำคัญ ภาครัฐยังมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย
ไม่ว่าจะเป็น กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (TESG) และกองทุนวายุภักษ์ ซึ่งในวันที่ 7 ต.ค. จะเริ่มเปิดซื้อขายวันแรกในตลาดหุ้นไทย ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้ภาพตลาดหุ้นไทย (SET Index) โดยรวมจะปรับตัวในแง่ดีได้ต่อเนื่อง โดยจะเห็นว่าเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) กลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยค่อนข้างมาก ในเดือน ก.ย. 2567 ซื้อสุทธิหุ้นไทยไปกว่า 2.9 หมื่นล้านบาท
ประกอบกับมาตรการกำกับดูแลต่าง ๆ ที่ทยอยออกมาของสำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็ช่วยให้มีสภาพคล่องสูงขึ้น และสามารถเรียกความเชื่อมั่นของตลาดทุนไทยกลับมาได้มากขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ก็ย่อมจะมีผลกระทบต่อทั่วโลกไม่ทางตรงก็ทางอ้อม เพราะเป็นประเด็นที่สร้างความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น อยากแนะนำนักลงทุนให้ติดตามข้อมูลและวิเคราะห์ให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
“การเข้ามารับตำแหน่งในช่วงเวลานี้ ก็ยอมรับว่าถือเป็นจังหวะดี เพราะช่วง 2 เดือนมานี้ที่มาเรียนรู้งาน ดัชนี SET ก็ปรับขึ้นมากกว่าลดลง หรือเขียวมากกว่าแดง” กรรมการและผู้จัดการ ตลท.คนใหม่กล่าว