ส่องนโยบายลดโลกร้อน คู่ชิงประธานาธิบดีสหรัฐ
TvsH
คอลัมน์ : นอกรอบ
นับถอยหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ 5 พ.ย. 2567 กำลังใกล้เข้ามา ทั่วโลกกำลังจับตานโยบายของผู้ลงสมัครชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีของ 2 พรรค ระหว่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” จากพรรครีพับลิกัน และ “คามาลา แฮร์ริส” จากพรรคเดโมแครต
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้จัดทำรายงาน “ส่องนโยบายสิ่งแวดล้อมผู้สมัครประธานาธิบดีสหรัฐ” ที่ถือว่ามีความแตกต่างกันแบบคนละขั้ว
โดยนโยบายด้านการลดก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases : GHG) ของ “คามาลา แฮร์ริส” จะยังคงสนับสนุนการลงทุนเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก และควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคอุตสาหกรรม ขณะที่นโยบายของ “โดนัลด์ ทรัมป์” คาดว่าจะปรับเกณฑ์ Inflation Reduction Act (IRA) และคงนำสหรัฐออกจาก Paris Agreement อีกครั้ง
ผลเลือกตั้งสหรัฐกำหนดทิศทาง Net Zero
ผลการเลือกตั้งสหรัฐที่จะมาถึง จะกำหนดทิศทางการลงทุนเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของสหรัฐที่ยังไม่แน่นอนตามนโยบายของผู้ลงสมัคร
โดยมาตรการสำคัญที่อาจกระทบการลงทุนเพื่อลด GHG ของสหรัฐ ได้แก่ การแก้ไขมาตรการอุดหนุนตาม Inflation Reduction Act (IRA) ในขณะที่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนอาจลุกลามไปยังแร่สำคัญที่จีนเป็นเจ้าของอุปทานในตลาดโลก
นโยบายที่เป็นที่พูดถึงของ 2 ผู้ลงสมัครคือ กฎหมาย Inflation Reduction Act (IRA) ที่สนับสนุนการลงทุนเพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และลด GHG เช่น การลงทุนแผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ ยานยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น
โดยทรัมป์มีแนวโน้มแก้ไขระเบียบการให้เงินสนับสนุนตามกฎหมาย IRA และกฎระเบียบเพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อทิศทางการลงทุนเทคโนโลยีลด GHG ในอนาคต
ส่วนนโยบายของแฮร์ริสมุ่งมั่นที่จะสานต่อมาตรการตามกฎหมาย IRA ช่วยให้การลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศในสหรัฐเร่งตัวขึ้นหลังมาตรการ IRA ทั้งนี้ การลงทุนด้านภูมิอากาศในสหรัฐ ก่อนที่กฎหมาย IRA จะมีผลบังคับใช้มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยไตรมาสละ 7% ขณะที่หลังจาก IRA มีผลบังคับใช้อัตราการเติบโตเฉลี่ยของการลงทุนเร่งตัวสูงขึ้นเป็น 9% โดยการลงทุนที่มีสัดส่วนสูงขึ้น ได้แก่ การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและการผลิตแบตเตอรี่ที่มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้น ผลจากได้รับการสนับสนุนจากมาตรการให้เครดิตภาษี
ขณะที่แนวโน้มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในสหรัฐมีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นจาก 14% ในปี 2014 เป็น 26% ในปี 2023 โดยมีแนวโน้มเร่งตัวตั้งแต่มาตรการสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์สมัยประธานาธิบดีบารัก โอบามา (2009-2017)
อย่างไรก็ดี การผลิตไฟฟ้าส่วนใหญ่ของสหรัฐยังคงมาจากก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มสูงขึ้น การแก้ไขมาตรการ IRA อาจจะส่งผลต่อการลงทุนรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่มากกว่าการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนเนื่องจากการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติเป็นที่นิยมมากกว่า

EV บนความเสี่ยงนโยบาย “ทรัมป์”
ดังนั้น หากทรัมป์ชนะการเลือกตั้งที่จะมาถึง การลงทุนในเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ อาจชะลอตัวลง จากการปรับเกณฑ์ลดอุดหนุนของ IRA ขณะที่การลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนอาจไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากแนวโน้มการลงทุนปัจจุบันที่มุ่งเน้นไปที่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติมากกว่า
นโยบายกีดกันการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนจะรุนแรงขึ้น และจะขยายวงกว้างไปยังสินค้าที่เป็นวัตถุดิบ โดยเฉพาะแร่สำคัญที่ใช้ในเทคโนโลยีเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก โดยในสมัยทรัมป์เป็นประธานาธิบดี สินค้าที่มีการขึ้นกำแพงภาษีในช่วงสงครามการค้ากับจีน เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร สิ่งทอ เป็นต้น
ขณะที่ปัจจุบันมาตรการกีดกันการค้าได้ขยายวงกว้างไปสู่สินค้าเทคโนโลยีเพื่อลด GHG เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า แผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ แร่สำคัญต่าง ๆ เป็นต้น
แนวโน้มนโยบายการค้าของผู้ลงสมัครทั้ง 2 พรรคจะยังคงกีดกันการค้าจากจีนและมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีลด GHG โดยเฉพาะวัตถุดิบที่เป็นแร่ธาตุสำคัญที่นำมาใช้ในการผลิตแบตเตอรี่ ได้แก่ Graphite Nickel Cobalt และ Lithium
ลิเทียม ศูนย์กลางสงครามเทคสภาพภูมิอากาศ
และในอนาคตแร่ Lthium จะกลายเป็นจุดศูนย์กลางของสงครามการค้าและสงครามเทคโนโลยีสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากแร่ Lithium ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญที่นำไปผลิต “แบตเตอรี่” ซึ่งสหรัฐยังไม่มีการเก็บภาษีแร่ที่ใช้ผลิตอย่าง Lithium Oxide และ Lithium Carbonate โดยในปี 2023 สหรัฐมีการนำเข้าแร่ Lithium จำนวน 3,400 ตัน คิดเป็น 85% ของอุปทานในสหรัฐ และมากกว่า 90% นำเข้ามาจากทวีปอเมริกาใต้
อย่างไรก็ดี จีนกำลังนำพาประเทศตัวเองไปสู่ผู้นำการผลิตแร่สำคัญจากทั่วโลก โดย 90% ของอุปทานแร่ Rare Earth และ Graphite (ส่วนสำคัญในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์) มาจากประเทศจีน รวมถึงแร่ Cobalt และ Lithium ที่มีสัดส่วนอุปทานจากจีนมากกว่า 50% ส่งผลให้แร่สำคัญจากจีนจะเป็นที่จับตามองของสหรัฐ รวมถึงในช่วงที่ผ่านมาหลังสงครามการค้า บริษัทจีนเข้าไปลงทุนซื้อในธุรกิจเหมืองแร่ในอาเจนตินาเป็นจำนวนมาก อาจทำให้สหรัฐหันมาเพ่งเล็งไปที่บริษัทผลิตแร่ในทวีปอเมริกาใต้เพิ่มเติม
ผลกระทบต่อไทยมากแค่ไหน
อย่างไรก็ดี “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” สรุปว่า ผลกระทบต่อการส่งออกไทยยังคงมีจำกัด แต่อาจมีผลกระทบทางอ้อมจากสงครามการค้า เนื่องจากเมื่อเทียบสัดส่วนการนำเข้าสินค้าของสหรัฐระหว่างจีนและไทย ตามประเภทสินค้าที่มีการปรับขึ้นภาษี (Section 301) พบว่ามูลค่านำเข้าจากไทยยังมีสัดส่วนน้อย ยกเว้นสินค้าแผงโซลาร์เซลล์ที่กำลังถูกสอบสวนจากมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดของประเทศไทย กัมพูชา เวียดนาม และมาเลเซีย
อย่างไรก็ดี การขึ้นภาษีของสหรัฐอาจทำให้การส่งออกจีนชะลอตัวลง ทำให้ผู้ประกอบการจีนต้องหาตลาดทดแทน โดยเฉพาะรถ EV ที่ทางสหภาพยุโรปปรับขึ้นอัตราภาษีชั่วคราว ซึ่งเป็นตลาดส่งออก EV ใหญ่ที่สุดของจีน จึงอาจเห็นผู้ประกอบการ EV จีนมาทำการตลาดในเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะไทยที่มีมูลค่าการนำเข้ามากที่สุดในทวีปเอเชีย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรถยนต์ในประเทศ