ส.อ.ท. ขอ กกพ. ลดเงินประกันค่าไฟเพิ่ม ดึงสภาพคล่องภาคธุรกิจ
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ขอ กกพ.ลดเงินประกันค่าไฟผู้ใช้รายใหญ่กว่า 53,000 ล้านบาทอีกรอบ หวังเสริมสภาพคล่อง-ดึงเงินกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ พร้อมย้อนไทม์ไลน์นับปีตกผลึกแต่ไม่สมใจเอกชน
วันที่ 29 ตุลาคม 2567 นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ประชุม สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มีมติเห็นชอบข้อเสนอแนวทางการปรับปรุงเงื่อนไขการวางเงินประกันการใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ไปวานนี้ (28 ตุลาคม 2567)
ส.อ.ท.ขอขอบคุณสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ที่มีการลดเงินประกันการใช้ไฟฟ้าในครั้งนี้แต่ด้วยสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน สอท.ขอเรียกร้องให้ภาครัฐช่วยลดเงินประกันให้มากขึ้น ด้วยเหตุผล ดังนี้
1.ธุรกิจกำลังต่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจที่คุกคามมากมาย ต้องการสภาพคล่องมากขึ้น
2.ภาครัฐควรสนับสนุนการอยู่รอดของภาคธุรกิจ มากกว่าความมั่นคง (ที่มากเกินไป) ของรัฐวิสาหกิจที่จำหน่ายไฟฟ้า
3.การไฟฟ้าฯสามารถติดตามและประเมินความเสี่ยงของลูกค้าภาคธุรกิจได้จากการชำระค่าไฟฟ้าทุกเดือน และมีมาตรการตัดไฟฟ้า เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงอยู่แล้ว โดยวงเงินไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท จากเงินประกันค่าไฟฟ้า 53,000 ล้านบาท ที่จมอยู่กับการไฟฟ้าจะถูกดึงกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพื่อเสริมสภาพคล่องธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม การขอคืนเงินประกันไฟฟ้า จะเป็นการเพิ่มสภาพคล่องด้วยการขอให้ทบทวน วงเงินหลักประกันการใช้ไฟฟ้าเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรม
ซึ่งหากย้อนไทม์ไลน์การขอคืนเงินประกันค่าไฟฟ้านั้น เริ่มจากการที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ประกอบการต่ออายุและเพิ่มหลักประกันการใช้ไฟฟ้า ภายในวันที่ 30 กันยายน 2566 ซึ่งทาง กฟภ.เรียกเก็บเงินประกันการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากผู้ประกอบการมีการใช้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยในรอบปีสูงขึ้น เข้าเงื่อนไขที่ กฟภ.กำหนดเรียกเก็บหลักประกันการใช้ไฟฟ้าเพิ่ม
ในขณะที่ ส.อ.ท.ได้ส่งหนังสือข้อเสนอไปยัง กฟภ. เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2566 สำเนาเรียนผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เลขที่รับหนังสือ คือ 6165
จากนั้น ส.อ.ท.ส่งหนังสือข้อเสนอไปยัง กกพ. เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2567 โดย กกพ.ประชุมร่วมกับ กฟภ. และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ทบทวนหลักประกันการใช้ไฟฟ้าภาคธุรกิจ โดย กกพ.มีมติให้คืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 บ้านอยู่อาศัย และผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 2 กิจการขนาดเล็กทั้งหมด โดยการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายยังคงทยอยคืนเงินประกันอย่างต่อเนื่อง
จากนั้น คณะอนุกรรมการเสนอให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายปรับปรุงเงื่อนไขการวางเงินประกันการใช้ไฟฟ้า ปรับอัตราวางเงินประกันการใช้ไฟฟ้า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่ชำระตามกำหนด (รอบปี) ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีประวัติผิดนัดชำระ (รอบปี) ให้ใช้อัตราวางเงินประกันการใช้ไฟฟ้าเดิม
การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ให้ข้อมูลกับที่ประชุม ประเด็นความเสี่ยงการเกิดหนี้สูญ เช่นเดียวกันกับกรณีเทียบเคียงการคืนเงินประกันของผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 และ 2 และประเด็นความต่อเนื่องของการให้บริการ
ในที่สุด ที่ประชุมมีมติปรับปรุงเงื่อนไขการวางเงินประกันการใช้ไฟฟ้า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่ชำระตามกำหนด (รอบปี) โดยกำหนดอัตราการวางเงินประกันการใช้ไฟฟ้า จากเดิม 1 เท่า เป็นไม่เกิน 0.8 เท่าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่ชำระตามกำหนด ตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2567 ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ในการประชุม กกพ. ครั้งที่ 40/2567 (ครั้งที่ 925) เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2567 มีมติเห็นชอบข้อเสนอแนวทางการปรับปรุงเงื่อนไขการวางเงินประกันการใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ โดยมีเงื่อนไข ดังตารางประกอบ

สำหรับมติดังกล่าว กำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่รอบบิลต้นปี 2568 เป็นต้นไป ทั้งนี้ สำนักงาน กกพ.ได้มีหนังสือถึงการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย เพื่อแจ้งแนวทางการปรับปรุงเงื่อนไขการวางเงินประกันการใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ตามมติ กกพ.ดังกล่าว