มิติใหม่การเดินทาง ง่าย…ไม่ต้องโชว์พาสปอร์ต
คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : ณัฏฐ์พิชญ์ วงษ์สง่า
วางแผนพัฒนาสนามบินหลักทั้ง 6 แห่งอีกกว่า 5 แสนล้านบาท สำหรับบริษัท ท่าอากาศยานไทย หรือ AOT โดยมีเป้าหมายรองรับผู้โดยสารให้ได้ไม่ต่ำกว่า 210 ล้านคนต่อปีในอีก 10 ปีข้างหน้า
ทั้งลงทุนขยายพื้นที่อาคารผู้โดยสารเพื่อเพิ่มคาพาซิตี้ในการรองรับผู้โดยสาร และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้มาใช้บริการ เพื่อช่วยให้ทุกขั้นตอนการเดินทางได้รับความสะดวก และรวดเร็วขึ้น
โดยมีเป้าหมายสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว และศูนย์กลางการบินในภูมิภาคตามนโยบายรัฐบาลต่อไป
ใครที่มีโอกาสเดินทางและใช้บริการสนามบินสุวรรณภูมิ หรือสนามบินดอนเมือง ในช่วงที่ผ่านมา จะได้สัมผัสบริการใหม่ ๆ ของสนามบินที่ได้ทยอยติดตั้งระบบอำนวยความสะดวกที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาเป็นระยะแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นระบบเช็กอินด้วยตัวเองโดยไม่ต้องเสียเวลาต่อคิวหน้าเคาน์เตอร์เช็กอินของสายการบิน ซึ่งสามารถพรินต์ตั๋วโดยสารด้วยตัวเอง จะเลือกพรินต์ทั้งขาไปและขากลับในครั้งเดียวก็ได้ และหากจองตั๋วเป็นกรุ๊ป เราก็สามารถเลือกพรินต์ตั๋วโดยสารให้ออกมาทั้งกรุ๊ปได้เลย
นอกจากนี้ยังมีระบบโหลดกระเป๋าสัมภาระเดินทางด้วยตัวเอง ระบบตรวจสอบยืนยันตัวตนผู้โดยสารก่อนถึงด่านตรวจค้น ระบบ Auto Gate บริเวณด่าน ตม. ไปจนถึงระบบสแกนบัตรโดยสารอัตโนมัติ ณ ประตูทางออกขึ้นเครื่องบิน
วันนี้เราใช้เวลาตั้งแต่เช็กอิน ตรวจบัตรโดยสาร ผ่านด่านตรวจค้น จนถึงด่าน ตม. แค่เพียงไม่กี่นาทีก็เข้าไปถึงพื้นที่เขตการบิน หรือที่เราเรียกว่า Air Side มีเวลาช็อปปิ้ง หรือหาอะไรอร่อย ๆ กินก่อนขึ้นเครื่องได้แบบสบาย ๆ
ดิฉันมีโอกาสได้คุยกับ “กีรติ กิจมานะวัฒน์” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT หลายครั้งในช่วงก่อนหน้านี้ ได้รับข้อมูลว่า AOT ทุ่มเทมากในการบริหารจัดการผู้โดยสารให้มีความคล่องตัว ลดความหนาแน่นของผู้โดยสารที่เข้ามาใช้บริการ หรือ Passenger Flow
โดยมีเป้าหมายว่าต้องทำให้ทุกขั้นตอนของการใช้บริการสนามบินหลักทั้ง 6 แห่งของ AOT ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที ทั้งการเช็กอิน การตรวจค้น และการผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.)
และล่าสุดได้นำระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล หรือ Automated Biometric Identification System : Biometric ด้วยเทคโนโลยี Facial Recognition เทคโนโลยีการจดจำใบหน้า มาใช้ในการระบุตัวตนของผู้โดยสารเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารได้ดียิ่งขึ้นไปอีก
เพราะระบบใหม่ล่าสุดนี้จะเชื่อมโยงกับระบบเดิมที่ทยอยติดตั้งไปก่อนหน้านั้นแล้ว
สำหรับผู้ใช้บริการก็ไม่ยุ่งยาก สามารถลงทะเบียนใช้งานเมื่อมาเช็กอินที่สนามบินได้ 2 วิธี คือ 1.เช็กอินที่เคาน์เตอร์เช็กอิน โดยแจ้งเจ้าหน้าที่สายการบินให้ลงทะเบียนใบหน้า ในระบบ Biometric ผ่านเครื่องตรวจบัตรโดยสาร
จากนั้นระบบจะดำเนินการจัดเก็บข้อมูลใบหน้าและข้อมูลเอกสารการเดินทางของผู้โดยสารในรูปแบบของ Token ไว้ในระบบ
และ 2.เช็กอินที่เครื่องเช็กอินด้วยตนเองอัตโนมัติ โดยหลังจากเช็กอินเสร็จแล้ว ให้เลือกสายการบินที่เดินทาง ต่อด้วยเลือก “Enrollment” จากนั้นสแกน Barcode จาก Boarding Pass แล้วเสียบพาสปอร์ตหรือบัตรประชาชน และสแกนใบหน้า เป็นอันเสร็จสิ้นการลงทะเบียน
และข้อมูลของเราก็จะถูกจัดเก็บเข้าระบบในรูปแบบของ Token เช่นเดียวกัน
เมื่อดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ถือว่าเราได้ให้ความยินยอมให้ใช้ข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลแล้ว เราก็ไม่ต้องแสดง Passport และ Boarding Pass ในทุก ๆ ขั้นตอนของการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการโหลดกระเป๋าสัมภาระผ่านเครื่องอัตโนมัติ ผ่านจุดตรวจค้น รวมถึงขั้นตอนขึ้นเครื่องบิน
โดยผู้โดยสารภายในประเทศสามารถใช้บริการได้ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายนนี้ ส่วนผู้โดยสารระหว่างประเทศสามารถใช้งานได้ตั้งแต่ 1 ธันวาคมนี้ เป็นต้นไป
รอลุ้นกันค่ะว่า ระบบ Biometric จิ๊กซอว์ใหม่ล่าสุดของ AOT จะช่วยให้การเดินทางของเราสะดวกและง่ายขึ้นอย่างไร