เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สรรพสามิต ลดภาษีน้ำมัน B20-E20 บรรเทาค่าครองชีพประชาชน แลกสูญรายได้ 1.5 หมื่นล้าน
Finance สรรพสามิต ลดภาษีน้ำมัน B20-E20 บรรเทาค่าครองชีพประชาชน แลกสูญรายได้ 1.5 หมื่นล้าน
ราคาทองวันนี้ (27 ต.ค. 69) ร่วงลง 350 บาท รูปพรรณบาทละ 64,800 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (27 ต.ค. 69) ร่วงลง 350 บาท รูปพรรณบาทละ 64,800 บาท
เอกนิติ ชี้ประชาชนแห่ลงทะเบียนติดโซลาร์ภาคประชาชน วันแรกพุ่งกว่า 7,000 คน
Finance เอกนิติ ชี้ประชาชนแห่ลงทะเบียนติดโซลาร์ภาคประชาชน วันแรกพุ่งกว่า 7,000 คน
BCP-VGI-MFC กอดคอร่วง! ท่ามกลางข่าวอายัดหุ้น ฟาก ก.ล.ต.ยัน 3 บริษัทไม่เกี่ยวข้องกับคดี
Finance BCP-VGI-MFC กอดคอร่วง! ท่ามกลางข่าวอายัดหุ้น ฟาก ก.ล.ต.ยัน 3 บริษัทไม่เกี่ยวข้องกับคดี
ครม.ไฟเขียวงบฯเงินกู้ 972 ล้าน ปั้นแรงงานติดโซลาร์เซลล์ 3.2 หมื่นคน
Politics ครม.ไฟเขียวงบฯเงินกู้ 972 ล้าน ปั้นแรงงานติดโซลาร์เซลล์ 3.2 หมื่นคน
JOOX เปิดเกมใหม่เร่งการเติบโตตลาดเพลงไทย
Biz Movement JOOX เปิดเกมใหม่เร่งการเติบโตตลาดเพลงไทย
ทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ! ‘เบน สมิธ-ยิม เลียก’ อายัดทรัพย์ 2.6 หมื่นล้าน โยงหุ้น BCP-VGI-MFC
Finance ทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ! ‘เบน สมิธ-ยิม เลียก’ อายัดทรัพย์ 2.6 หมื่นล้าน โยงหุ้น BCP-VGI-MFC
ธนาคารโลก ให้ 115 ล้าน ศึกษา ‘คลองระบายน้ำชัยนาท–ป่าสัก-อ่าวไทย’
Politics ธนาคารโลก ให้ 115 ล้าน ศึกษา ‘คลองระบายน้ำชัยนาท–ป่าสัก-อ่าวไทย’
วาโก้สานต่อโครงการ Princess Collection จากพระดำริ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ
Biz Movement วาโก้สานต่อโครงการ Princess Collection จากพระดำริ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ
กสิกรไทย ก้าวสู่เกตเวย์ Swift Payments Scheme แห่งแรกของธนาคารไทย
Finance กสิกรไทย ก้าวสู่เกตเวย์ Swift Payments Scheme แห่งแรกของธนาคารไทย
ดูทั้งหมด

5 เรื่องต้องรู้ ไทยพร้อมหรือยัง ‘ทรัมป์’ ประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 47

09 พ.ย. 2567 | 12:43น.
Donald Trump

สนค. เผยผลวิเคราะห์การรับมือนโยบายของ ‘ทรัมป์’ ประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐอเมริกา กับ 5 ประเด็นสำคัญที่ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือ

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ทำผลวิเคราะห์ การรับมือนโยบายของนายโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐอเมริกา ของประเทศไทย 5 ประเด็นสำคัญ ที่ต้องปรับตัวและเตรียมรับมือ

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์
พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์

1.แนวโน้มเศรษฐกิจไทยหลังผลการเลือกตั้งสหรัฐ มีผลต่อเศรษฐกิจด้านใดบ้าง

เศรษฐกิจของไทยภายหลังผลการเลือกตั้งสหรัฐอาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการค้าของสหรัฐอยู่บ้าง แต่เชื่อว่าในภาพรวมแล้วเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลประโยชน์และมีการเติบโตในทิศทางที่ดี อย่างไรก็ดี ผลกระทบที่คาดว่าจะมีต่อเศรษฐกิจของไทย มีดังต่อไปนี้

• ด้านการค้าระหว่างประเทศ จากนโยบายการขึ้นภาษีของสหรัฐ อาจส่งผลกระทบต่อการความสามารถในการแข่งขันของไทย แต่ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสที่ไทยจะส่งออกทดแทนและดึงดูดการลงทุนของบริษัทต่าง ๆ ที่ต้องการย้ายฐานการผลิต

• ด้านการลงทุนจากต่างประเทศ จากการย้ายฐานการผลิตเพื่อลดความเสี่ยงจากมาตรการทางการค้า ทำให้โอกาสที่จะเข้ามาลงทุนภาคอุตสาหกรรมในไทยมากขึ้น ซึ่งไทยควรโอกาสนี้ส่งเสริมผู้ประกอบการทั้งด้าน
การวิจัยและพัฒนา พัฒนาแรงงานฝีมือ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ อำนวยความสะดวกทางการค้า ตลอดจนเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีเพื่อสร้างแต้มต่อทางการค้าและการลงทุน เพื่อเร่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย

2.มองแนวโน้มจะเป็นบวกหรือลบต่อเศรษฐกิจไทย

คาดว่าการวางตัวเป็นกลางของไทยสามารถดึงดูดการค้าและการลงทุนได้จากนักลงทุนจากทุกฝ่าย ท่ามกลางนโยบายของสหรัฐที่จะไปในทิศทางกีดกันทางการค้าและปกป้องทางการค้ามากขึ้น

• ผลจากสงครามการค้า ทำให้สหรัฐมีการนำเข้าสินค้าจากจีนลดลงอย่างต่อเนื่อง และเป็นโอกาสให้ไทยสามารถส่งออกสินค้าทดแทนได้ เนื่องจากไทยและจีนอยู่บนตำแหน่งของห่วงโซ่อุปทานในตลาดโลกที่คล้ายคลึงกัน คือเป็นฐานการผลิตและส่งออกสินค้าสำเร็จรูป อีกทั้งไทยและจีนมีโครงสร้างการส่งออกสินค้าที่คล้ายคลึงกันในตลาดสหรัฐฯ โดยสินค้าที่จะได้ประโยชน์ อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้าวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์

• ไทยสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสงครามการค้าสหรัฐ-จีนมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้ทั้งสหรัฐ และจีน รวมถึงนักลงทุนจากประเทศต่าง ๆ จะเพิ่มการลงทุนในประเทศที่เป็นกลางและเป็นมิตรกับทุกฝ่าย นอกจากนั้น ไทยยังควรพลิกวิกฤตเป็นโอกาสด้วยการด้วยการหาโอกาสเข้าเกาะเกี่ยวในห่วงโซ่อุปทานสินค้าเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดี

3.นโยบายไหนของทรัมป์ที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจโลก

• สหรัฐเป็นประเทศมหาอำนาจที่มีผลต่อเศรษฐกิจโลก การออกมาตรการของสหรัฐฯ ย่อมส่งผลต่อกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยนโยบายของทรัมป์จะเน้นการปกป้องผลประโยชน์ทางการค้าของสหรัฐฯ การกลับมาของนโยบาย America First อย่างเข้มข้น อาจทำให้เกิดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการค้าโลกจะมีความยากลำบากมากขึ้น ด้วยการตั้งกำแพงภาษี สกัดสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ และมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมและสร้างงานในประเทศ

• ตัวอย่างรายละเอียดนโยบาย ได้แก่

o นโยบายด้านการค้าระหว่างประเทศ เพิ่มการจัดเก็บภาษีสำหรับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด โดยจะขึ้นอัตราภาษีนำเข้าจากจีนเป็น 60% และขึ้นภาษีนำเข้าจากประเทศอื่น ๆ อีก 10-20% กำหนดภาษีศุลกากรแบบต่างตอบแทนกับประเทศใดก็ตามที่เรียกเก็บภาษีสินค้าจากสหรัฐ (Reciprocity) ให้ใช้อัตราภาษีเดียวกันกับประเทศคู่ค้าที่เรียกเก็บสินค้าส่งออกของสหรัฐ ยกเลิกการนำเข้าสินค้าจำเป็นจากจีน

เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เหล็กกล้า และยา พร้อมทั้งห้ามบริษัทจีนเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐในภาคส่วนต่าง ๆ เช่น พลังงาน เทคโนโลยี และที่ดินสำหรับทำการเกษตร และอาจจะมีความเสี่ยงจากการย้ายฐานการผลิตบางส่วนกลับไปสหรัฐ หรือประเทศในภูมิภาคอเมริกาเหนือ เพื่อลดความเสี่ยงทางการค้าด้วยเช่นกัน

o นโยบายอุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ลดบทบาทของกฎหมาย Inflation Reduction Act คัดค้านนโยบาย Green New Deal ดำเนินการขุดเจาะเชื้อเพลิงฟอสซิล และลบขั้นตอนที่ไม่จำเป็นทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับโครงการน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ผ่อนปรนกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม

รวมถึงกฎระเบียบการปล่อยมลพิษสำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหิน และยกเลิกเครดิตภาษีคาร์บอน โดยจะดำเนินการลดกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ของสหรัฐ และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ซึ่งจะกระทบต่อทิศทางของอุตสาหกรรมที่สนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อมและการแก้ไขการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลต่อความรุนแรงของสภาพอากาศทำให้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วม พายุ และความแห้งแล้งอย่างรุนแรง ซึ่งจะกระทบต่อผลผลิตสินค้าเกษตรและการหยุดการดำเนินงานของโรงงานเมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ

o นโยบายการเมืองระหว่างประเทศ ยุติสงครามในยูเครนโดยจะยกเลิกความช่วยเหลือแก่ยูเครนแต่ยังคงสนับสนุนอิสราเอล ยุติความรุนแรงในเลบานอล และนำรัสเซียและยูเครนมาสู่โต๊ะเจรจา ขณะเดียวกันการลดบทบาทของสหรัฐในการสนับสนุนความมั่นคงในเวทีโลก โดยเฉพาะ NATO อาจทำให้มีความขัดแย้งในพื้นที่อื่น ๆ ปะทุได้ง่ายขึ้น ซึ่งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

• กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า การใช้นโยบายขึ้นภาษีนำเข้าที่สูงมากของทรัมป์จะปรากฎขึ้นประมาณกลางปีหน้า ซึ่งคาดว่าจะทำให้การค้าโลกชะลอตัวลง 0.8% ในปี 2568 และจะลดลง 1.3% ในปี 2569 เนื่องจากการตั้งภาษีจะขัดขวางการเติบโตของการค้าโลก ประเทศส่วนใหญ่จะเติบโตอย่างไม่แข็งแรง ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอลง ซึ่งการประเมินของ IMF มองว่าหากเกิดการแยกส่วนอย่างจริงจังและใช้มาตรการทางภาษีศุลกากรในวงกว้างจะทำให้ GDP โลกลดลง 7%

4.ทรัมป์ตั้งกำแพงภาษีการค้ากับจีนไว้สูงมาก ถ้ายังคงเกิดสงครามการค้า ระหว่างสหรัฐและจีน เอเชียและไทยจะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง

• นโยบายขึ้นภาษีสินค้าจีน 60% จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของไทยที่พึ่งพาวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากจีน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและอาจเกิดการขาดแคลนวัตถุดิบบางประเภท นอกจากนี้ สินค้าไทยอาจถูกตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าอย่างเข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันการหลบเลี่ยงภาษีผ่านการส่งออกผ่านประเทศไทยได้โอกาส

• โอกาสจากการย้ายฐานการผลิต (Relocation) ประเทศไทยมีโอกาสในการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทที่ต้องการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทยที่มีความเข้มแข็ง เช่น อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ และอาหารแปรรูป ด้วยจุดแข็งของไทยในด้านโครงสร้างพื้นฐาน แรงงานมีทักษะ ระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง และที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสม เพื่อให้ไทยมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

• โอกาสในการเป็นฐานการผลิตทางเลือก ไทยมีโอกาสในการเป็นฐานการผลิตทางเลือกสำหรับตลาดสหรัฐ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ไทยมีความเชี่ยวชาญ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ที่ไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญในอาเซียน อุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูปที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับระดับโลก และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่มีซัพพลายเชนที่แข็งแกร่ง

5. หากบางนโยบายไม่เอื้อต่อเศรษฐกิจไทย มองว่าไทยจะรับมืออย่างไร

• ติดตามสถานการณ์แนวโน้มทางการค้า โดยติดตามนโยบายที่สำคัญ และแนวโน้มการใช้มาตรการและการดำเนินการของประเทศคู่ค้าและคู่แข่งขันทางการค้าที่อาจส่งผลต่อการค้าไทย รวมถึงการเฝ้าระวังปริมาณการนำเข้าและส่งออก สินค้าของบริษัทข้ามชาติที่อยู่ในรายการสินค้าที่ถูกใช้มาตรการทางภาษี

โดยเฉพาะรายการสินค้าที่รัฐบาลสหรัฐมีการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ตลอดจนการดำเนินการรับมืออย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยถูกใช้มาตรการทางภาษี รวมถึงการถูกไต่สวนและการถูกบังคับใช้มาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (Anti-circumvention) ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการสัญชาติไทยที่มีการส่งออกสินค้าในรายการเดียวกัน

• ดำเนินมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ การดำเนินมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ ในกรณีที่มีสินค้าราคาถูกไหลทะลักเข้ามาในประเทศอย่างเหมาะสม อาทิ ยกระดับการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานสินค้านำเข้า กำหนดอัตราภาษีหรือโควตาสำหรับสินค้านำเข้าที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ การบังคับใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping: AD) มาตรการตอบโต้ การอุดหนุน (Countervailing Duty: CVD) และมาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard Measure: SG) เป็นต้น

• การลดความผันผวนทางการค้าและการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ การลดความผันผวนทางการค้าและกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ โดยการกระจายตลาดส่งออกและ เพิ่มความหลากหลายของแหล่งวัตถุดิบ/สินค้านำเข้า ไม่ให้พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่สหรัฐฯ หรือจีนตั้งเป้าหมายขยายการผลิตในประเทศหรือส่งเสริมการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ (Reshoring) โดยส่งเสริมการสร้างพันธมิตรทางการค้า และมองหาคู่ค้ารายใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงที่ห่วงโซ่ อุปทานจะหยุดชะงัก

• การปรับตัวให้สอดรับกับการแบ่งแยกห่วงโซ่อุปทาน (decoupling) โดยการยึดโยงอุตสาหกรรมสำคัญของสหรัฐและจีน โดยแสวงหาโอกาสในการเข้าร่วมห่วงโซ่อุปทานของทั้งสองประเทศ ผ่านการส่งเสริมการค้าและการลงทุนในสหรัฐฯ และจีน ตลอดจนประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ เช่น เม็กซิโก แคนาดา ลาตินอเมริกา และประเทศพันธมิตรภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Economic Framework: IPEF) และประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของจีน

เช่น ประเทศตามข้อริเริ่มสายแถบ และเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) กลุ่มประเทศบริกส์ (BRICS) และสมาชิกองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Cooperation Organisation: SCO) รวมถึงประเทศที่อยู่ร่วมห่วงโซ่อุปทานสหรัฐและจีน อย่างประเทศ สมาชิกความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP)

• การปรับตัวสำหรับระเบียบการค้าโลกที่เปลี่ยนไป การปรับตัวสำหรับระเบียบข้อบังคับโลกที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะประเด็นด้าน ESG (Environmental Social และ Governance) ที่จะเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกประเทศในการลงทุน/ตั้งฐานการผลิตของบริษัท ข้ามชาติ ตลอดจนเกี่ยวเนี่องกับด้านการค้าระหว่างประเทศที่ประเทศมหาอำนาจจะใช้มาตรการด้านสังคมและ สิ่งแวดล้อมในการกีดกันทางการค้าเพื่อปกป้องผู้ผลิตภายในประเทศ ซึ่งหากภาคการผลิตไทยปรับตัวรับกับประเด็น ดังกล่าวไม่ทัน อาจจะทำให้ไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในตลาดโลกได้