เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘แอ๊ด คาราบาว’ เปิดใจใช้สิทธิ์ ‘บัตรทอง’ ครั้งแรก! ชมหมอรัฐบาล-ยาดี วอนรัฐอุ้มสวัสดิการหมอ
Finance ‘แอ๊ด คาราบาว’ เปิดใจใช้สิทธิ์ ‘บัตรทอง’ ครั้งแรก! ชมหมอรัฐบาล-ยาดี วอนรัฐอุ้มสวัสดิการหมอ
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จับมือ ขสมก. นำรถยูโรทูทดสอบสาย 4-72 แก้เดินทางชานเมืองฝั่งธนฯ
News มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จับมือ ขสมก. นำรถยูโรทูทดสอบสาย 4-72 แก้เดินทางชานเมืองฝั่งธนฯ
“Gastech 2026” 3 วันแรก มูลค่าเจรจาแผนลงทุนแตะ 4 หมื่นล้านดอลลาร์
Economic “Gastech 2026” 3 วันแรก มูลค่าเจรจาแผนลงทุนแตะ 4 หมื่นล้านดอลลาร์
บอกลา “จ่าหน้าซอง” ไปรษณีย์ไทย จ่อขยายผล Digital Post ID ดึงขนส่งเจ้าอื่นร่วมใช้เลข 6 หลัก
Tech บอกลา “จ่าหน้าซอง” ไปรษณีย์ไทย จ่อขยายผล Digital Post ID ดึงขนส่งเจ้าอื่นร่วมใช้เลข 6 หลัก
กทม.เสียดายสภาปัดตก โครงการเช่ารถขยะอีวี 6 พันล้าน ทำกรุงเทพฯชวดเป็นเมืองไร้มลพิษ
Politics กทม.เสียดายสภาปัดตก โครงการเช่ารถขยะอีวี 6 พันล้าน ทำกรุงเทพฯชวดเป็นเมืองไร้มลพิษ
“วราวุธ“ เตรียมชงบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์วางกติกาใหม่ ดึงเข้าบัญชีโรงงาน 108
Politics “วราวุธ“ เตรียมชงบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์วางกติกาใหม่ ดึงเข้าบัญชีโรงงาน 108
ธ.ก.ส. เปิดตัวสลากออมทรัพย์ชุดดิจิทัล Plus หน่วยละ 50 บาท ลุ้นโชค 3 ล้านทุกเดือน
Finance ธ.ก.ส. เปิดตัวสลากออมทรัพย์ชุดดิจิทัล Plus หน่วยละ 50 บาท ลุ้นโชค 3 ล้านทุกเดือน
Grab ซื้อ Atome เสริมทัพสินเชื่อดิจิทัล 5 ประเทศ ดันพอร์ต 6 พันล้านดอลลาร์
Business Grab ซื้อ Atome เสริมทัพสินเชื่อดิจิทัล 5 ประเทศ ดันพอร์ต 6 พันล้านดอลลาร์
เครือเรนวูด ยื่นฟ้อง ‘วทานิกากรุ๊ป’ ของ ‘แพร วทานิกา’ ข้อหาผิดสัญญาจ้าง
News เครือเรนวูด ยื่นฟ้อง ‘วทานิกากรุ๊ป’ ของ ‘แพร วทานิกา’ ข้อหาผิดสัญญาจ้าง
สมาพันธ์ SME – อบจ. เชียงใหม่ ยกระดับผู้ประกอบการสู่ตลาดสุขภาพระดับโลก
เศรษฐกิจภูมิภาค สมาพันธ์ SME – อบจ. เชียงใหม่ ยกระดับผู้ประกอบการสู่ตลาดสุขภาพระดับโลก
ดูทั้งหมด

ปี 2568 ปีทองธุรกิจโรงหนัง MAJOR เด่น รับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ออกฉาย

26 ธ.ค. 2567 | 09:00น.
Major Cineplex เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ โรงภาพยนตร์

บล.เอเซีย พลัส ชี้ปีทองธุรกิจโรงภาพยนตร์จะกลับมาอีกครั้งในปี 2568 คาดการณ์ MAJOR แนวโน้มกำไรไตรมาส 4/67 เด่นต่อเนื่องถึงปี 2568 รับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ออกฉายจำนวนมาก บวกแผนลดต้นทุน มอง Valuation น่าสนใจ มีอัพไซด์จากโครงการซื้อหุ้นคืน ราคาเหมาะสม 20 บาท

นายประสิทธิ์ รัตนกิจกมล CFA,CISA นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน และทางเทคนิค บล.เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวว่า ประเมินภาพรวมผลประกอบการงวดไตรมาส 4/2567 ของบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR น่าจะออกมาโดดเด่น แม้ว่ารายได้จากการฉายภาพยนตร์ไตรมาสนี้จะต่ำกว่างวดไตรมาส 4/2566 เพราะปีก่อนมีปรากฏการณ์หนังไทย 3 เรื่อง กวาดรายได้ถล่มทลายพร้อมกัน คือ “สัปเหร่อ” (รายได้ 730 ล้านบาท) “ธี่หยด” (รายได้ 500 ล้านบาท) และ “4 Kings ภาค 2” (รายได้ 250 ล้านบาท)

โดยงวดไตรมาส 4/2567 มีเพียงภาพยนตร์ไทยภาคต่อ “ธี่หยด 2” ที่ทำรายได้ทั่วประเทศ 811 ล้านบาท โดยเป็นรายได้ผ่านโรงหนังของ MAJOR ที่ 549 ล้านบาท ส่วนภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ ทำรายได้ไม่เด่น นับถึงวันที่ 21 ธ.ค. 2567 เรื่อง “วัยหนุ่ม” ทำรายได้ 69 ล้านบาท “Venom#3” รายได้ 58 ล้านบาท และ “Moana#2” รายได้ 48 ล้านบาท แต่ MAJOR ก็ยังมีความหวังกับหนังฟอร์มยักษ์ที่จะเข้าฉายช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี อย่างเรื่อง KRAVEN, SONIC 3 และหนังไทยเรื่อง “คุณชายน์”

โดยรายได้ภาพยนตร์ที่ลดลง ส่งผลต่อรายได้ธุรกิจป๊อปคอร์นและเครื่องดื่มที่ลดลงตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม รายได้จากธุรกิจอื่น ๆ ทำได้ดีขึ้น โดยธุรกิจโฆษณามีรายได้จากลูกค้าใหม่เพิ่มเข้ามา และมีรายได้จากการ Tie In สินค้าเข้าไปในภาพยนตร์เรื่อง ธี่หยด#2 เช่นเดียวกับธุรกิจโบวลิ่งและธุรกิจพื้นที่เช่า ที่ทำรายได้เพิ่มขึ้นตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมไปถึงธุรกิจ Movie Content ที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากภาพยนตร์ ธี่หยด#2 ที่ MAJOR เป็นผู้ร่วมสร้างสัดส่วน 50%

นอกเหนือจากรายได้จากธุรกิจหลักแล้ว งวดไตรมาส 4/2567 ทาง MAJOR จะมีการบันทึกกำไรพิเศษจากการขายสิทธิการเช่าพื้นที่ในส่วนของพื้นที่ภายใต้สัญญาเช่าระยะยาวกับผู้เช่า สาขารัชโยธิน ให้กับกองทุนสิทธิการเช่าอสังหาฯ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ไลฟ์สไตล์ หรือ “MJLF” โดยบันทึกเข้ามาเป็นรายได้อื่น ๆ จำนวน 58.56 ล้านบาท รวมถึงกำไรจากการตีราคามูลค่ายุติธรรมของสิทธิการเช่า อีกไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท ทำให้ฝ่ายวิจัยประเมินกำไรสุทธิในงวดไตรมาส 4/2567 ของ MAJOR น่าจะทำได้ราว 270-320 ล้านบาท ใกล้เคียงกับงวดไตรมาส 4/2566 ที่ทำกำไรได้ 335 ล้านบาท

ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าธุรกิจโรงภาพยนตร์จะกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งในปี 2568 โดยมีภาพยนตร์ไทยภาคต่อที่เคยกวาดรายได้ถล่มทลายมาแล้วในอดีต อย่าง ธี่หยด นาคี สัปเหร่อ อีเรียมซิ่ง อนงค์ ของแขก หลวงพี่แจ๊ส เหมรย และหอแต๋วแตก ออกฉายตลอดทั้งปี

ขณะที่ภาพยนตร์ต่างประเทศก็จะมีออกมาจำนวนมากเช่นเดียวกัน เนื่องจากค่ายผลิตภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ของโลกได้ปรับแผนการออกฉายภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่เดิมจะออกฉายในปี 2567 เลื่อนมาฉายในปี 2568 แทน อาทิ Avatar3, Mission Impossible8 และ Captain America ทำให้ MAJOR ตั้งเป้ายอดขายตั๋วภาพยนตร์ปี 2568 อยู่ที่ 40 ล้านใบ สูงกว่าปี 2562 ก่อนการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดที่ MAJOR ที่ยอดขายตั๋ว 34.22 ล้านใบ

สำหรับธุรกิจป๊อปคอร์นและเครื่องดื่ม MAJOR จะให้ความสำคัญมากขึ้นกับยอดขายในโรงภาพยนตร์เนื่องจากหน่วยธุรกิจที่ให้อัตรากำไรสูง โดยคาดหวังยอดขายจะกลับมาเติบโตโดดเด่น เพราะสามารถผลิตถังบรรจุป๊อปคอร์นให้มีรูปแบบสร้างสรรตาม Theme ภาพยนตร์ฮอลิวูดฟอร์มยักษ์ที่จะมีมากขึ้นในปีหน้า โดย MAJOR ได้ทยอยติดตั้งเครื่องจำหน่ายเครื่องดื่มและป๊อปคอร์นอัตโนมัติ (Selk-Ordering Kiosk :SOK) จำนวน 30 เครื่อง ในโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ เพื่ออำนวยความสะดวกและลดจำนวนพนักงานขาย คาดจะลดต้นทุนลงได้ 30-40 ล้านบาท

ส่วนการขายป๊อปคอร์นนอกโรงภาพยนตร์ ได้ออกรสชาติใหม่คือ รสโนริสาหร่าย จำหน่ายผ่านร้าน 7-11 เพียงแห่งเดียว 3 เดือน เริ่มตั้งแต่กลางเดือน พ.ย. 2567 โดยมียอดขายขั้นต่ำ 6 แสนซอง ในช่วง 3 เดือน ซึ่งเป็นยอดขายเพิ่มเติมจากปัจจุบันที่ขายผ่านร้าน 7-11 ประมาณ 6 แสนซอง/เดือน และจะมีการออกป๊อปคอร์นรสหวานในปี 2568 รวมกึงการปรับขนาดซองให้ใหญ่ขึ้น ส่วนการลดต้นทุนด้าน IT ก็มีการเปลี่ยนข้อตกลงกับ Vender โดยจะจ่ายเงินตามการใช้งานจริง ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้ประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี

แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/2567 ที่น่าจะออกมาสดใส ต่อเนื่องไปถึงปี 2568 ที่จะมีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ออกฉายจำนวนมาก บวกกับแผนลดต้นทุนที่ MAJOR ดำเนินการต่อเนื่อง ทำให้ฝ่ายวิจัยยังคงให้คำแนะนำการลงทุน Outperform ประเมินราคาเหมะาสม อิงวิธี DCF อยู่ที่ 20 บาท เทียบเท่า PER 19 เท่า

สำหรับโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน วงเงินจำนวนไม่เกิน 1,000 ล้านบาท มีกำหนดระยะเวลาซื้อหุ้นคืนตั้งแต่วันที่ 16 ก.ค. 2567 ถึงวันที่ 16 ม.ค. 2568 ถือเป็นเกราะป้องกันราคาหุ้นที่จะปรับตัวลดลงได้ในระยะสั้น ข้อมูลล่าสุดถึงวันที่ 24 ธ.ค. 2567 ทาง MAJOR ได้ใช้เงินซื้อหุ้นคืนไปแล้ว 64.73 ล้านหุ้น คิดเป็น 7.81% ของจำนวนหุ้นที่ชำระแล้ว ยังเหลือวงเงินซื้อหุ้นคืนได้อีก 96.4 ล้านบาท

เมื่อจบโครงการซื้อหุ้นคืนฝ่ายวิจัยเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่ MAJOR จะลดทุนจดทะเบียนโดยวิธีตัดหุ้นจดทะเบียนที่ซื้อคืนและยังไม่ได้จำหน่ายทั้งหมดออก เช่นเดียวกับที่ MAJOR เคยทำมาแล้วสำหรับโครงการซื้อหุ้นคืนครั้งก่อนในเดือน พ.ค. 2567 ที่ MAJOR มีการลดทุนชำระแล้วจำนวน 65.53 ล้านหุ้น ทั้งนี้การลดทุนด้วยการตัดหุ้นจดทะเบียนที่ซื้อคืนออกไป จะทำให้การประเมินมูลค่าเหมาะสมภายใต้วิธี DCF ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากมีตัวหารที่เป็นจำนวนหุ้นลดลง