Skip to content

ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด ท่ามกลางวันหยุดเทศกาลคริสต์มาส

27 ธ.ค. 2567 | 17:58น.
ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด ท่ามกลางวันหยุดเทศกาลคริสต์มาส

ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด ท่ามกลางวันหยุดเทศกาลคริสต์มาส

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 23-27 ธันวาคม 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (23/12) ที่ระดับ 34.26/27 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (20/12) ที่ระดับ 34.44/45 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวอ่อนค่าลงในช่วงต้นสัปดาห์หลังการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อในวันศุกร์ (20/12) ออกมาต่ำกว่าระดับคาดการณ์ สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่มีการเปิดเผยในวันจันทร์ (23/12) Conference Board ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจได้เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 104.7 ในเดือนธันวาคมต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 113.8 และลดลงจากระดับ 112.8 ในเดือนพฤศจิกายน

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้เปิดเผยยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐ เช่น เครื่องบิน รถยนต์ และเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ปรับตัวลดลง 1.1% ในเดือนพฤศจิกายนหลังจากเพิ่มขึ้น 0.8% ในเดือนตุลาคม และเปิดเผยยอดขายบ้านใหม่ปรับตัวสูงขึ้น 5.9% สู่ระดับ 664,000 ยูนิตในเดือนพฤศจิกายน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 660,000 ยูนิต จากระดับ 627,000 ยูนิตในเดือนตุลาคม ในวันพฤหัสบดี (26/12) ด้านกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ครั้งแรกปรับตัวลดลง 1,000 รายสู่ระดับ 219,000 ราย ต่ำกว่าระดับคาดการณ์ที่ 224,000 ราย

ด้านปัจจัยภายในประเทศ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทย เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐบาล เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบร่างแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2569-2573 โดยได้กำหนดเป้าหมายด้านการคลัง ซึ่งจะมุ่งเน้นการรักษาขนาดการขาดดุลให้มีแนวโน้มลดลงใน 4 ปีข้างหน้า

รวมทั้งรักษาระดับการก่อหนี้ใหม่โดยตั้งเป้าไม่ให้ระดับหนี้สาธารณะเกิน 70% ต่อ GDP โดยการขยายตัวของเศรษฐกิจจากการขับเคลื่อน 4 เครื่องจักรเศรษฐกิจ จะเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะทำให้สถานการณ์คลังของไทยมั่นคงขึ้น

ด้านนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยในวันอังคารที่ผ่านมา (24/12) ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบมาตรการ Easy e-receipt 2.0 ซึ่งเป็นการใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการ เพื่อนำไปหักลดหย่อนภาษี

โดยมีการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์เล็กน้อย แบ่งเป็น ส่วนแรก 30,000 บาท จะใช้กับการใช้จ่ายในร้านค้าทั่วไป ส่วนที่สอง 20,000 บาท ใช้กับวิสาหกิจชุมชน ร้านโอท็อป โดยมีกำหนดระยะเวลาโครงการตั้งแต่ 16 มกราคม-28 กุมภาพันธ์ 2568 ทั้งนี้ สินค้าที่ไม่สามารถเข้าร่วมรายการได้ ได้แก่ สุรา เบียร์ ไวน์ ยาสูบ น้ำมัน ก๊าซ ค่าบริการชาร์จไฟรถ ค่าซื้อรถยนต์ จักรยานยนต์ ค่าประปา ไฟฟ้า ค่าสัญญาณโทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต เบี้ยประกัน ค่าบริการนำเที่ยว ค่าที่พักโรงแรม-โฮมสเตย์

โดยครั้งนี้มีการเปลี่ยนแปลงจากครั้งก่อนคือ ไม่รวมกลุ่มท่องเที่ยวไว้ด้วย โดยจะมีการไปหารือรายละเอียดกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาว่าจะออกเป็นมาตรการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดการกระตุ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อไป

สำหรับวันพุธที่ผ่านมา (25/12) ในการพิจารณาคุณสมบัติของ “นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง” อดีตประธานที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ได้รับการคัดเลือกเสนอชื่อให้เป็นประธานกรรมการของธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าเคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ เนื่องจากตาม พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดคุณสมบัติไว้ว่า จะต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือต้องพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี

ทั้งนี้ หากความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ออกมาว่าตำแหน่งประธานที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ถือเป็นตำแหน่งทางการเมืองนั้น ก็จะทำให้นายกิตติรัตน์ ไม่ผ่านคุณสมบัติที่จะนั่งเป็นประธานบอร์ด ธปท. ดังนั้นสิ่งที่ปลัดกระทรวงจะทำได้ มี 2 แนวทาง คือ นิ่งเฉย หรือขอเสนอรายชื่อใหม่ ทั้งนี้ในช่วงระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 33.96-34.33 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (27/12) ที่ระดับ 34.14/16 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดวันจันทร์ (23/12) ที่ระดับ 1.0427/30 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (20/12) ที่ระดับ 1.0384/86 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ในวันจันทร์ (23/12) ที่ผ่านมา เยอรมนีได้มีการเปิดเผยตัวเลขราคาสินค้านำเข้า โดยปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 0.9% สูงกว่าระดับคาดการณ์ที่ 0.5% และสูงกว่าระดับคาดการณ์ที่ 0.6% ค่าเงินยูโรยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบเนื่องจากตลาดปิดในวันหยุดเทศกาลคริสต์มาส และยังคงไร้ปัจจัยใหม่

ทั้งนี้ ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0382-1.0445 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (27/12) ที่ระดับ 1.0407/0410 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดวันจันทร์ (23/12) ที่ระดับ 156.66/67 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (20/12) ที่ระดับ 156.68/69 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ นายคัตสีโนบุ คาโตะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น ได้กล่าวแถลงว่ารัฐบาลมีความกังวลเกี่ยวกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงการเคลื่อนไหวที่ถูกผลักดันโดยนักเก็งกำไร และรัฐบาลพร้อมที่จะดำเนินมาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพของเงินเยน

นอกจากนี้ ในระหว่างวันธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้มีการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี สูงกว่าคาดการณ์และเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 1.5% ทั้งนี้ ในวันพุธที่ผ่านมา (25/12) มีรายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมจัดสรรงบประมาณมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 115.5 ล้านล้านเยน (7.34 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปีงบประมาณ 2568 ที่จะเริ่มต้นในเดือนเมษายน เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคมและต้นทุนในการชำระหนี้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งการเพิ่มขึ้นของงบประมาณนี้จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม เพื่อแสดงถึงความตั้งใจที่จะปรับปรุงการคลังสาธารณะ รัฐบาลวางแผนที่จะลดการออกพันธบัตรใหม่ในปีงบประมาณหน้าลงเหลือ 28.6 ล้านล้านเยน จากที่วางแผนไว้ในตอนแรกที่ 35.4 ล้านล้านเยนในปีนี้ เนื่องจากรัฐบาลเก็บภาษีได้มากขึ้น นอกจากนี้ ร่างงบประมาณระบุว่า รายได้จากภาษีคาดว่าจะสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 78.4 ล้านล้านเยน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของผลกำไรของบริษัทต่าง ๆ พร้อมทั้ง รัฐบาลคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 1.9% ในปีงบประมาณปัจจุบัน สู่ระดับ 2% ในปีงบประมาณหน้า ส่งผลให้ต้นทุนการจ่ายดอกเบี้ยและการชำระหนี้เพิ่มขึ้นเป็น 28.2 ล้านล้านเยน จาก 27 ล้านล้านเยนในปีนี้

นอกจากนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยในวันพฤหัสบดี (26/12) ว่า ผลผลิตทางเศรษฐกิจจะฟื้นตัวถึงระดับเต็มศักยภาพในปีงบประมาณหน้าเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี เนื่องจากตลาดแรงงานตึงตัว โดยสำนักคณะรัฐมนตรีคาดการณ์ว่า ช่องว่างผลผลิตของญี่ปุ่น ซึ่งวัดความแตกต่างระหว่างผลผลิตจริงกับผลผลิตที่พึงเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ จะอยู่ที่ +0.4% ในปีงบประมาณที่เริ่มเดือนเมษายน ขณะที่กำลังแรงงานญี่ปุ่นทรงตัวที่ราว 69 ล้านคน การขาดแคลนแรงงานจะเป็นข้อจำกัดด้านอุปทาน

ทั้งนี้ สำนักคณะรัฐมนตรีคาดว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคโดยรวม ซึ่งนับรวมราคาอาหารสด จะชะลอตัวลงเหลือ 2% ในปีงบประมาณหน้า จาก 2.5% ในปีนี้ สำหรับวันศุกร์ (27/12) กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นรายงานว่า ยอดค้าปลีกของญี่ปุ่นประจำเดือนพฤศจิกายนปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมประจำเดือนพฤศจิกายนปรับตัวลดลง 2.3% จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงครั้งแรกในรอบ 3 เดือน ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างสัปดาห์ ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 156.32-158.08 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (27/12) ที่ระดับ 157.66/68 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คริสต์มาส ค่าเงินบาท