เลขาฯอีอีซี คาดปรับแก้สัญญารถไฟ 3 สนามบิน ชง ครม. มี.ค.-เม.ย. 68
เลขาธิการอีอีซีคาดโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินชงเข้า ครม.ได้ประมาณ มี.ค.-เม.ย. 2568 เจรจาตัดเงื่อนไขไม่ต้องยื่นขอรับบัตรส่งเสริมจาก BOI หวังให้เริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงการได้เลย
ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เปิดเผยว่า วันนี้ (8 ม.ค. 2568) จะมีการประชุมเกี่ยวกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ซึ่งจะมีการให้นำร่างแก้ไขสัญญามาให้ทบทวนรายละเอียดให้รอบคอบ รวมไปถึงเรื่องไทม์ไลน์ในการดำเนินการลงนามสัญญา
โดยคาดว่าหลังการประชุมในวันนี้ ขั้นตอนหลังจากนั้นจะมีการเสนอต่ออัยการสูงสุดตรวจสอบร่างสัญญา ซึ่งจะใช้ระยะเวลาประมาณ 45 วัน ก่อนนำเสนอต่อบอร์ด กพอ. เพื่อเตรียมนำร่างสัญญาใหม่เสนอเข้าสู่ ครม.พิจารณาอนุมัติ ซึ่งคาดการณ์จะอยู่ในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. 2568
“โครงการนี้เกิดปัญหามาตั้งแต่ที่มีการเซ็นสัญญาเมื่อปี 2562 มาจนถึงปัจจุบันระยะเวลา 5 ปีแล้ว แต่ยังไม่เริ่มก่อสร้าง ก็ไม่อยากให้เรื่องคาราคาซังนาน เพราะมีผลกระทบต่อโครงการอื่น” ดร.จุฬากล่าว
แต่อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน กพอ.ได้โน้มน้าวกลุ่มทุนในการเดินหน้าลงทุนโครงการแอร์พอร์ตซิตี้ไปได้เลย ไม่ต้องรอโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เนื่องจากมองว่าหากสามารถสร้าง Destination ของเมืองการบินได้ ก็จะเกิดดีมานด์ทั้งเครื่องบินเข้า-ออกในพื้นที่ รวมถึงการเดินทางโดยรถยนต์ผ่านเส้นทางมอเตอร์เวย์ ดังนั้น เชื่อว่ากลุ่มทุนที่ลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินก็จะเห็นศักยภาพของดีมานด์ที่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ ช่วงที่ผ่านมาการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ได้ส่งมอบพื้นที่ช่วง สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา ตามสัญญาแล้วตั้งแต่ 15 ต.ค. 2564 และเอกชนรับมอบพื้นที่และจัดทำบันทึกรับมอบแล้วเมื่อ 7 มิ.ย. 2567 และ ร.ฟ.ท.ได้ส่งมอบพื้นที่ตามหลักการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีขนส่ง (TOD) มักกะสันและศรีราชา แต่ปัจจุบันเอกชนยังไม่ได้ขอรับบัตรส่งเสริมจาก BOI จากที่บอร์ด BOI ได้อนุมัติให้แล้วเมื่อ 13 มิ.ย. 2565 ซึ่งในเบื้องต้นได้มีการเจรจาที่จะตัดเงื่อนไขข้อนี้ออกไป เพื่อให้เริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงการนี้
สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เป็นโปรเจ็กต์โครงสร้างพื้นฐาน โดยจะมี 9 สถานี ผ่าน 5 จังหวัด ระยะทางรวม 220 กิโลเมตร คาดจะเริ่มเปิดให้บริการปี 2572 โดยใช้เงินลงทุน 271,766 ล้านบาท แยกเป็นภาครัฐลงทุน 159,711 ล้านบาท สัดส่วน 59% และเอกชนลงทุน 111,995 ล้านบาท สัดส่วน 41%