คอลัมน์ สามัญสำนึก
โดย ถวัลย์ศักดิ์ สมรรคะบุตร
ราคาน้ำมันดิบโลกยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้น แม้ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ยังคงอยู่ในสภาวะ “ทรงตัว” ก็ตาม โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส ต้นสัปดาห์นี้อยู่ที่ 66.10 เหรียญ/บาร์เรล น้ำมันดิบเบรนต์ 76.46 เหรียญ/บาร์เรล และน้ำมันดิบดูไบ ที่ใช้อ้างอิงราคาน้ำมันภายในประเทศอยู่ที่ 74.25 เหรียญ/บาร์เรล
ขณะที่หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์พลังงานบริษัทไทยออยล์ ได้คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบตลอดสัปดาห์นี้ จะเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 62-67 เหรียญ/บาร์เรล สำหรับน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส และ 73-78 เหรียญ/บาร์เรล ในน้ำมันดิบเบรนต์ โดยทุกฝ่ายกำลังจับตามองการประชุมกลุ่มโอเปก ในระหว่างวันที่ 22-23 มิถุนายนอยู่
แน่นอนว่าราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทยยังคงอยู่ในระดับสูง ยกตัวอย่าง น้ำมันดีเซลขายอยู่ที่ลิตรละ 28.79 บาท ขณะที่ช่วงวิกฤตราคาน้ำมันในกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดีเซลขายอยู่ที่ลิตรละ 29.79 บาท หรือห่างกันแค่บาทเดียวเท่านั้น (น้ำมันดิบดูไบช่วงนั้นพุ่งขึ้นสูงถึง 77.05 เหรียญ/บาร์เรล ขณะที่ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 74.25 เหรียญ/บาร์เรล หรือห่างกัน 2.8 เหรียญ/บาร์เรล แต่นับเป็นเคราะห์ดีที่ไทยเพิ่งปรับสูตรการคำนวณราคาอ้างอิง ณ โรงกลั่นน้ำมัน กับลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงานลง 0.15 บาท/ลิตร รวมแล้วทำให้ราคาขายปลีกดีเซลช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นต่ำกว่าที่ควรจะเป็นถึง 0.62 บาท/ลิตร)
เป็นผลให้เกิดความเคลื่อนไหวแบบผสมโรง โจมตีทั้งรัฐบาลและบริษัท ปตท. ในฐานะที่เป็นผู้ดูแลและผู้บริหารจัดการความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศให้ “ลดราคา” จำหน่ายปลีกน้ำมันในประเทศลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีทั้งการเดินสายจัดสัมมนาหลายเวที ล้วนแล้วเป็นกลุ่มคนหน้าเดิม ๆ กับข้อเรียกร้องแบบ “แผ่นเสียงตกร่อง” เหมือน ๆ กับชุดคำตอบของฝ่ายรัฐ+ปตท.ที่ก็ “ตกร่อง” พอ ๆ กัน
โดยหนึ่งในข้อเรียกร้องแบบเป็นรูปธรรมที่สุดก็คือ การขอให้ “ลด” หรือ “ยกเว้น” การเก็บภาษี-การเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนที่อยู่ในราคาขายปลีกน้ำมันแต่ละลิตรลงมา จากข้อเท็จจริงที่ว่า การจำหน่ายปลีกน้ำมัน 1 ลิตร จะประกอบไปด้วย ราคาหน้าโรงกลั่น (18.7877 บาท/ลิตร), ภาษีสรรพสามิต (5.85 บาท/ลิตร), ภาษีเทศบาล (0.5850 บาท/ลิตร), เงินเรียกเก็บเข้ากองทุนน้ำมันฯ (0.01 บาท/ลิตร-เงินคงเหลือ 30,305 ล้านบาท), เงินเรียกเก็บเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงาน (0.10 บาท/ลิตร-เงินคงเหลือ 41,322 ล้านบาท) รวมเป็นราคาขายส่ง 25.3327 บาท/ลิตร บวกกับ VAT (1.7733 บาท/ลิตร) ราคาขายส่ง+VAT จึงเท่ากับ 27.1059 บาท/ลิตร
นอกจากนี้ ยังมีค่าการตลาด (marketing margin) ที่ให้กับผู้ค้าน้ำมันอีก 1.5739 บาท/ลิตร+VAT อีก 0.1102 บาท/ลิตร เท่ากับราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลถึงผู้บริโภคอยู่ที่ 28.79 บาท/ลิตร หรือจากราคาเนื้อน้ำมัน ณ หน้าโรงกลั่นที่ 18.7877 บาท/ลิตร มาถึงราคาขายปลีกสุดท้ายที่ 28.79 บาท/ลิตรนั้น มีบวกเงินเพิ่มระหว่างทางถึง 10 บาท/ลิตร
ใน 10 บาท/ลิตรที่ว่านี้ ครึ่งหนึ่งเป็นการเก็บภาษีสรรพสามิตของรัฐ หรือเท่ากับ 5.8500 บาท/ลิตร VAT ประมาณ 1.8 บาท และค่าการตลาด 1.57 บาท ส่วนการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ/อนุรักษ์เหลือน้อยมาก 0.11 บาท/ลิตรเท่านั้น
ปัญหามันจึงอยู่ที่ว่า ถ้าจะให้ราคาน้ำมันดีเซล (ภายใต้วิกฤตราคาน้ำมันดิบโลกอยู่ในช่วงขาขึ้น) ลดลงมาทันทีจะมี 2 ทาง คือ การลดราคาเนื้อน้ำมัน ณ หน้าโรงกลั่นน้ำมันลงมา (ปัจจุบัน 18.7877 บาท/ลิตร) กับการลดภาษีสรรพสามิต (5.85 บาท/ลิตร) วิธีการแรกจะกระทบกับ “กำไร” ของโรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศแน่นอนจากการปรับสูตร ส่วนวิธีการที่ 2 จะกระทบการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล อย่าลืมว่าภาษีสรรพสามิตน้ำมันถือเป็นรายได้หลัก โดยปีที่ผ่านมาจัดเก็บได้ถึง 216,885 ล้านบาท
ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะยอมปรับลดส่วนไหน หากต้องเผชิญกับวิกฤตราคาน้ำมันดิบที่ยืดเยื้อและยาวนาน