โครงการผู้ต้องขังอ่านหนังสือจบเล่ม ได้ลดโทษและพักโทษ เริ่มต้นจากประเทศไหน มีสาเหตุมาจากอะไร พร้อมเทียบโมเดลของไทยและประเทศอื่น ๆ
หลังจาก พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึง ‘โครงการอ่านหนังสือจบ 1 เล่ม ได้พักโทษเพิ่ม 1 วัน’ เป็นโบนัสให้กับ ‘คนหลังกำแพง’
จากสถานการณ์ตอนนี้ผู้ต้องขังในเรือนจำกว่า 77% มีการศึกษาต่ำกว่าพื้นฐาน และอีก 10% ที่ไม่ได้เรียนหนังสือ จึงเป็นหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ที่จะต้องให้ผู้ต้องขังจำนวน 230,000 คน ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือเทียบเท่าระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือ ปวช.
พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า สิ่งที่จำเป็นคือต้องทำให้ทุกคนอ่านออก เขียนได้ คิดเป็น และสามารถทำธุรกิจได้ การมีนโยบายนี้จึงเป็นการสร้างแรงจูงใจให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้เรียนและอ่านหนังสือ
ในตอนนี้ราชทัณฑ์มีโครงการทูบีนัมเบอร์วันที่มีหลักสูตรให้คนสามารถเรียนหนังสือได้ มีห้องสมุดพร้อมปัญญา บางเรือนจำเองก็มีหนังสือกว่า 20,000 เล่ม
ด้วยเหตุผลดังกล่าว กรมราชฑัณฑ์จึงหาแรงจูงใจให้กับคนเหล่านี้ เนื่องจากต้องการให้เรือนจำเป็นที่ฟื้นฟู ทำให้เป็นคนใหม่ มีชีวิตใหม่ ซึ่งโมเดลนี้มีแรงบันดาลใจมาจากอะไร และมีประเทศไหนบ้างที่มีโครงการนี้ ?
บราซิล
กระทรวงยุติธรรมของบราซิลออกกฎหมายในปี 2555 อนุญาตให้ผู้ต้องขังลดโทษโดยการอ่านหนังสือ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวมีพื้นฐานมาจากพระราชบัญญัติบังคับใช้กฎหมายอาญาที่ผ่านเมื่อปี 2527 กำหนดให้รัฐเตรียมความพร้อมให้ผู้ต้องขังสามารถกลับคืนสู่สังคมได้ด้วยการพิจารณาจากวันทำงาน โดยเปลี่ยนมาเป็นได้รับการเว้นโทษสำหรับการเรียนและการอ่านหนังสือแทน
กฎหมายนี้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาระบบเรือนจำแออัด สภาพแวดล้อมย่ำแย่ มีอาชญากร ยาเสพติด และความรุนแรง จนกลายมาเป็นเรือนจำที่มีผู้ต้องขังมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งผู้ต้องขังที่จะเข้าร่วมโครงการนี้จะเลือกหนังสืออ่านภายใน 21-30 วัน
หลังจากนั้นจึงเขียนบทวิจารณ์ที่แสดงให้เห็นว่าเข้าใจเนื้อหาทั้งหมดภายใน 10 วัน และจะได้รับการประเมินและวิเคราะห์โดยคณะกรรมการตรวจสอบ หรือเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบนโยบายการศึกษาในระบบเรือนจำ อาทิ ครูและบรรณารักษ์ ตลอดจนตัวแทนขององค์กรภาคประชาสังคม
นอกจากนี้ ยังจะต้องให้ความช่วยเหลือในการประเมินบทวิจารณ์โดยผู้ต้องขังที่มีความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ต่ำ ความช่วยเหลือนี้อาจประกอบด้วยกลยุทธ์เฉพาะ เช่น การอ่านแบบเพื่อนต่อเพื่อน การฟังหนังสือเสียง การอ่านรายงานแบบปากเปล่าสำหรับผู้ที่ไม่รู้หนังสือ หรือการแสดงภาพทางเลือกของเนื้อหาที่อ่าน เช่น ผ่านภาพวาด
ผู้เข้าร่วมจะได้รับการยกเว้นโทษสี่วันสำหรับการวิจารณ์หนังสือแต่ละเล่มที่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการ และจะได้รับการยกเว้นโทษ 4 วันต่อหนึ่งเล่ม และนักโทษมีโอกาสส่งการวิจารณ์ได้สูงสุด 12 เรื่องต่อปี เท่ากับว่าการยกเว้นโทษสูงสุด 48 วัน
โบลิเวีย
จากไอเดียแก้ปัญหาคนล้นคุกของบราซิล เกิดเป็นไอเดียสำหรับโบลิเวียที่เผชิญปัญหาเดียวกันกับเรือนจำทั้ง 47 แห่ง กลายมาเป็นโครงการที่ชื่อว่า ‘Books behind bars’ หรือหนังสือหลังซี่ลูกกรง ที่เปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังมีโอกาสพ้นโทษออกจากคุกได้เร็วขึ้นจากการอ่านหนังสือ
รอยเตอร์รายงานว่า เรือนจำในโบลิเวียต้องการเสริมสร้างการอ่านออกเขียนได้ให้แก่ผู้ต้องขัง อีกทั้งยังเป็นการสร้างความหวังให้แก่บรรดานักโทษที่เฝ้ารอการพิจารณาคดีที่ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า และกินเวลาที่ยาวนาน โดยเฉพาะในโบลิเวียที่ไม่มีโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือโทษประหาร แต่เพียงแค่การฝากขังก่อนเริ่มพิจารณาคดีก็สามารถกินเวลายาวนานหลายปี เนื่องจากระบบตุลาการดำเนินไปอย่างเชื่องช้า
ประกอบกับปัญหาสภาพความเป็นอยู่ที่แออัด ยัดเยียด และขาดสุขอนามัยที่ดีมาเป็นเวลาช้านาน กระทั่งเคยมีผู้ต้องขังประท้วงเรื่องขาดการดูแล รักษาพยาบาลมาแล้ว ดังนั้น ท่ามกลางปัญหาความยากลำบากต่าง ๆ เหล่านั้น การได้มีโอกาสหัดเขียน หัดอ่านหนังสือ จึงเปรียบเหมือนการได้หลุดออกจากกำแพงคุก อย่างน้อยก็ด้านจิตใจ
โดยสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินแถลงว่า ระหว่างมีการนำร่องใช้โครงการนี้ในเรือนจำ 47 แห่ง ที่ขาดเงินสนับสนุนด้านการศึกษา สันทนาการ หรือโครงการช่วยเหลือทางสังคมสำหรับผู้ต้องขัง เพื่อให้ผู้ต้องขังหาเวลาอ่านหนังสือเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียน
ซึ่งจุดมุ่งหมายของโครงการนี้ต้องการที่จะสนับสนุนและปลุกขวัญกำลังใจแก่ผู้ต้องขังระหว่างรอคอยการพิจารณาคดี แม้ว่าโทษที่ลดได้จะน้อยจนเป็นเพียงรายชั่วโมง หรือหลายวันนั้นล้วนขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการ และด้วยค่าแรงวันละ 8 โบลีเวียโน ราว 40 บาท ผู้ต้องขังในเรือนจำที่โบลิเวียต้องทำงานเพื่อแลกอาหารและจ่ายค่าพิจารณาคดีในศาลที่สูงมากเพื่อให้ได้รับการปล่อยตัว