เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
นิด้าโพล ชี้ประชาชน 33% ค้านหั่นงบ ‘Thai PBS’ หวั่นการเมืองแทรกแซง-เสียอิสระ
News นิด้าโพล ชี้ประชาชน 33% ค้านหั่นงบ ‘Thai PBS’ หวั่นการเมืองแทรกแซง-เสียอิสระ
กทม. อัปเดตจ่ายเยียวยาน้ำท่วม ทะลุ 4.2 พันล้าน ‘เขตลาดกระบัง’ แชมป์ยื่นขอเหลือช่วยสูงสุด
News กทม. อัปเดตจ่ายเยียวยาน้ำท่วม ทะลุ 4.2 พันล้าน ‘เขตลาดกระบัง’ แชมป์ยื่นขอเหลือช่วยสูงสุด
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ตอนสีดา
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ตอนสีดา
เช็กตารางรถไฟ! รฟท. เปิด ‘ที่หยุดรถพืชสวนโลกอุดรธานี’ ขนคนเที่ยวงานยักษ์
News เช็กตารางรถไฟ! รฟท. เปิด ‘ที่หยุดรถพืชสวนโลกอุดรธานี’ ขนคนเที่ยวงานยักษ์
บิ๊กคอร์ป เติมฝัน H.O.W.ปักธงบ้านใหม่ ‘คิงบริดจ์ ทาวเวอร์’
SD บิ๊กคอร์ป เติมฝัน H.O.W.ปักธงบ้านใหม่ ‘คิงบริดจ์ ทาวเวอร์’
ผ่าโมเดล B2 เชียงใหม่ แฟรนไชส์บัดเจตโฮเทลเมืองรองทั่วไทย
เศรษฐกิจภูมิภาค ผ่าโมเดล B2 เชียงใหม่ แฟรนไชส์บัดเจตโฮเทลเมืองรองทั่วไทย
‘ไตรเตชะ’ จับจังหวะอสังหาฯ ซื้อที่ดินถูก-รุกคอนโด-เปิดทำเลใหม่ 
Real Estate ‘ไตรเตชะ’ จับจังหวะอสังหาฯ ซื้อที่ดินถูก-รุกคอนโด-เปิดทำเลใหม่ 
ปิดฉาก COP17 เร่งแผนปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ เอกวาดอร์เจ้าภาพ COP18
SD ปิดฉาก COP17 เร่งแผนปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ เอกวาดอร์เจ้าภาพ COP18
เซอร์ไพรส์วงการเพลง THE TOYS แต่งงานกับแฟนสาว
Biz Movement เซอร์ไพรส์วงการเพลง THE TOYS แต่งงานกับแฟนสาว
พระราชินี ทรงเปิดเรือนจำแห่งที่ 29 โครงการกำลังใจในพระดำริ
ข่าวในพระราชสำนัก พระราชินี ทรงเปิดเรือนจำแห่งที่ 29 โครงการกำลังใจในพระดำริ
ดูทั้งหมด

วิกฤตหุ้นกู้อสังหาเสี่ยงผิดนัด 3 สมาคมจี้รัฐขอยาแรงกระตุ้น

09 เม.ย. 2568 | 07:13น.
อสังหา กทม.

จับตาไตรมาส 2/68 อสังหาฯ ระทึกวิกฤตซ้ำซ้อนทั้งภาษีทรัมป์-แผ่นดินไหว 3 นายกอสังหาฯ ฟันธงลดค่าโอน-จดจำนองบ้านไม่เกิน 7 ล้าน พร้อมปลดล็อก LTV เอาไม่อยู่ ปลายไตรมาสนี้มีระเบิดเวลาดีลจ่ายคืนหนี้หุ้นกู้ ส่อฉุดความเชื่อมั่นซ้ำ จี้รัฐบาลมีมาตรการเสริมสภาพคล่องผู้ซื้อ ปลดล็อกเกณฑ์ปล่อยกู้บ้านมือสองคิดดอกเบี้ยต่ำเท่าบ้านใหม่ ยืดเวลาดอกเบี้ยโปรโมชั่น เป็น 6 ปี ปล่อยผีลดค่าโอน-จำนองทุกราคา “แสนสิริ” แนะแบงก์ปล่อยกู้เพิ่ม 10% กู้วิกฤต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากภาคธุรกิจที่อยู่อาศัยมีภาวะสุญญากาศการโอนในช่วง 3 เดือนเศษ ล่าสุดได้มีมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 8 เมษายน 2568 เห็นชอบต่ออายุมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการลดค่าโอนและจดจำนอง จาก 3% เหลือ 0.01% สำหรับการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท นับเป็นปัจจัยบวกโดยตรงของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

อย่างไรก็ตาม การทำธุรกิจอีก 3 ไตรมาสที่เหลือของปี ยังต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันทั้งในประเทศจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ล่าสุดปัจจัยกดดันนอกประเทศจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา ที่มีผลกระทบซับซ้อน เนื่องจากกระทบธุรกิจทั้งซัพพลายเชน ทำให้จินตนาการอนาคตได้ว่าจะสร้างปัญหากำลังซื้อถดถอย ธุรกิจไปต่อลำบากจนต้องเลิกกิจการและปลดคน ขณะที่ภาคอสังหาฯมีข้อกังวลที่ยังแก้ไม่ตกในเรื่องสถาบันการเงินเข้มงวดการพิจารณาสินเชื่อ จนทำให้ยอดปฏิเสธสินเชื่อหรือยอดกู้ไม่ผ่านสูงถึง 70% กล่าวคือ ยื่นกู้ 100 คน ไม่ผ่าน 70 คน ได้สินเชื่อซื้อบ้านและคอนโดมิเนียมเพียง 30 คน

2 มาตรการรัฐอุ้ม K ขาบน-ขาล่าง

นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า มองมุมบวกภาคอสังหาริมทรัพย์ได้ตัวช่วยจากมาตรการรัฐอุ้มกำลังซื้อ K ขาบนและ K ขาล่าง โดยแบงก์ชาติปลดล็อก LTV-Loan to Value ในการขอสินเชื่อ 100% ซื้อบ้านทุกหลังและทุกระดับราคา (เดิมแบ่งหลังแรก หลังที่ 2-3 เป็นต้นไป กับมีเพดานสินเชื่อ 10 ล้านบาทที่กำหนด LTV ไม่เท่ากัน) มีผลตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2568-30 มิถุนายน 2569 จะดึงดูดกำลังซื้อ K ขาบนที่ซื้อหลังที่ 2-3 ให้มีกำลังใจออกมาซื้ออสังหาฯมากขึ้น เพราะต้นทุนในการซื้อลดลง เนื่องจากไม่ต้องถูกบังคับควักเงินดาวน์แพง 20-30%

ล่าสุด มติ ครม.ลดค่าโอน-จดจำนอง กลุ่มราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท ทำให้กำลังซื้อ K ขาล่าง ที่มีการซื้อเฉลี่ยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท และเป็นกลุ่มที่มีดีมานด์ซื้อที่อยู่อาศัยสูงตลอดเวลา ดึงดูดความอยากซื้อมากขึ้น เพราะลดต้นทุนในการจ่ายค่าธรรมเนียมที่กรมที่ดิน จากล้านละ 3 หมื่นบาท ลดเหลือล้านละ 300 บาท รวมทั้งกลุ่ม K ขาล่าง หรือกำลังซื้อตลาดกลาง-ล่างที่มีความจำเป็นต้องซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 เพราะใกล้แหล่งงาน ใกล้โรงเรียนลูก แต่ไม่มีเงินออมมากพอที่จะมาจ่ายเงินดาวน์ 20% สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น

ทั้งนี้ ความคาดหวังก็คือ ปี 2568 ตลาดรวมน่าจะไม่ติดลบหรือทรงตัวเมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีอัตรากู้ไม่ผ่านในภาพรวม 40-70% โดยการปลดล็อก LTV มาช่วยกลุ่มผู้ซื้อราคา 5 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งมียอดปฏิเสธสินเชื่อเฉลี่ย 40% และมาตรการลดค่าโอน-จดจำนอง มาช่วยให้กลุ่มผู้ซื้อตลาดกลาง-ล่างราคาต่ำ 3 ล้าน ซึ่งมียอดกู้ไม่ผ่าน 70%

“ปีที่แล้วอสังหาฯมีตัวช่วยเดียวคือ ลดค่าโอน-จดจำนอง แต่ปีนี้ได้ตัวช่วยเพิ่มจากการปลดล็อก LTV จริง ๆ แนวโน้มน่าจะดีขึ้นกว่าปีที่แล้วด้วยซ้ำไป แต่พอมีวิกฤตจากแผ่นดินไหวและสงครามการค้าโลก จึงลดระดับจากเหลือทรงตัว” นายสุนทรกล่าว

ขอแพ็กเกจดอกเบี้ยต่ำ 6 ปี-0% 3 ปี

อย่างไรก็ตาม เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เพิ่งเกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ จึงมีข้อเสนออยากให้ภาครัฐออกมาตรการสนับสนุนเพื่อให้การปล่อยสินเชื่อมีดอกเบี้ยต่ำ และมีเวลายาวขึ้น อย่างน้อย 2 แพ็กเกจคือ 1.เสนอให้ออกมาตรการสนับสนุนให้สถาบันการเงิน ยืดเวลาดอกเบี้ยต่ำในช่วง 3 ปีแรก ที่เรียกว่าดอกเบี้ยโปรโมชั่น โดยการแข่งขันของวงการแบงก์ในปัจจุบัน มีการเสนอดอกเบี้ยต่ำ อาทิ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) 2.71% ธนาคารกสิกรไทย 2.5% เป็นต้น

แต่หลังจากนั้น ในปีที่ 4 เป็นต้นไป จะต้องกลับมาใช้ดอกเบี้ย MRR อยู่ที่ 6-7% ซึ่งเป็นภาระค่าผ่อนสินเชื่อที่มีดอกเบี้ยแพงขึ้นเท่าตัว ข้อเสนอคือขอให้พิจารณายืดดอกเบี้ยโปรโมชั่นจาก 3 ปีเป็น 6 ปี

2.แพ็กเกจสินเชื่อที่ได้ผลอย่างรวดเร็วในการกระตุ้นเศรษฐกิจก็คือ ดอกเบี้ย 0% นาน 3 ปีแรก ถ้าหากนำออกมาใช้เชื่อว่าจะทำให้กำลังซื้อ K ขาล่าง และขาบนออกมาซื้ออสังหาฯมากขึ้น ทำให้มีพายุหมุนในระบบเศรษฐกิจได้มากขึ้น และทันการณ์กับวิกฤตเศรษฐกิจรุมเร้าในปีนี้

ปัญหาคอขวด “แบงก์ปฏิเสธสินเชื่อ”

นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เปิดเผยว่า ตลาดอสังหาฯเผชิญวิกฤตรุนแรงซ้อนกัน 2 เรื่องในเวลาใกล้เคียงกัน ดังนั้น สถานการณ์ไตรมาส 2/68 ต้องบอกว่าหนักมาก โดยมาตรการลดค่าโอน-จดจำนองต้องบอกว่าไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อ แต่เป็นเพียงวิตามินเสริม เพราะการวิเคราะห์โรคอสังหาฯ มี 3 ด้านหลักคือ กำลังซื้อ ความมั่นใจลูกค้าหรือผู้ซื้อ และความมั่นใจในการปล่อยกู้ของแบงก์พาณิชย์

“สิ่งที่เกิดขึ้น แผ่นดินไหวเทรนด์มีผลกระทบจิตวิทยาผู้บริโภคระยะสั้น 2-3 เดือน แต่มาตรการภาษีการค้าของสหรัฐ ยิ่งทำให้วงการแบงก์เข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากกว่าปี 2567 โดยจุดตายของธุรกิจอสังหาฯอยู่ที่การโอน เพราะฉะนั้น แนวโน้มปีนี้ถ้าแบงก์ยิ่งเข้มงวดสินเชื่อ แปลว่าอสังหาฯยิ่งโอนยากกว่าปีที่แล้ว แน่นอนว่าลดค่าโอน-จำนอง กับปลดล็อก LTV อาจกระตุ้นยอดซื้อใหม่หรือยอดพรีเซล แต่ต้องมาตัดเชือกกันอีกครั้งตอนยอดโอนว่าจะทำได้ตามเป้าหรือไม่”

นายพรนริศกล่าวว่า ในภาพใหญ่สงครามการค้าโลกระหว่างสหรัฐกับจีน ทำให้ประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในซัพพลายเชนของสินค้าจีนที่ส่งออกไปสหรัฐ ได้รับผลกระทบหนักไปด้วย ดังนั้น เงื่อนไขที่จะทำให้การประกอบธุรกิจในไทยเข้าสู่โหมดภาวะปกติได้ก็คือ สหรัฐกับจีนจะต้องยุติการทำสงครามการค้าโลกภายใน 1 เดือน ซึ่งเงื่อนไขนี้ไม่มีความเป็นไปได้เลย แปลว่าไทยจะต้องอยู่กับผลกระทบสงครามการค้าโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ภาพสงครามการค้าโลก ถ้าหากเราส่งออกไม่ได้ โรงงานไม่มีกำลังผลิตก็ต้องเลิกกิจการ ปลดคนงาน ซึ่งครั้งนี้กระทบกำลังซื้อทั้งผู้ส่งออก เจ้าของโรงงาน ผู้บริหาร และพนักงาน ดังนั้น ข่าวดีวงการอสังหาฯ ที่มีการลดค่าโอน-จำนอง และปลดล็อก LTV อาจส่งผลทางด้านยอดพรีเซล การจองซื้ออาจมีการกระชากตัวเลขสูงขึ้น แต่สุดท้ายเราก็ต้องประสบกับความจริง อยู่ที่แบงก์จะปล่อยสินเชื่อ หรือจะปฏิเสธสินเชื่อ แบบไหนมากกว่ากัน”

จับตาระเบิดเวลา “หุ้นกู้อสังหาฯ”

นายพรนริศเปิดประเด็นใหม่ด้วยว่า ช่วงปลายไตรมาสซึ่งปกติจะเป็นช่วงชำระหนี้เงินกู้ แต่ปลายไตรมาส 2/68 น่าจะหนักกว่าปกติ เพราะคาดว่าหุ้นกู้จะเริ่มออกอาการ โดยหนี้หุ้นกู้ถ้ามีการชำระปกติ ตลาดก็ยังมีความเชื่อมั่น แต่ถ้าหากมีการเลื่อนชำระหนี้หุ้นกู้ออกไป จะสร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการอสังหาฯอีกระลอก เพราะผลของการเลื่อนชำระหนี้หุ้นกู้ออกเลื่อนได้ 1 ปี แต่ก็มีต้นทุนเพิ่มเพราะดอกเบี้ยเพิ่ม 1% ประเด็นอยู่ที่ยังมีเงินงวดหุ้นกู้ 3 เดือนออกมาสมทบอีก เป็นภาพที่จะเกิดขึ้นในช่วงรอยต่อไตรมาส 2/68-ไตรมาส 3/68 นี้

คำแนะนำผู้บริโภคอสังหาฯ ให้ซื้อตามความจำเป็นของแต่ละคน และคำแนะนำการปรับตัวของผู้ประกอบการ อนาคตที่คาดเดาไม่ได้ได้เกิดขึ้นจริงแล้ว และมีความรุนแรงด้วย ดังนั้น ในปีนี้ผู้ประกอบการหรือดีเวลอปเปอร์อย่าเพิ่งขยายโครงการเยอะ โดยโครงการบ้านแนวราบที่มีการแบ่งแปลงแบ่งโฉนดชัดเจน สามารถก่อสร้างทีละหลังได้ แต่โครงการแนวสูงหรือคอนโดมิเนียมต้องคิดหนักหน่อย เพราะต้องก่อสร้างเสร็จทั้งโครงการจึงจะสามารถโอนห้องชุดห้องแรกได้

จุดโฟกัสดีเวลอปเปอร์ในต่างจังหวัด ที่มีไซซ์เล็กกว่าบิ๊กแบรนด์ในกรุงเทพฯ โดยเฉลี่ยอาจมีเพียง 1-2 โครงการ จำนวนโครงการละ 100-200 หลัง ทำให้ไปมุ่งแต่เรื่องการผลิตสินค้า ปีนี้ถือเป็นจุดพลิกโฉมที่จะต้องพิจารณาเพิ่มงานบริการหลังการขายอสังหาฯ ทำให้เป็นจุดขายเพื่อรักษาฐานลูกค้าเก่าหรือแฟนคลับไว้ให้ได้

ทรัมป์พ่นพิษร้าย-ขอยาแรงเพิ่มเติม

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ไตรมาส 2/68 ปัญหาสภาพคล่องธุรกิจอสังหาฯ เป็นเรื่องสำคัญที่สุด มีข้อเสนอมาตรการระยะสั้น ได้แก่ 1.ตลาดหุ้นกู้ที่เปราะบางและมีกำหนดชำระคืนในปีนี้ รัฐต้องหาทางป้องกันปัญหาการไม่สามารถชำระคืนหุ้นกู้ครบกำหนดได้ในกลุ่มหุ้นกู้ High Yield หรือเครดิตเรตติ้งต่ำ เพื่อป้องกันปัญหาตลาดรวมขาดความเชื่อมั่นในหุ้นกู้บริษัทที่มีเครดิตเรตติ้ง Investment Grade หรือกลุ่มเครดิตเรตติ้งสูง

2.การปล่อยสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการผ่านสถาบันทางการ ธนาคารพาณิชย์ โดยมีดอกเบี้ยที่เหมาะสมหรือดอกเบี้ยต่ำ

3.การปล่อยสินเชื่อรายย่อย สินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งมีการปลดล็อก LTV 100% ในการขอสินเชื่อบ้านใหม่แล้ว เสนอให้พิจารณาปลดล็อก LTV ในการขอสินเชื่อบ้านมือสอง และสินเชื่อรีไฟแนนซ์ด้วย เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ประชาชน โดยมีดอกเบี้ยต่ำเท่ากับสินเชื่อบ้านใหม่ วิธีการทางภาครัฐออกมาตรการให้แบงก์พาณิชย์ไม่ต้องกันสำรอง BIS เหมือนบ้านใหม่

“ข้อนี้หมายถึงกรณีจดจำนองบ้าน 10 ล้านบาท ผ่อนไปแล้ว 7 ล้าน แต่ราคาบ้านเพิ่มเป็น 15 ล้าน ทำให้มีวงเงินขอสินเชื่อใหม่โดยใช้หลักประกันเดิมได้ 8 ล้าน ประเด็นคือ การใช้หลักประกันเก่าขอเงินกู้อีกก้อน แบงก์จะคิดดอกเบี้ย MRR อยู่ที่ 7-8% ไม่ใช่ดอกเบี้ยโปรโมชั่นสำหรับบ้านใหม่ 3% บวกลบ วิธีการที่จะทำให้แบงก์พาณิชย์คิดดอกเบี้ยต่ำได้โดยรัฐไม่ต้องควักงบประมาณอุดหนุนเลย ก็คือปรับเกณฑ์ตั้งสำรอง BIS ลง โดยแบงก์ยังคงพิจารณาให้กู้ตามคุณสมบัติผู้กู้ทุกอย่าง แนวทางนี้จะทำให้ลูกหนี้ประวัติดีมีเงินกู้ดอกเบี้ยไม่แพง เพิ่มกำลังซื้อหมุนเวียนในตลาดได้”

และ 4.เสนอขอมาตรการยาแรงกระตุ้นการโอนอสังหาฯปี 2568 เพิ่มเติมจากเดิม เช่น รัฐบาลเพิ่งต่ออายุลดค่าโอน-จดจำนองเหลือ 0.01% แต่จำกัดเพดานการโอนราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท ยาแรงในตอนนี้เสนอให้ลดค่าโอน-จดจำนองเหลือ 0.01% ทุกราคา รวมทั้งเสนอให้สามารถหักลดหย่อนภาษีซื้อบ้าน และหักลดหย่อนดอกเบี้ยบ้านใหม่เพิ่มเติม กับมาตรการยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ของผู้ประกอบการ

แสนสิริแนะแบงก์ปล่อยกู้เพิ่ม 10%

นายภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ ประธานผู้บริหารสายงานกลยุทธ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากการที่รัฐบาลประกาศลดค่าโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท ไปจนถึงกลางปีหน้านั้น ถือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับตลาดอสังหาฯ เพราะจะช่วยลดต้นทุนในการซื้อที่อยู่อาศัย และเมื่อรวมกับแบงก์ชาติปลดล็อก LTV ก็ดูเหมือนว่าน่าจะช่วยทำให้ภาพรวมอสังหาฯกลับมาเติบโตได้ เพราะเป็นเครื่องมือที่เคยใช้ประสบความสำเร็จมาแล้วในอดีต

แต่ปัจจุบันสถานการณ์ต่าง ๆ ได้เปลี่ยนไปมาก โดยส่วนตัวคิดว่าคงไม่น่าจะส่งผลให้ตลาดอสังหาฯกลับมาพลิกฟื้นได้มากนัก เนื่องจากมาตรการที่ประกาศออกมาหรือมีการบังคับใช้ช้าเกินไป เป็นมาตรการแบบ Reactive ไม่ใช่ Proactive เพราะตลาดอสังหาฯเริ่มเห็นสัญญาณเชิงลบมา 1 ปีแล้ว ห่วงโซอุปทานต่าง ๆ ได้รับผลกระทบและบอบช้ำไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนในความพยายามทำให้สถานการณ์ต่าง ๆ ดีขึ้น เพราะมาช้ายังดีกว่าไม่มา

ทั้งนี้ ปัญหาปัจจุบันของภาคอสังหาฯอยู่ที่กำลังซื้อ ติดกับดักหนี้ครัวเรือนอยู่ ถ้า GDP ไม่เติบโต กำลังซื้อก็จะไม่กลับมา จึงคาดการณ์ว่ามาตรการที่กล่าวมาข้างต้นไม่ได้ช่วยให้ประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นมากนัก ข้อเสนอแนะอยากให้ธนาคารต้องปล่อยสินเชื่อให้มากขึ้น เศรษฐกิจจะไม่เติบโต ถ้าสินเชื่อไม่เติบโต

“ถ้ามีการเพิ่มเป้าหมายให้แต่ละธนาคารปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้ได้เพิ่มอีก 10% ในปีนี้ จะเป็นมาตรการที่ดีมาก ทำให้ภาคอสังหาฯไม่หดตัวไปมากกว่านี้ ที่สำคัญต้องทำควบคู่ไปกับการลดดอกเบี้ย ซึ่งก่อนหน้านี้ทาง ธปท.ก็ได้มีการประกาศลดดอกเบี้ยมาครั้งหนึ่งแล้วในตอนต้นปี แต่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่าง ๆ ก็ยังลดลงไม่มาก หวังว่าช่วงนี้คงต้องเป็นช่วงเวลาที่องค์กรที่มีความแข็งแรง เช่น ธนาคารพาณิชย์ที่ผลประกอบการมีกำไรที่เติบโตกันถ้วนหน้า ต้องช่วยเหลือภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคมให้มากขึ้น เพื่อให้ประเทศและเศรษฐกิจเดินต่อไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการลด Spread ระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากให้แคบลง หรือปรับมาตรการบางอย่างให้เข้มข้นน้อยลง เพื่อผ่อนคลายการปล่อยสินเชื่อ เป็นต้น” นายภูมิภักดิ์กล่าว