เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กสิกรไทย เร่งใช้ดาต้า-ฟินเทค ต่อยอดปล่อยสินค้ารายย่อย
Finance กสิกรไทย เร่งใช้ดาต้า-ฟินเทค ต่อยอดปล่อยสินค้ารายย่อย
“ชัชชาติ” เร่งฟื้นฟู “เคหะธานี 4“ เก็บขยะชิ้นใหญ่ ปรับบึง 80 ไร่ เป็นแก้มลิงแก้ท่วมระยะยาว
Real Estate “ชัชชาติ” เร่งฟื้นฟู “เคหะธานี 4“ เก็บขยะชิ้นใหญ่ ปรับบึง 80 ไร่ เป็นแก้มลิงแก้ท่วมระยะยาว
คิม ธีระศักดิ์ พา “ตู้กับข้าว” พารากอน เผยหลายแบรนด์ใหญ่รุมจีบขยายร้าน
Biz Movement คิม ธีระศักดิ์ พา “ตู้กับข้าว” พารากอน เผยหลายแบรนด์ใหญ่รุมจีบขยายร้าน
ธปท. ยันดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสม เงินเฟ้ออยู่ในกรอบ
Finance ธปท. ยันดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสม เงินเฟ้ออยู่ในกรอบ
เอกนิติ มั่นใจเศรษฐกิจไทยโตกว่า 2.1% สรุป 2 เวทีใหญ่ ชูไทยเป็นสะพานเชื่อมโลกแตกขั้ว
Finance เอกนิติ มั่นใจเศรษฐกิจไทยโตกว่า 2.1% สรุป 2 เวทีใหญ่ ชูไทยเป็นสะพานเชื่อมโลกแตกขั้ว
ในหลวง พระราชินี ทรงวางพวงมาลา พระบรมราชานุสาวรีย์ ร.9
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทรงวางพวงมาลา พระบรมราชานุสาวรีย์ ร.9
หยุดสังเวยคนกองถ่าย! สมาคมผู้กำกับฯ ดันกฎ ‘พัก 10 ชม.’ชี้งานสร้างสรรค์ต้องไม่แลกด้วยชีวิต
News หยุดสังเวยคนกองถ่าย! สมาคมผู้กำกับฯ ดันกฎ ‘พัก 10 ชม.’ชี้งานสร้างสรรค์ต้องไม่แลกด้วยชีวิต
เปิดเส้นทางเวนคืน 5 จังหวัด 16,208 ไร่ บ้าน 2,600 หลัง สร้าง ‘เจ้าพระยา 2’
Economic เปิดเส้นทางเวนคืน 5 จังหวัด 16,208 ไร่ บ้าน 2,600 หลัง สร้าง ‘เจ้าพระยา 2’
4 โค้ช ‘ก้อง-คิ้ม-โอ๊ต-จ๋าย’ ร่วม The Voice 2026 พร้อมชิงลูกทีม
Biz Movement 4 โค้ช ‘ก้อง-คิ้ม-โอ๊ต-จ๋าย’ ร่วม The Voice 2026 พร้อมชิงลูกทีม
“เอากฎหมายข้อไหนมาใช้?” สส.พรรคส้ม กาง พ.ร.บ. โต้ สปส. เล็งตัดสิทธิบอร์ดการเมือง
Politics “เอากฎหมายข้อไหนมาใช้?” สส.พรรคส้ม กาง พ.ร.บ. โต้ สปส. เล็งตัดสิทธิบอร์ดการเมือง
ดูทั้งหมด

ดอลลาร์อ่อนค่า ตลาดรอความชัดเจนการเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ

29 เม.ย. 2568 | 19:10น.
ดอลลาร์

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 22 เมษายน 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (29/4) ที่ระดับ 33.34/36 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินบาทแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (28/4) ที่ระดับ 33.64/66 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อคืนที่ผ่านมาดอลลาร์สหรัฐปรับตัวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยนักลงทุนเฝ้าจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐ ในสัปดาห์นี้ซึ่งประกอบด้วย ข้อมูลสำคัญ ทั้งตัวเลขจีดีพี, ตัวเลขตลาดแรงงาน และตัวเลขบ่งชี้เงินเฟ้ออย่างดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCB)

นอกจากนี้นักลงทุนรอคอยความชัดเจนเกี่ยวกับการเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐหลังจากทั้งสองฝ่ายส่งสัญญาณที่ขัดแย้งกัน โดยล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐกล่าวว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ได้โทรศัพท์มาหาและมีการพูดคุยกัน

อย่างไรก็ดี ทรัมป์ไม่ได้เปิดเผยว่า สี จิ้นผิงได้โทรศัพท์มาเมื่อใด และผู้นำทั้งสองได้หารือในประเด็นใด อย่างไรก็ตามกระทรวงการต่างประเทศจีนได้ออกแถลงการณ์ล่าสุดซึ่งสวนทางกับข้อความของนายทรัมปว่า สี จิ้นผิง และทรัมป์ไม่ได้มีการหารือกันเกี่ยวกับภาษีศุลกากร นอกจากนี้ นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐไม่ได้บ่งชี้สัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับการที่สหรัฐจะบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับจีน

แต่ระบุว่าความรับผิดชอบในเรื่องดังกล่าวไม่ได้อยู่ทางสหรัฐ โดยกล่าวว่า การผ่อนคลายสถานการณ์ในเรื่องภาษีจะขึ้นอยู่กับทางจีนเนื่องจากจีนขายสินค้าให้สหรัฐมากกว่าที่สหรัฐขายให้จีนถึง 5 เท่า ดังนั้นการเรียกเก็บภาษีที่ระดับ 120% และ 145% จึงเป็นเรื่องที่ไม่ยั่งยืนและมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้

ทั้งนี้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มเข้าสู่ช่วงงดเว้นการแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการเงิน (Blackout Period) ก่อนที่เฟดจะจัดการประชุมกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ในวันที่ 6-7 พ.ค. โดยกฎระเบียบของเฟดได้ระบุห้ามเจ้าหน้าที่เฟดแสดงความเห็นหรือให้สัมภาษณ์ในช่วง Blackout Period เกี่ยวกับนโยบายการเงิน โดยเริ่มตั้งแต่วันเสาร์ที่สองก่อนที่การประชุม FOMC จะเริ่มขึ้น และสิ้นสุดในวันพฤหัสบดีหลังการประชุม FOMC

เพื่อป้องกันไม่ให้สาธารณชนตีความว่าเป็นการบ่งชี้การดำเนินการด้านอัตราดอกเบี้ยของเฟดในการประชุมนโยบายการเงินที่จะมาถึง ทั้งนี้นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะประกาศคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า แม้ก่อนหน้านี้ทรัมป์ ได้กดดันอย่างหนักให้เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด รีบปรับลดอัตราดอกเบี้ยโดยเร็ว นอกจากนี้นักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้งในปีนี้ โดยจะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน กรกฎาคม ตุลาคม และธันวาคม ทั้งนี FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 95.1% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 4.25-4.50% ในการประชุมวันที่ 6-7 พ.ค.

ด้านปัจจัยภายในประเทศ ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าตามการอ่อนค่าของดอลลาร์ และการปรับขึ้นของราคาทองคำ สำหรับการประชุม กนง.ในวันพรุ่งนี้ (30/4) นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า กนง.มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ลงมาอยู่ที่ระดับ 1.75% เนื่องจากประเมินถึงผลกระทบจากปัจจัยคุกคามคู่ (Twin shocks) ทั้งจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปลายเดือนมีนาคมและการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐ ว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

นอกจากนี้จำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนและเกาหลีใต้ที่เข้ามาน้อยกว่าคาด รวมถึงโมเมนตั้มเศรษฐกิจในประเทศมีท่าทีอ่อนแรงลง ทำให้มองว่า GDP ปีนี้มีแนวโน้มออกมาต่ำกว่าที่เคยคาดไว้ โดยก่อนหน้าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เคยประเมิน GDP ไทยปีนี้ว่ามีความเสี่ยงโตต่ำกว่า 2.5% ซึ่งล่าสุดทางธนาคารโลก (World Bank) ได้ปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปี 2568 เหลือโต 1.6% ชะลอลงจากเมื่อเดือน ก.พ. 68 ที่ได้ประเมินว่าจะเติบโตได้ 2.9%

เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าระหว่างประเทศและความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการลงทุน ซึ่งจากความไม่แน่นอนที่ยังคงอยูในระดับสูง ความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศราฐกิจก็ยังคงอยู่ในระดับสูงด้วย ขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ในภูมิภาคเอเชียงตะวันออกและแปซิฟิก จะลดลงมาอยู่ที่ 4.0% จาก 5.0% ตามลำดับ

ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนในระดับสากลที่เพิ่มมากขึ้น กำลังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของทั้งภาคธุรกิจและผู้บริโภค ส่งผลให้การลงทุนและการบริโภคถูกจำกัด นอกจากนี้ การส่งออกของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ก็คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดทางการค้า ในขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง ก็มีแนวโน้มที่จะส่งผลทำให้อุปสงค์ภายนอกประเทศยังคงลดลงต่อไป

ทั้งนี้จากความกังวลดังกล่าว จึงเป็นที่คาดการณ์กันว่า กนง.อาจปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 1 ครั้ง ในช่วงที่เหลือของปีนี้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องเฝ้ารอความชัดเจนอีกครั้งในการประชุมวันพรุ่งนี้ (30/4) เนื่องจากมีโอกาสเช่นกันที่ กนง.อาจใช้แนวทาง wait-and-see เพื่อเตรียมเก็บกระสุนด้านดอกเบี้ยไว้ใช้ในช่วงครึ่งหลังของปี ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 33.26-38 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 33.36/38 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (29/4) ที่ระดับ 1.14056/58 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวัน (28/4) ที่ระดับ 1.1355/57 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรปรับตัวแข็งค่า ตามการอ่อนค่าของดอลลาร์ อย่างไรก็ตามการแข็งค่าของยูโรโซนเป็นไปได้อย่างจำกัดหลังนายโอลลี เรห์น สมาชิก ECB และเป็นผู้ว่าการธนาคารกลางฟินแลนด์ มองว่าธนาคากลางยุโรปมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ต่ำกว่าระดับกลาง (neutral level) ซึ่งเป็นระดับที่ช่วยให้เศรษฐกิจอยู่ในภาวะสมดุล

นอกจากนี้ ข้อมูลจาก LSEG เผยว่านักลงทุนให้น้ำหนัก 75% จะลดดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน มากขึ้นจากเดิมที่เคยให้น้ำหนัก 60% ก่อนที่ ECB จะมีมติครั้งล่าสุด ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวกรอบระหว่าง 1.1373-1.1424 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1382/84 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (29/4) ที่ระดับ 142.25/27 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเล็กน้อยเมื่อวันจันทร์ (21/4) ที่ระดับ 143.47/49 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนปรับตัวแข็งค่าขึ้น เนื่องจากนักลงทุนกลับเข้าซื้อเงินเยน ซึ่งเป็นสินทรัพยฺปลอดภัย หลังมีความไม่ชัดเจนในการเจรจาด้านภาษีระหว่างสหรัฐและจีน

สำหรับความคืบหน้าของทางญี่ปุ่น นายอัตสึชิ มิมูระ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังฝ่ายกิจการระหว่างประเทศของญี่ปุ่น ได้ออกมาปฏิเสธรายงานหนังสือพิมพ์โยมิอุระที่ได้รายงานไม่ได้อ้างอิงแหล่งข่าวเมื่อวันศุกร์ (25/4) ว่าในระหว่างการพบปะหารือกันเป็นครั้งแรกเมื่อวันพฤหัสบดี (24/4) ระหว่างสหรัฐและญี่ปุ่น นอกรอบการประชุมของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลกที่กรุงวอชิงตันว่า มีการพูดถึงความต้องการที่จะทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงและเงินเยนแข็งค่าขึ้น

โดยการปฏิเสธข่าวนี้ของนายมิมุระ เป็นการช่วยยืนยันอีกเสียง หลังนายคาสึโนบุ คาโตะ รัฐมนตรีคังได้ออกมาปฏิเสธรายงานดังกล่าวผ่านทางแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (x) ไปแล้วก่อนหน้านี้ ทั้งนี้เป็นการย้ำว่าสหรัฐไม่ได้กล่าวถึงเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยนในการหารือทวิภาคีดังกล่าว โดยเป้าหมายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อยู่ที่ต้องการแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐเท่านั้น ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 142.05-142.67 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 142.66/67 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ราคาบ้านเดือน ก.พ.จากเอสแอนด์พี/เคส-ชิลเลอร์ (29/04), ตัวเลขการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) เดือน มี.ค. (29/04) ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือน เม.ย. จาก ADP (30/4), ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาตร 1/2568 (ประมาณการเบื้องต้น) (30/4),

ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือน มี.ค. (30/4), ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (Pending Home Sales) เดือนมี.ค. (30/4), สต๊อกน้ำมันรายสัปดาห์จากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) (30/4), การประชุมนโยบายการเงินของประเทศไทย (30/4),

จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (01/05), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายเดือน เม.ย. จาก S&P Global (01/05), ดัชนีภาคการผลิตเดือน เม.ย.จากสถาบันจัดการด้านอุปทาน (ISM) (01/05), การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างเดือน มี.ค. (01/05), สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -8.2/-8 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -8/+6.7 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ค่าเงินดอลลาร์ ดอลลาร์