ลัคกี้เฟลม ก้าวใหม่รอบ 50 ปี โกกรีน-รุกอาเซียน ปั้นรายได้ 1,000 ล้าน
ลัคกี้เฟลม เผยทิศทางก้าวใหม่หลังครบรอบ 50 ปี ยกทัพสินค้าสมาร์ทลงตลาด พร้อมโฟกัสสิ่งแวดล้อมหวังเป็นจุดเด่นรุกตลาดอาเซียน มั่นใจรายได้ปั 2568 โต 10% แตะ 1,000 ล้านบาท
นายเชาว์เลิศ ลีลาศวัฒนกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ลัคกี้เฟลม จำกัด กล่าวว่า ตลาดเตาแก๊สและเตาไฟฟ้าที่ใช้ในครัวเรือนนั้น ลูกค้าระดับกลางถึงสูงยังมีความสามารถในการจับจ่ายที่ดี โดยมีความต้องการสินค้าที่ตอบโจทย์ 3 ด้าน คือ ดีไซน์โดดเด่น มีนวัตกรรม-เทคโนโลยี และฟังก์ชันการใช้งานทันสมัย
ดังนั้นทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2568 นี้ จะก้าวใหม่และสำคัญในวาระครบรอบ 50 ปี โดยจะรักษาฐานในกลุ่มแม่บ้าน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ Mass Market พร้อมกับให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าในเมืองและคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อสูงมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ประเภท Built-in และสินค้าสำหรับผู้อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียม ที่ต้องการความสะดวก ปลอดภัยและเหมาะสมกับพื้นที่จำกัด
สำหรับสินค้าไฮไลท์ในปี 2568 นี้ ประกอบด้วย Nexus ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวอัจฉริยะ ซึ่งมีเครื่องดูดควัน และเตาแก๊ซแบบฝัง โดยสามารถเชื่อมต่อการทำงานระหว่างเตาแก๊สกับเครื่องดูดควันปรับความแรงเครื่องดูดควันตามกำลังไฟของเตา หัวเตา มีระบบตัดแก๊สทันทีที่เปลวไฟดับ พื้นผิวหน้าเตาแบบกระจกรับประกันตลอดอายุการใช้งาน รวมถึงเตาแก๊สอัจฉริยะ i-Hob สามารถเชื่อมต่อ Application บนสมาร์ทโฟน เพิ่มความสะดวก และปลอดภัย
นอกจากนั้นยังจะมีการออกผลิตภัณฑ์ เตาไฟฟ้ารุ่น พิเศษ (Limited Edition) ฉลอง 50 ปี โดยจะร่วมกับนักออกแบบและดีไซน์เนอร์ชื่อดังอีกด้วย
พร้อมกันนี้จะรุกตลาดต่างประเทศ โดยมีจุดเด่นด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนเป็นหัวหอก ตามเป้าหมายในการเป็นแบรนด์ไทยที่มีศักยภาพระดับสากล ขยายตลาดในอาเซียน และพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์อนาคต
โดยมุ่งเน้นความยั่งยืน (ESG) อย่างเป็นรูปธรรม อาทิ การปรับปรุงกระบวนการผลิตที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพทั้งการติดตั้งโซลาเซลล์ 600 กิโลวัตต์ ทำให้ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 1,500 ตัน รวมถึงกระบวนการบำบัดน้ำและอากาศจากการผลิต ทำให้ทางบริษัทฯ ได้รับการรับรองจากกระทรวงอุตสาหกรรมให้เป็น อุตสาหกรรมสีเขียว
นอกจากนั้นยังดำเนินนโยบายด้าน Circular Economy ทำการศึกษาและพัฒนาการนำเศษวัสดุจากการผลิต มาผลิตเป็นชิ้นส่วนใหม่ที่นำไปใช้ต่อได้ตามหลัก Upcycling ทำให้ลดต้นทุน ลดของเสียที่ทำให้เกิดขยะและใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า รวมถึงยังมีการลงทุนด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การใช้แขนกลในกระบวนการ Die Casting การใช้ระบบ IT, ในการควบคุมคุณภาพในกระบวนการผลิต ฯลฯ
ทั้งนี้วางเป้ารายได้ในปี 2568 ไว้ที่ 1,000 ล้านบาท เติบโตเพิ่มได้ 10% และคาดว่าในอีก 3ปี จะเติบโตได้ถึง 1,200 ล้านบาท จากปัจจัยการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาด การจับมือพันธมิตรใหม่ และการรุกตลาดส่งออกต่างประเทศที่มากขึ้นอีกด้วย