ราคาขายส่งจอ LCD วัตถุดิบสำคัญสำหรับทีวีทั้งแบบ LCD และ LED ปรับตัวสูงขึ้น 3 ไตรมาสต่อเนื่อง หลังบรรดาผู้ผลิตทีวีแห่สต๊อกวัตถุดิบรับดีมานด์ช่วงบอลโลก 2026 สวนทางกับราคาจอ OLED ที่ลดลงต่อเนื่อง 8 เดือน
สำนักข่าว นิคเคอิ เอเชีย รายงานว่า ช่วงมกราคม-มีนาคม 2026 ราคาหน้าจอ LCD หรือ LCD panel วัตถุดิบหลักสำหรับผลิตทีวีทั้งแบบ LCD TV และ LED TV ในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง 3 เดือนติดต่อกัน ส่งผลให้ราคาขยับขึ้นมาแล้ว 3% เมื่อเทียบเดือนธันวาคม 2025
โดยในเดือนมีนาคม 2026 ราคาขายส่งหน้าจอ LCD ขนาด 55 นิ้วอยู่ที่ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อชิ้น แพงกว่าเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนหน้าจอ LCD ขนาด 32 นิ้วอยู่ที่ 35 ดอลลาร์สหรัฐต่อชิ้น แพงกว่าเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1 ดอลลาร์สหรัฐเช่นกัน
ตุนวัตถุดิบรับดีมานด์ทีวีช่วงบอลโลก
สถานการณ์ราคาขายส่งหน้าจอ LCD พุ่งขึ้นต่อเนื่องนี้ เป็นผลจากการเพิ่มสต๊อกสินค้าของบรรดาผู้ผลิตทีวี ที่พยายามหาวัตถุดิบมาสำรองไว้เพื่อผลิตสินค้าในช่วงการแข่งขันบอลโลก 2026 หรือ FIFA World Cup 2026 ที่จะจัดในเดือนมิถุนายน 2026 นี้
สอดคล้องกับข้อมูลของบริษัทวิจัย Counterpoint Research ที่ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2026 อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานผลิตแผง LCD ทั่วโลกยังคงอยู่ในระดับสูงถึง 81% – 86%
Ram แพงพ่นพิษ
อีกปัจจัยที่กระตุ้นให้ผู้ผลิตทีวีต่างรีบชิงซัพพลายหน้าจอ LCD ในปีนี้ เชื่อว่าเป็นผลพวงจากวิกฤตแรม (Ram) หรือชิปหน่วยความจำขาดแคลน และราคาพุ่งแบบก้าวกระโดดตั้งแต่ต้นปี
โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ราคาขายส่งของชิป DDR4 ขนาด 8 กิกะบิต ซึ่งใช้ในทีวีสูงขึ้นกว่าเมื่อปีที่แล้วถึง 8.8 เท่า และเหล่าผู้ผลิตทีวีคาดว่าราคาจะสูงขึ้นอีก จึงสั่งซื้อชิปและแผงหน้าจอไว้ล่วงหน้าไปพร้อมกันในทีเดียว
OLED ราคาลดสวนทาง
อย่างไรก็ตามขณะที่ราคาขายส่งหน้าจอ LCD กำลังพุ่งสูง ราคาขายส่งหน้าจอ OLED กลับลดลงต่อเนื่องสวนทางกัน โดยราคาขายส่งหน้าจอ OLED ในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคมลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า ราคาขายส่งหน้าจอ OLED ขนาด 55 นิ้วอยู่ที่ 384 ดอลลาร์ต่อหน่วย ลดลง 3 ดอลลาร์ นับเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 7 ส่วนราคาขายส่งหน้าจอ OLED ขนาด 65 นิ้วลดลง 5 ดอลลาร์ เหลือประมาณ 565 ดอลลาร์ นับเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 8
ทั้งนี้ในไตรมาสแรกปี 2026 ผู้ผลิตหน้าจอ OLED รายใหญ่ 2 รายคือ Samsung Display และ LG Display มีอัตราการใช้กำลังการผลิตในโรงงานเพียง 64% และ 71% เท่านั้น