แป้งบูรพา ประกาศเดินหน้าสู่การเป็น “ฟู้ด เทค คอมพานี” เต็มรูปแบบ ด้วยกลยุทธ์ยกระดับสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ พร้อมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ “หมีกินเล่น” เจาะตลาดอาหารพร้อมปรุงในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ขณะเดียวกันยังเตรียมขยายกำลังการผลิตรองรับการเติบโตในประเทศและส่งออก ตั้งเป้ารายได้แตะ 1,000 ล้านบาทภายในปี 2569
นางสาวสถาพร ไพศาลบูรพา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บูรพา พรอสเพอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายแป้งข้าวชั้นนำภายใต้แบรนด์ “Burapa Prosper” และ “หมีคู่ดาว” เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมแป้ง (ไม่รวมแป้งสาลี) มีมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท โดยกลุ่มแป้งพื้นฐานอาจจะไม่ได้เติบโตมากนัก แต่กลุ่มแป้งผสมและแป้งพร้อมใช้กลับมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความสะดวกสบาย
โดยภาพรวมตลาดเติบโตในระดับ Single Digit ที่ 4-5% ขณะที่ตลาดต่างประเทศในบางประเทศยังคงเติบโตในระดับ Double Digit ซึ่งแป้งบูรพาถือครองส่วนแบ่งในอุตสาหกรรมแป้ง (ไม่รวมแป้งสาลี) อยู่ที่ประมาณ 30%
ส่ง “หมีกินเล่น” เจาะเจนใหม่
ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าว ในปี 2568 บริษัทจึงมีแผนพลิกเกมแป้งไทยสู่เวทีโลก ด้วยยุทธศาสตร์ใหม่ ‘Next-Level Texture’ เป็นผู้นำด้านการส่งมอบ “เนื้อสัมผัส” ที่แตกต่างอย่างสร้างสรรค์ โดยจะประเดิมด้วยการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ “หมีกินเล่น” ภายใต้แนวคิด “ทำกินเองง่าย ทำขายกำไรดี” ซึ่งจะเตรียมเปิดตัวเป็นครั้งแรกในงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2025 วันที่ 27 พฤษภาคม 2568 นี้ เพื่อตอบรับเทรนด์บริโภคของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวกและรสชาติที่โดดเด่น
ขณะที่แบรนด์หมีคู่ดาว มีแผนสร้างการรับรู้ในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยเบื้องต้นเตรียมเปิดตัวมาสคอต “จันจัน” และ “นั่วนั่ว” เพื่อเชื่อมโยงแบรนด์กับภาพลักษณ์ Modern Thai Identity ให้เข้าถึงเจนเนอเรชันใหม่มากขึ้น
ทุ่มงบฯ 70 ล้าน-ขยายกำลังผลิต
นอกจากนี้ เพื่อรองรับความต้องการในกลุ่มแป้งผสมที่เติบโตอย่างรวดเร็ว บริษัทก็ได้วางแผนลงทุนกว่า 70 ล้านบาท สร้างโรงงานแห่งใหม่ที่จังหวัดชลบุรี เพิ่มอีก 1 แห่ง เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตแป้งผสมอีก 12,000 ตัน โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569 จากปัจจุบันมีกำลังการผลิตรวม 94,000 ตัน แบ่งเป็นโรงงานที่บางแสน 24,000 ตัน และโรงงานที่อินโดนีเซีย 70,000 ตัน
“โดยเบื้องต้นโรงงานที่บางแสนจะเน้นผลิตแป้งพื้นฐานและแป้งผสมสำหรับตลาดในประเทศและส่งออก ส่วนอินโดนีเซียจะเน้นผลิตแป้งพื้นฐานเพื่อจำหน่ายในประเทศเป็นหลัก ขณะเดียวกันบริษัทก็มีแผนที่จะขยายตลาดส่งออกไปยังตลาดอินเดียและตะวันออกกลาง ด้วยการไปร่วมออกบูธแสดงสินค้าในงานไอศกรีมเอ็กซ์โปที่อินเดียช่วงปลายปีนี้”
รวมถึงยังมีแผนเดินหน้ายกระดับสินค้าผ่านการพัฒนานวัตกรรม ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ร่วมคิดค้นกับลูกค้า และการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ได้คุณภาพสูงสุด ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล โดยมีทีม R&D เป็นหัวใจสำคัญของการคิดค้นสูตรเฉพาะด้วยเช่นกัน
เน้นสร้างแบรนด์-อิมแพค
สำหรับในส่วนของช่องทางจำหน่าย เบื้องต้นแม้ช่องทางจำหน่ายหลักยังคงเป็นออฟไลน์ โดยเฉพาะค้าส่งผ่านแม็คโคร ซึ่งคิดเป็น 80% ของยอดขายทั้งหมด แต่บริษัทก็ยังคงให้ความสำคัญกับการตลาดออนไลน์ โดยในปี 2568 วางแผนใช้งบประมาณรวม 10 ล้านบาท ในการมุ่งเน้นสร้างการรับรู้แบรนด์ผ่านการรีวิวสินค้าโดยอินฟลูเอนเซอร์ และกิจกรรมชงชิมในพื้นที่ขาย
นอกจากนี้ ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า บริษัทก็มีแผนที่จะศึกษาต่อยอดผลิตภัณฑ์ในกลุ่มแป้งไปยังกลุ่มแป้งพร้อมทาน เพื่อให้ตอบโจทย์กับผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่ต้องการความสะดวก และรวดเร็ว รวมถึงมีแผนเตรียมขยายฐานลูกค้าจากกลุ่ม B2B สู่ผู้บริโภครายย่อยมากขึ้นเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม จากแผนการดำเนินงานดังกล่าวคาดว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้า บริษัทจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 10% และมียอดขายแตะ 1,000 ล้านบาท ภายในปี 2569 ขณะที่สิ้นปี 2568 ตั้งเป้ารายได้แตะ 900 ล้านบาท
