Skip to content

JLL ชี้ตลาดซื้อขายโรงแรมไทยหมดยุคบูม คาดมูลค่า 13,000 ล้านบาท

22 พ.ค. 2568 | 23:59น.
JLL ชี้ตลาดซื้อขายโรงแรมไทยหมดยุคบูม คาดมูลค่า 13,000 ล้านบาท

JLL ชี้ตลาดซื้อขายโรงแรมไทย “หมดยุคบูม” เหตุมีโรงแรมใหม่ คุณภาพดีเพิ่มในตลาด อัตราเข้าพัก-ค่าห้องพักอยู่ในเกณฑ์น่าพอใจ คาดมูลค่าทั้งปี’68 อยู่ที่ 13,000 ล้านบาท

นางสาวพิมพ์พะงา ยมจินดา รองประธานบริหารฝ่ายบริการลงทุนซื้อขายภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก จากกลุ่มบริการการลงทุนด้านโรงแรมของเจแอลแอล (JLL Hotels & Hospitality Group) เปิดเผยว่า ปี 2568 การขยายตัวของการลงทุนซื้อขายโรงแรมในไทยมีแนวโน้มที่จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

จากปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ การมีโรงแรมคุณภาพดีใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามาในตลาด ในขณะที่อัตราการเข้าใช้บริการและอัตราค่าห้องพักรายวันเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจสำหรับผู้ประกอบการ

ปัจจัยเหล่านี้ได้ลดความร้อนแรงของตลาดการซื้อขายโรงแรม ที่เคยทำสถิติสูงสุดในปี 2567 ที่ผ่านมา โดยคาดว่าในปี 2568 ตลาดการลงทุนซื้อขายโรงแรมในไทยจะมีมูลค่า 13,000 ล้านบาท ใกล้เคียงเกณฑ์เฉลี่ยในอดีต

โดยเจแอลแอลคาดการณ์ว่า ในปี 2568 กรุงเทพฯ จะยังคงเป็นหัวเมืองหลักที่มีมูลค่าการลงทุนซื้อขายโรงแรมสูงที่สุด สัดส่วนเกือบ 60% ของมูลค่าการซื้อขายที่เกิดขึ้นทั้งหมดในไทย

เจแอลแอลยังประเมินด้วยว่า รายการซื้อขายจะมีขนาดหรือมูลค่าเฉลี่ยต่อรายการ 1,800 ล้านบาท สูงขึ้น 80% จากค่าเฉลี่ย 10 ปี ที่มีมูลค่า 1,000 ล้านบาทต่อรายการ

นอกจากนี้ คาดรายการซื้อขายที่เกิดส่วนใหญ่ในปีนี้จะเป็นธุรกรรมการซื้อขายโรงแรมเดี่ยว (ไม่ใช่การซื้อขายหลายโรงแรมในพอร์ตเดียว) เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในปี 2567 ที่ส่วนใหญ่เป็นการซื้อขายโรงแรมเดี่ยวเช่นกัน

ซึ่งรวมถึงโรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท ที่เป็นการซื้อขายโรงแรมเดี่ยวที่มีมูลค่าสูงสุดในประเทศไทย ซึ่งเจแอลแอลเป็นที่ปรึกษาการขาย

“ปี 2567 ที่ผ่านมา ตลาดซื้อขายโรงแรมในไทยคึกคักมากเป็นพิเศษ จากแรงหนุนของภาคการท่องเที่ยว และผลประกอบการที่เติบโตในภาคธุรกิจโรงแรม”

โดยความต้องการซื้อที่พุ่งสูงขึ้นจากนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ ดันให้มูลค่าการลงทุนซื้อขายโรงแรมในไทยในปี 2567 พุ่งขึ้นทุบสถิติใหม่ (นิวไฮ) 22,000 ล้านบาท ตอกย้ำสถานะของไทยในการเป็นหนึ่งในตลาดหลักสำหรับการลงทุนซื้อขายโรงแรมในภูมิภาค

แนวโน้มปี 2568 กลุ่มโรงแรมระดับไฮเอนด์จะมีผลประกอบการในระดับคงที่ กลุ่มโรงแรมราคาประหยัดและระดับกลางจะยังคงมีผลประกอบการที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ดี ปริมาณการลงทุนซื้อขายที่คาดว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้นในปีนี้ อาจนำไปสู่การเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้กับนักลงทุนและผู้ประกอบการ เกี่ยวกับทางเลือกและวิธีการจัดหาเงินกู้และเงินทุนสำหรับการพัฒนาเพื่อสิ่งแวดล้อม

“ธุรกิจโรงแรมไทยมีปัจจัยพื้นฐานดึงดูดสำหรับนักลงทุน สำหรับภาคการท่องเที่ยวที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย กลไกต่าง ๆ ด้านการจัดสรรเงินทุน มีบทบาทสำคัญอย่างมาก ทั้งสำหรับการขยายการเติบโต การปรับปรุงโรงแรม และการพัฒนาโครงการใหม่”

ปัจจุบันมีทางเลือกมากขึ้นในการเข้าถึงเงินทุน นอกจากธนาคาร ยังมีสถาบันการเงินกลุ่ม Nonbank ที่สามารถให้การสนับสนุนทางการเงินแก่นักลงทุน และผู้ประกอบการโรงแรมที่ต้องการเงินทุนเพื่อรองรับความต้องการในภาคการท่องเที่ยว

ในด้านสินเชื่อสำหรับภาคธุรกิจโรงแรม ธนาคารทั่วไปเน้นผู้กู้โครงการขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคง และมีกระบวนการต่าง ๆ ด้านการประเมินและตรวจสอบสถานะโครงการอย่างครอบคลุม

ส่วนการออกสินเชื่อระยะยาว โดยทั่วไปจะเน้นให้ความสำคัญกับหลักทรัพย์ประกัน ซึ่งมักจะเป็นตัวโรงแรมเอง

ส่วนสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Nonbank) ได้แก่ บริษัทลีสซิ่ง บริษัทเงินทุน และบริษัทสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมเฉพาะกลุ่ม มีการสนองตอบความต้องการของผู้กู้ และให้ความคล่องตัวได้มากกว่า

สถาบันการเงินประเภทน็อนแบงก์กำลังได้รับความสนใจจากกลุ่มนักลงทุนมากขึ้น ในฐานะที่เป็นแหล่งเงินกู้ที่มีความยืดหยุ่นและสร้างสรรค์กว่า สามารถรองรับโรงแรมที่ไม่ใช่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของบรรดาธนาคารพาณิชย์

แม้โดยทั่วไปอัตราดอกเบี้ยของสถาบันการเงิน Nonbank จะสูงกว่า สอดรับกับความเสี่ยงที่สูงกว่าเช่นกัน แต่สถาบันการเงินประเภทนี้มักจะสามารถจัดแพ็กเกจสินเชื่อได้ตามความต้องการของผู้กู้ อนุมัติได้เร็วกว่า และมีเงื่อนไขที่ยืดหยุ่นกว่า ตอบโจทย์ธุรกิจโรงแรมที่มีรายได้ขึ้นลงตามฤดูกาล

นอกจากนี้ โลกยุคใหม่ทั้งรัฐบาลประเทศต่าง ๆ สถาบันเงินกู้ และผู้กู้ ได้ให้ความสำคัญมากขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจและการพัฒนาก่อสร้างโครงการโรงแรม

ปรากฏการณ์นี้มีธนาคารไทยและสถาบันเงินกู้ระหว่างประเทศบางรายเสนอสินเชื่อสำหรับการพัฒนาเพื่อสิ่งแวดล้อมให้กับธุรกิจโรงแรมในไทย เป็นการเตรียมการเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่คาดว่าจะมีขึ้นในอนาคต ในส่วนที่เกี่ยวกฎระเบียบข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อม

นางสาว YouRee Park รองประธานฝ่ายบริการที่ปรึกษาและบริหารสินทรัพย์ภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก กลุ่มบริการการลงทุนด้านโรงแรมของเจแอลแอล กล่าวว่า ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นที่ได้รับการให้ความสำคัญมากกว่าที่เคย ทั้งเจ้าของและผู้ประกอบการโรงแรม ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ ในวงกว้าง

ทั้งนี้ การขอสินเชื่อเพื่อการพัฒนาด้านความยั่งยืน ยึดตามกรอบของมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมสำหรับประเมินการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ที่กำหนดขึ้นโดยธนาคารแห่งประเทศไทย

ดังนั้น การดำเนินตามข้อผูกพันดังกล่าวจะสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญอย่างจริงจังในประเด็นด้านความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อภาพลักษณ์ขององค์กร และการได้รับความไว้วางใจจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

JLL ตลาดซื้อขายโรงแรมในไทย