เปิดวิสัยทัศน์เศรษฐกิจ อดีตนายกรัฐมนตรี แก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยอย่างไร
นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แสดงวิสัยทัศน์ในงานเสวนา “ปลดล็อกอนาคตประเทศไทยสู้วิกฤตโลก Unlocking Thailand’s Future” จัดขึ้นเมื่อคืนวานที่ผ่านมา โดยนายทักษิณได้กล่าวถึงหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศไทย ทั้งการฟื้นฟูความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว เมกะอีเวนต์ และแซนด์บอกซ์ดึงเม็ดเงินต่างชาติเข้าประเทศ
ประชาชาติธุรกิจ สรุปประเด็นเศรษฐกิจได้ ดังนี้
ปัญหาทำประเทศสะดุด
นายทักษิณกล่าวว่า ภาษีทรัมป์เป็นหนึ่งในสามเรื่องที่ทำให้เศรษฐกิจประเทศสะดุด ซึ่งเรายื่นข้อเสนอใหม่ เพื่อไม่ให้เราเสียเปรียบ หรือถูกเบียดเบียน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสินค้าเกษตร สินค้าเอสเอ็มอี อัญมณี ตามแนวทางที่ยึดว่า หากจะนำเข้าสินค้าจากอเมริกามาแข่งขันกับสินค้าที่นำเข้าจากประเทศอื่นก็เป็นเรื่องที่ดี เรายอมรับให้เขามาแข่งกันเอง เช่น เนื้อ มอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ จากที่การพูดคุยกันก็เชื่อว่าจะตกลงใจกันได้ แต่ขอให้จำไว้ว่า คำว่าดีลไม่มีการจบ เพราะเป็นลักษณะของการเจรจาธุรกิจ
และหนึ่งสิ่งที่เป็นปัญหา จากการวิเคราะห์ทั่วโลกจีดีพีประเทศไทยโตน้อยเกินศักยภาพ 22-75% เนื่องเราบริหารแบบไม่มีทิศทางมานาน และแบงก์ชาติที่พยายามรักษาสถานะของแบงก์พาณิชย์ เพราะกลัวแบงก์พาณิชย์จะพลาดเหมือนปี 2540 สมัยวิกฤตต้มยำกุ้ง
แบงก์ชาติจึงดึงเงินออกจากระบบมาก จนทำให้แบงก์พาณิชย์มีความเสี่ยงน้อย และทำให้ธุรกิจเหนื่อย ประกอบกับเราไม่ป้องกันตัวเอง เพราะเมื่อจีนส่งสินค้าเข้ามา และมีการคอร์รัปชั่นตามชายแดนศุลกากรต่าง ๆ ก็ทำให้เอสเอ็มอีไทยตาย
สมาร์ทซิตี้-เมกะอีเวนต์-เอ็นฯคอมเพล็กซ์
การท่องเที่ยวถือเป็นไม้แข็งที่ปฏิเสธไม่ได้ ว่าเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจไทย แต่ในตอนนี้เรากำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายในเรื่องนี้ นายทักษิณกล่าวว่า วันนี้ที่เมืองจีนมาเมืองไทยลดลงเพราะเกิดกรณีดาราจีนโดนหลอกจากพวกแสตมป์ฝั่งแม่สอด และหายตัวข้ามไปฝั่งโน้น ซึ่งกว่าจะออกมาได้ก็ต้องข่มขู่กันแทบตาย
และพอออกมาภาพก็เสียไปแล้ว เพราะออกข่าวเต็มไปหมด เพราะมีการไปลงว่าประเทศไทยไม่ปลอดภัย ฉะนั้น วันนี้ความปลอดภัยจึงเป็นความสำคัญ และเราต้องเร่งให้เมืองท่องเที่ยวเป็นสมาร์ทซิตี้ด้วยการติดกล้องเอไอทั้งหมด
ส่วนอีเวนต์ใหญ่เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวนั้น นายทักษิณกล่าวว่า นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เตรียมเรื่องใหม่ ๆ ให้กับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการจัดเทศกาล Tomorrowland ในปีหน้า อีกปีหนึ่งก็จะมีการแข่งขัน Formula 1 โดยใช้สนามแข่งที่เขตจตุจักร และจะเป็น F1 ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จะมีคนดูเยอะมาก
“เราจะเก็บเงินชาวบ้านถูก ๆ เพื่อให้มีโอกาสได้เข้ามาดู แต่ในส่วนที่ราคาแพงจะเป็นห้องในราคา 100,000-200,000 บาท ส่วนชาวบ้านเก็บแค่ 100 บาท เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้เราต้องการให้เกิดกระแสความเข้าใจเรื่องใหม่ ๆ ให้คนไทยได้ทันสมัย ได้มีไอเดียที่จะคิดทำมาหากินในโอกาสต่อไป”
นอกจากนี้ ยังจะมี Bangkok Fashion’s Week ควบคู่กันไป และจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ ๆ มาในช่วงนั้นด้วย เพราะฉะนั้นช่วงนั้นโรงแรมก็จะเต็มแน่นอนไม่เหลือที่อยู่ด้วยซ้ำ ส่วนเรื่องเอ็นเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ หมายถึงจุดศูนย์รวมการท่องเที่ยวทุกอย่าง ยกตัวอย่าง เช่น สกีสโลปที่ไม่ต้องไปสวิตเซอร์แลนด์ก็ได้เล่นสกีในห้องแอร์ แบบนี้ถึงจะเป็นเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจ
และเก็บเงินในราคาถูก เพราะถ้าเก็บแพงก็ไม่มีคนเข้า ก็เก็บราคาถูกแล้วไปอาศัยกำไรกับกาสิโน ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหนก็เดินเข้าได้ เพราะมีระบบที่เรียกว่า Know Your Customer หรือ KYC ใครที่เป็นลูกค้าแต่ไม่มีแหล่งที่มาของรายได้ เขาก็ไม่ให้เข้า จึงไม่สามารถกล่าวได้ว่ากาสิโนจะมาว่ามอมเมา
“ยังไม่รู้เรื่องอะไรแล้วมาพูด ผู้ที่รู้น้อยพูดมากนี่มันน่ารำคาญ วันนี้สิ่งเหล่านี้ก็เดินหน้าต่อไป” นายทักษิณกล่าว

ไทยแลนด์แซนด์บ็อกซ์
นายทักษิณกล่าวอีกว่า อีกไม่นานภายใน 2-3 เดือน เราจะมีแซนด์บ็อกซ์ทั่วประเทศ ทางธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความร่วมมือเรื่อง e-Money ก็จะทำให้ไทยมีคริปโตของโลก สามารถนำมาจับจ่ายใช้สอยที่ประเทศไทยได้
เขายกตัวอย่างสายการบิน Emirates ประกาศขายตั๋วด้วย Bitcoins ซึ่งคนที่ถือเงินดังกล่าวคือคนรวยทั้งหมด ฉะนั้น วันนี้ต้นทุนพวกนี้ต่ำ จนมีความรู้สึกอยากใช้เงิน หากสกุลเงินแบบนี้เกิดขึ้น เขาเชื่อว่าก็จะมีการจับจ่ายใช้สอยในประเทศไทยมากขึ้น
สมมุตินำบิตคอยน์ 500,000 บาทไปซื้อของในห้างเซ็นทรัล ก็สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้ทันที เพราะมีระบบ Network จึงไม่มีความเสี่ยง ซึ่งคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยในปีนี้
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึง Golden Visa การให้วีซ่ากับคนต่างชาติในระยะยาว 10 ปี แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องมีการฝากเงินและลงทุน พอครบห้าปีแล้วเช็กประวัติดูไม่เคยก่ออาชญากรรม มีการเสียภาษีอย่างถูกต้อง ก็มีสิทธิที่จะขอเป็นประชาชนคนไทย และพอได้ Golden Visa ก็ให้สิทธิซื้อบ้านเพื่อการอยู่อาศัย ซึ่งจะทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์และภาคการก่อสร้างเติบโต
ขณะเดียวกัน ก็สร้างรายได้เกือบเท่ากับ GDP ของประเทศ เมื่อได้เงินมาแบบนี้ก็เอาไปเป็นสวัสดิการของประชาชน ส่งผลให้ GDP เติบโตขึ้น และหนี้ประเทศลดลง การจับจ่ายใช้สอยก็จะมีเงินใหม่เข้ามา
ซึ่งจำเป็นสำหรับประเทศไทย เพราะเราต้องการเพิ่มคนเสียภาษี เนื่องจากปัจจุบันมีคนเสียภาษีแค่ 4 ล้านกว่าคน จากประชากรกว่า 70 ล้านคน นอกนั้นรัฐบาลเก็บจากภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้ส่วนบุคคล เพราะฉะนั้นหากเรามีชาวต่างชาติที่มีฐานะเข้ามาในประเทศก็จะมาช่วยเสียภาษีให้ประเทศไทย ขณะเดียวกัน ชาวต่างชาติเขาก็อยากมี Golden Visa เพราะประเทศไทยมีการบริการที่ดี
ดังนั้น วันนี้รัฐบาลต้องจริงจังว่าจะกำหนดกรอบอย่างไร และจะเก็บเงินอย่างไร นี่คือสิ่งที่จะทำให้เงินสะพัด ประเทศไทยวันนี้ไม่มีระบบเจ้าภาพ ฉะนั้น เราต้องสร้างระบบเจ้าภาพ แล้วต้องทำให้เป็นดิจิทัล หรือ Digitalize ระบบราชการเพื่อให้เกิดการใช้บริการผ่านแอปพลิเคชั่น และเว็บไซต์ของกระทรวง
ลอกคลอง-ถมทะเล
การขุดลอกคลองและการถมทะเล หนึ่งในการพัฒนาประเทศไทยที่ไม่ใช่แค่ลดปัญหาน้ำท่วม ลดการสะสมของตะกอน แต่ยังสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น ซึ่งนายทักษิณเสนอว่า ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการขุดดินและทรายจากคลองและแม่น้ำไปใช้ประโยชน์ เช่น นำไปขายหรือใช้ในการถมที่ดิน โดยมีข้อกำหนดว่าต้องรักษาความสมดุลของตลิ่งและไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ส่วนในประเด็นการถมทะเล เป็นแนวคิดที่หลายประเทศทำมาก่อน เพื่อสร้างที่ดินใหม่สำหรับการพัฒนา ซึ่งหากเราทำได้จะสามารถสร้างพื้นที่ใหม่ ๆ ให้กับการพัฒนาที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรม นอกจากนี้ เขาเสนอว่าเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและนักลงทุนต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุนในโครงการ โดยให้สิทธิในการใช้ที่ดินในระยะยาว เช่น สิทธิการเช่า 99 ปี เพื่อกระตุ้นการลงทุนและพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว
นอกจากนี้ นายทักษิณยังกล่าวถึงความสำคัญของการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและนักลงทุนต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุนในโครงการถมทะเล โดยให้สิทธิในการใช้ที่ดินในระยะยาว เช่น สิทธิการเช่า 99 ปี เพื่อกระตุ้นการลงทุนและพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว