เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล 50 วัน พระราชทานพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล 50 วัน พระราชทานพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ
ซมโปะ ประกันภัย ไว้อาลัย “ฮลุน โซโล่” ขอจ่ายค่าเคลื่อนย้ายร่างกลับไทยทั้งหมด
Finance ซมโปะ ประกันภัย ไว้อาลัย “ฮลุน โซโล่” ขอจ่ายค่าเคลื่อนย้ายร่างกลับไทยทั้งหมด
สื่อเกาหลีใต้ชี้ นักท่องเที่ยวไทยวูบ 35.8% แต่คนเกาหลีแห่เที่ยวไทยเพียบ
World สื่อเกาหลีใต้ชี้ นักท่องเที่ยวไทยวูบ 35.8% แต่คนเกาหลีแห่เที่ยวไทยเพียบ
ธอส. นำร่อง “B-YOND” เอไอเอเจนต์ ยกระดับการอนุมัติสินเชื่อให้รวดเร็ว แม่นยำ
Finance ธอส. นำร่อง “B-YOND” เอไอเอเจนต์ ยกระดับการอนุมัติสินเชื่อให้รวดเร็ว แม่นยำ
กรมทรัพย์สินทางปัญญา แจงแนวทางคุ้มครอง วิดีโอในยูทูป ‘ฮลุน โซโล่’
News กรมทรัพย์สินทางปัญญา แจงแนวทางคุ้มครอง วิดีโอในยูทูป ‘ฮลุน โซโล่’
SET ปิดตลาดร่วง 26.36 จุด ถูกกดดันจาก Tech Sell-off ผสมแรงขายหุ้นใหญ่ “DELTA” กดดัชนี 21 จุด
Finance SET ปิดตลาดร่วง 26.36 จุด ถูกกดดันจาก Tech Sell-off ผสมแรงขายหุ้นใหญ่ “DELTA” กดดัชนี 21 จุด
‘จอร์เจีย’ เครื่องยนต์เศรษฐกิจ ท่องเที่ยวแสนล้าน
World ‘จอร์เจีย’ เครื่องยนต์เศรษฐกิจ ท่องเที่ยวแสนล้าน
ในหลวงทรงเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกต จากฤดูร้อนเป็นฤดูฝน
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวงทรงเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกต จากฤดูร้อนเป็นฤดูฝน
LPN ชี้อสังหาฯชะลอตัว คนลังเลซื้อบ้านดันตลาดเช่าโต ยีลด์พุ่ง 7.5%
Real Estate LPN ชี้อสังหาฯชะลอตัว คนลังเลซื้อบ้านดันตลาดเช่าโต ยีลด์พุ่ง 7.5%
โตโยต้า ครองแชมป์ขายรถ ครึ่งปีแรก ขาย 5.39 ล้านคันทั่วโลก
Automotive โตโยต้า ครองแชมป์ขายรถ ครึ่งปีแรก ขาย 5.39 ล้านคันทั่วโลก
ดูทั้งหมด

บิ๊กมูฟแสนล้านเจ้าสัวเจริญ บุกสิงคโปร์-ปักธงริมเจ้าพระยา

25 ก.ค. 2569 | 07:15น.

บิ๊กมูฟข้ามประเทศ “สิริวัฒนภักดี” ชิงเจ้าตลาด The River Journey กลุ่มเฟรเซอร์สฯคว้าที่เบย์ชอร์ 5.55 หมื่นล้าน ทำเลสุดยอดของสิงคโปร์ AWC ทุ่มแสนล้านพัฒนามิกซ์ยูสริมเจ้าพระยาตลอดแนว เชื่อมเจริญกรุง-เจริญนคร ขยายโปรเจ็กต์เอเชียทีค สร้างแม็กเนตใหม่ “เคเบิลคาร์-มิวเซียมระดับโลก” ดึงนักท่องเที่ยวระดับลักเซอรี่ รอพัฒนา “ท่าเรือเสริมสุข-ตึกเก่าอีสต์เอเชียติ๊ก-ทรงวาด”

กลุ่มตระกูล “สิริวัฒนภักดี” มหาเศรษฐีติดอันดับในไทย สร้างแรงกระเพื่อมอีกครั้ง เมื่อ Frasers Property หรือบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลมใต้ปีกของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นำเครือข่ายพันธมิตรลุยสิงคโปร์ ยื่นประมูลที่ดินแปลงใหญ่ด้วยราคาสูงสุด 55,500 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสเชิงพาณิชย์และที่อยู่อาศัยในย่านเบย์ชอร์ ที่รัฐบาลสิงคโปร์หวังปั้นให้เป็นทำเลทองยุคใหม่ของประเทศ

ชิงสิทธิการเช่า 99 ปี

เดอะ บิสซิเนสไทมส์ หนังสือพิมพ์ด้านการเงินของสิงคโปร์ รายงานว่า เมื่อ 15 กรกฎาคม 2569 กลุ่มพันธมิตรธุรกิจที่นำโดย Frasers Property ในอาณาจักรของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี ยื่นเสนอประมูลสูงสุด 2.13 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 55,500 ล้านบาท) เพื่อชิงที่ดินสิทธิเช่า 99 ปีผืนใหญ่ เพื่อพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสในย่านเบย์ชอร์ (Bayshore) หรือคิดเป็น 1,323 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อตารางฟุต (ราว 370,000 บาทต่อตารางเมตร)

จากผู้ประมูล 3 ราย ในการเปิดประมูลพื้นที่แปลงที่สองในโครงการขายที่ดินของรัฐบาลสิงคโปร์ (Singapore Government Land Sales : GLS) ตามแผนสำนักงานการพัฒนาเขตเมือง (URA) ซึ่งเป็นหน่วยงานวางผังเมืองระดับชาติ

กลุ่มกิจการพันธมิตรเจ้าสัวเจริญ ประกอบด้วย Frasers Property, Frasers Centrepoint Trust, Sunway MCL จากมาเลเซีย, Sekisui House จากญี่ปุ่น และ Lum Chang Building Contractors จากสิงคโปร์

ข้อเสนอที่สูงเป็นอันดับสองอยู่ที่ 2.01 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 52,000 ล้านบาท) หรือ 1,250.41 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อตารางฟุต จากกลุ่มพันธมิตรเจ้าถิ่น City Developments, Hong Leong Holdings, Hong Realty และ TID

ข้อเสนอที่ต่ำสุดอยู่ที่ 1.99 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 51,900 ล้านบาท) หรือ 1,235 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อตารางฟุต ของยักษ์อสังหาริมทรัพย์แห่งสิงคโปร์ CapitaLand Development, กลุ่มพันธมิตร UOL และ CapitaLand Integrated Commercial Trust

“ที่ดินแปลงนี้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์สูง ซึ่งถูกจัดสรรไว้เพื่อพัฒนามิกซ์ยูสครบวงจรขนาดใหญ่ในฝั่งตะวันออกของสิงคโปร์” ข้อมูลจากเว็บไซต์ frasersproperty ระบุ

“เชื่อมต่อโดยตรงกับสถานีรถไฟฟ้า MRT เบด็อกเซาท์ บนสายทอมสัน-อีสต์โคสต์ และสถานีขนส่งผู้โดยสารแห่งใหม่ ทำให้โครงการนี้เป็นหนึ่งในพื้นที่พัฒนาแบบผสมผสานขนาดใหญ่ที่สุดที่เปิดตัวในสิงคโปร์จนถึงปัจจุบัน”

เบย์ชอร์ ย่านใหม่ริมน้ำ

สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของสิงคโปร์สู่การพัฒนาแบบบูรณาการที่อยู่อาศัย สิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน และระบบขนส่งสาธารณะ ในฐานะที่เป็นโครงการพัฒนาแบบผสมผสานเพียงแห่งเดียวในเขตเบย์ชอร์ ภายใต้แผนแม่บทของ URA โครงการนี้จึงถูกวางแผนให้เป็นศูนย์กลางการค้า การพักผ่อนหย่อนใจ และการคมนาคมที่สำคัญในย่านใหม่

Ms Soon Su Lin ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ สิงคโปร์ เผยว่า เราเสนอราคาประมูลสูงสุดสำหรับที่ดินบริเวณเบย์ชอร์ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าต่อศักยภาพในระยะยาวของย่านนี้และพื้นที่ฝั่งตะวันออก

“ในฐานะโครงการมิกซ์ยูสและศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งเพียงแห่งเดียวในย่านริมน้ำเบย์ชอร์ ทำเลทองแห่งใหม่ของสิงคโปร์ เราและพันธมิตรชั้นนำได้รับความไว้วางใจ ทั้งมุ่งหวังจะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาเบย์ชอร์ให้ก้าวสู่การเป็นหนึ่งในย่านที่อยู่อาศัยที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาแห่งยุคต่อไปของสิงคโปร์”

ที่ตั้งอยู่ในเขตริมน้ำเบย์ชอร์ คาดว่าจะสร้างที่อยู่อาศัยได้มากถึง 1,280 ยูนิต พื้นที่เชิงพาณิชย์ 22,500 ตารางเมตร (ราว 242,188 ตารางฟุต) รวมถึงศูนย์การค้าที่มีพื้นที่ใช้สอยรวม 22,100 ตารางเมตร (ราว 237,882 ตารางฟุต) และพื้นที่ให้เช่า 14,900-16,700 ตารางเมตร (ราว 160,000-180,000 ตารางฟุต) โดยจะพัฒนาเชื่อมต่อกับ MRT เบด็อกเซาท์บนสายทอมสัน-อีสต์โคสต์ ที่จะเปิดให้บริการ จุดเชื่อมสถานีขนส่งผู้โดยสารและพื้นที่ค้าปลีก

หากได้รับสัมปทาน Frasers Property, Sunway MCL, Sekisui House และ Lum Chang จะร่วมพัฒนาส่วนที่อยู่อาศัย ส่วนค้าปลีกจะพัฒนา โดยเป็นกรรมสิทธิ์ FCT, Sunway MCL และ Sekisui House อย่างเต็มรูปแบบ

ที่ดินผืนนี้มีสัญญาเช่าระยะยาว 99 ปี สามารถก่อสร้างพื้นที่อาคารรวมสูงสุด (GFA) 1.61 ล้านตารางฟุต (ราว 149,573.89 ตารางเมตร)

บิ๊กมูฟ

ผู้ลงทุนรายแรก

ในเว็บไซต์เฟรเซอร์ส ระบุความได้เปรียบในฐานะผู้ลงทุนรายแรกในย่านริมน้ำแห่งใหม่ของย่านเบย์ชอร์ว่า พื้นที่ย่านนี้มีจุดเด่นด้านความสะดวกในการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสายทอมสัน-อีสต์โคสต์ ไลน์ ซึ่งช่วยให้ผู้พักอาศัยเดินทางถึงจุดหมายสำคัญ ๆ ทั่วสิงคโปร์

ทั้งยังเชื่อมต่อโครงข่ายถนนสายหลักหลายสาย ทางด่วนอีสต์โคสต์ปาร์กเวย์, ถนนอัปเปอร์อีสต์โคสต์ และถนนเบย์ชอร์ไดรฟ์ ทำให้เดินทางสู่ย่าศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) และแหล่งงานอื่น ๆ ได้อย่างราบรื่น

โครงการนี้ยังตั้งอยู่ในจุดที่ได้รับประโยชน์จากสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อชุมชนและการพักผ่อนหย่อนใจที่กำลังขยายตัวภายในย่านเบย์ชอร์ รวมถึงคลับเฮาส์ SAFRA แห่งใหม่ ที่อยู่ติดกับสถานีรถไฟฟ้า MRT เบด็อกเซาท์ ซึ่งเป็นคลับเฮาส์ขนาดใหญ่สุดในสิงคโปร์ มีกำหนดเปิดในปี 2030

คาดว่าจะได้รับความสนใจอย่างมากจากกลุ่มครอบครัว เนื่องจากอยู่ในรัศมี 1 กม.ที่ได้รับสิทธิในการสมัครเข้าเรียนโรงเรียนประถมศึกษาเทมาเส็ก ทั้งอยู่ใกล้สถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงหลายแห่งในย่านอีสต์โคสต์และเบด็อก

ผู้พักอาศัยยังสามารถเดินทางไปสวนสาธารณะอีสต์โคสต์ปาร์กและเครือข่ายสวนสาธารณะ เส้นทางเชื่อมต่อพื้นที่สีเขียวได้อย่างสะดวก เป็นการผสมผสานระหว่างความสะดวกสบายในเมืองและการใช้ชีวิตสไตล์ชายฝั่งทะเล 

การประกวดราคา รอการยืนยันจากรัฐบาล หากได้รับอนุมัติรายละเอียดจะมีการประกาศให้ทราบต่อไป หลังจากมอบสิทธิการพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นทางการ

บิ๊กมูฟ

สร้างที่พักหมื่นยูนิต

เดอะ สเตรตไทมส์ รายงานว่า การแข่งประมูลที่ดินผืนนี้เป็นแปลงที่สองขายโดยรัฐบาลสิงคโปร์ที่นำออกมาประมูลในย่านเบย์ชอร์ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยริมน้ำแห่งใหม่ที่จะมีบ้านพักอาศัยสร้างขึ้นใหม่ 10,000 ยูนิต ประกอบด้วย บ้านพักอาศัยเอกชน 3,000 ยูนิต และแฟลตของการเคหะแห่งชาติสิงคโปร์ (HDB) อีก 7,000 ยูนิต

ที่ดินผืนแรกกำหนดไว้พัฒนาที่อยู่อาศัยเอกชนเท่านั้น ขายไปเมื่อเดือนมีนาคม 2025 ให้กลุ่มพันธมิตร SingHaiyi Group ในราคา 658.9 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 17,000 ล้านบาท) หรือ 1,388 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อตารางฟุต ถือเป็นสถิติราคาที่ดินสูงที่สุดสำหรับที่อยู่อาศัยเอกชนสิทธิการเช่า 99 ปีในเขตชานเมือง หรือเขตนอกศูนย์กลางเมือง (OCR) โดยที่ดินอยู่ติดสถานีรถไฟฟ้า MRT เบย์ชอร์ ผืนนี้ กำลังถูกนำไปพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมวีลา เบย์ (Vela Bay)

“วีลา เบย์ เป็นที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะ ราคาที่ดินต่ำกว่าที่แปลงที่สองในเบย์ชอร์ ดังนั้น ราคาจึงต้องปรับให้สอดคล้องกับความแตกต่าง” นายนิโคลัสมัก หัวหน้าเจ้าหน้าที่วิจัย Mogul.sg กล่าว

ที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์เผยว่า ที่ดินโครงการเบย์ชอร์ อาจนำไปเปรียบเทียบกับที่ดินเชิงพาณิชย์และที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่อื่น ๆ ใน OCR ที่ขายได้จากการประมูล GLS ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ล่าสุดคือที่ดินโครงการ Hougang Central ที่ขายได้ในราคา 1.5 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือ 1,179 ดอลลาร์ต่อตารางฟุต เมื่อเดือนธันวาคม 2025

การเปิดตัวคอนโดมิเนียมแบบเช่ายาว 99 ปีในเบย์ชอร์ โครงการล่าสุดคือ Vela Bay ซึ่งขายได้ 72% จากทั้งหมด 515 ยูนิต ในช่วงการเปิดตัวในเดือนเมษายน ราคาเฉลี่ย 2,886 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อตารางฟุต 

แบงก์หนุนสินเชื่อ 6.6 พันล้าน

ล่าสุด AWC ได้มีความร่วมมือครั้งแรกกับ ธนาคารโอเวอร์ซี-ไชนีส แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (OCBC) ธนาคารชั้นนำของประเทศสิงคโปร์ ผ่านการลงนามสินเชื่อ Sustainability-Linked Loan วงเงิน 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.6 พันล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการเติบโตระยะยาวและการลงทุนในโครงการคุณภาพของ AWC ช่วยเสริมศักยภาพการลงทุนของบริษัทเพื่อเดินหน้าพัฒนาโครงการคุณภาพและไลฟ์สไตล์เดสติเนชั่นแห่งใหม่

ทายาทลุยหนักในไทย

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แอสเสท เวิรด์ คอร์ป (AWC) ประกาศปรับโมเดลธุรกิจครั้งใหญ่สู่ Lifestyle Destination โดยลงทุนด้านศิลปะ บันเทิง โรงแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก และระบบคมนาคม เชื่อมระบบนิเวศท่องเที่ยวครบวงจร ยกระดับพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก

ศูนย์กลางอยู่ที่ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์ เดสติเนชั่น ถนนเจริญกรุง (ที่ดินรวม 90 ไร่ ทยอยพัฒนา) ได้ขยายพื้นที่เป็น 224,000 ตารางเมตร เพิ่มขึ้น 6 เท่า ลงทุน 14,000 ล้านบาท

ก่อนหน้าได้เปิดตัว Jurassic World, SkyFlyers โดยตั้งเป้าดึงผู้มาเยือนแตะ 50,000 คนต่อวัน ไฮไลต์คือกระเช้าลอยฟ้า (เคเบิลคาร์) ข้ามเจ้าพระยาแห่งแรกของไทยมูลค่า 2,000 ล้านบาท เชื่อมเอเชียทีคกับ MONA Bangkok พิพิธภัณฑ์ระดับโลกจากออสเตรเลีย ถนนเจริญนคร ใกล้คอนโดฯ ศุภาลัย

พร้อมพัฒนาที่ริมน้ำฝั่งเจริญนครอีก 20 ไร่ เป็นสวนสาธารณะ ชุมชนที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง โรงแรมและสิ่งอำนวยความสะดวก เชื่อมโยง MONA Bangkok กับเอเชียทีคให้เป็นฮับท่องเที่ยว

ส่วนโรงแรมและอาคารขนาดใหญ่อยู่ระหว่างออกแบบ บางเฟสมีมูลค่าลงทุน 2,000-4,000 ล้านบาท ในช่วงเปลี่ยนผ่าน AWC จะเร่งพัฒนาพื้นที่ริมน้ำราว 10,000 ตารางเมตร หากการปรับผังเมืองมีความชัดเจนจะเดินบิ๊กโปรเจ็กต์ทันที

บิ๊กมูฟ

เชื่อมล้ง 1919-ทรงวาด

ก่อนหน้านี้ AWC ทุ่มงบฯลงทุน 5,000 ล้านบาท พลิกโฉม “ล้ง 1919” ริเวอร์ไซด์ เฮอริเทจ เดสติเนชั่น ริมแม่น้ำเจ้าพระยา พื้นที่เช่า 64 ปีจากตระกูล “หวั่งหลี” เพื่อพัฒนาโรงแรมหรูระดับลักเซอรี่แบรนด์ระดับโลกและศูนย์สุขภาพ ล่าสุดได้จัดพิธีวางเสาเอกตามประเพณีจีน ใกล้ศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว

โครงการจะเชื่อมย่านท่องเที่ยวฝั่งทรงวาดด้วย ตามแผนจะร่วมกับกรุงเทพมหานคร สร้างสะพานข้ามเจ้าพระยาแบบทางเดินข้าม ตัวโรงแรมจะมีห้องพักรวม 191 ห้อง พร้อมพัฒนาอาคารริมน้ำฝั่งล้ง 1919 และอาคารช็อปเฮาส์ฝั่งทรงวาด รวมถึงห้องอาหาร รูฟท็อป และศูนย์สุขภาพ

AWC และเครือแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล มีแผนเปิดให้บริการในปี 2571 โดยมุ่งพัฒนาเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพแบบองค์รวมและศูนย์บริการลักเซอรี่ระดับโลก ที่เชื่อมย่านวัฒนธรรมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทรงวาด ปากคลองตลาด และเยาวราช ผ่านโครงการ AWC River Journey

ที่เก่ารอพัฒนา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ยังมีที่ดินเก่าในมือรอการพัฒนาอีกหลายแปลง บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา อาทิ ท่าเรือเสริมสุข ซึ่งเป็นโกดังเดิมของกลุ่มเครื่องดื่มในเครือ ส่วนใหญ่จะเรียกติดปากว่า ท่าเรือเป๊ปซี่ มีพื้นที่ 10 ไร่เศษ อยู่ใกล้ไอคอนสยาม

อาคารเก่าแก่อายุ 135 ปี ในซอยเจริญกรุง 40 กลุ่มเจ้าสัวเจริญซื้อมาจากกลุ่มบริษัท อีสต์ เอเชียติก เป็นอาคารสูง 3 ชั้น ตัวอาคารหันหน้าเข้าหาแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านหน้าอาคารมีบันไดจากภายนอกเข้าสู่อาคาร รูปทรงสวยงามในสไตล์ Neo-Renaissance ถือเป็นสินทรัพย์ชั้นมรดกอันล้ำค่าที่รอการพัฒนาเช่นกัน

ไม่รวมโครงการโอเรียนเต็ลพลาซ่า หรือ O.P.PLACE ศูนย์การค้าในซอยที่เชื่อมต่อกับอาคารอีสต์ เอเชียติกก็เป็นของกลุ่มตระกูลนี้ ช่วงคาบเกี่ยวปี 2561-2562 ที่นี่ถูกจัดให้เป็นสถานที่จัดแสดงงานศิลปะ “บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2018” ที่กลุ่มไทยเบฟฯให้การสนับสนุน

ซึ่งตัวอาคารมูลค่าสูงแห่งนี้ อยู่ใกล้กับลักเซอรี่โฮเต็ลแห่งใหม่ของเจ้าสัวคีรี กาญจนพาสน์ และหากมองไปฝั่งตรงข้ามคือ ไอคอนสยาม ของตระกูล “เจียรวนนท์” โครงการเพื่อนบ้านระดับไฮคลาสของ “ล้ง 1919”

ที่สำคัญ กลุ่มสิริวัฒนภักดียังมีที่ดินอีกจำนวนหนึ่งย่านเจริญกรุง ทั้งฝั่งติดถนนและติดแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณคลังสินค้าย่านเอเชียทีคที่รอการพัฒนาโครงการใหม่ต่อเนื่องในอนาคต โดยมีที่ดินติดริมน้ำยาวถึง 400 เมตรเป็นจุดได้เปรียบ

พลิกเวิ้งเก่า 4 หมื่นล้าน

ซีอีโอ AWC เชื่อมั่นว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและการเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยโมเดลเป้าหมายดึงดูดนักเดินทางจากทั่วโลก จะเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้

ล่าสุด เดือนกรกฎาคม 2569 ธนาคารไทยพาณิชย์ ปล่อยสินเชื่อวงเงิน 40,500 ล้านบาท ให้แก่ AWC เพื่อพัฒนาเฉพาะโครงการเวิ้งนครเกษม 10,500 บาท ให้เป็นโครงการแห่งความยั่งยืนที่เชื่อมพื้นที่ประวัติศาสตร์ มรดกวัฒนธรรมไทย-จีน สู่ย่านไชน่าทาวน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

โดยที่แปลงนี้เป็นมรดกเก่าของกลุ่มตระกูลใหญ่ที่เจ้าสัวเจริญได้ซื้อมานาน และรอการพัฒนามาพักใหญ่ วันนี้กำลังได้รับการพัฒนาเป็นแลนด์มาร์กมิกซ์ยูสระดับโลก และมีห้างใต้ดิน ระบบรถรางเชื่อมการเดินทางรอบเมืองและ MRT รถไฟฟ้าใต้ดิน