แอตต้าร้องรัฐบาลใหม่ เร่งฟื้นเศรษฐกิจ-ดันบทบาทไทยบนเวทีโลก
แอตต้าจี้รัฐเร่งแก้ 3 ปัญหาใหญ่ เศรษฐกิจตกต่ำ ความขัดแย้งชายแดน และความปลอดภัย ย้ำต้องมี รมต.ที่ทำงานได้ทันที ดันท่องเที่ยว-ฟื้นความเชื่อมั่นไทยในสายตานานาชาติ
นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากหลายปัจจัย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน นักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ซึ่งคาดว่าจะจัดตั้งได้ภายในวันที่ 9 กันยายน 2568 เร่งแก้ไขปัญหาเร่งด่วนใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่
1.ปัญหาเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
2.ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา
3.ปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและนักท่องเที่ยว
นายอดิษฐ์กล่าวต่อว่า ทั้งสามประเด็นเป็นเรื่องเร่งด่วนที่กระทบต่อภาพรวมของประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน และความเป็นอยู่ของประชาชน หากรัฐบาลใหม่สามารถจัดตั้งทีมรัฐมนตรีได้เร็ว ควรใช้ช่วงเวลา 4 เดือนแรกเป็นช่วง “เร่งเครื่อง” เพื่อวางรากฐานและแก้ไขโจทย์เร่งด่วนเหล่านี้ ก่อนที่รัฐบาลจะเข้าสู่กระบวนการยุบสภาและเตรียมการเลือกตั้งในระยะต่อไป
ต่างประเทศอ่อนแรง ไทยเสียบทบาทบนเวทีโลก
เลขาธิการแอตต้าให้ความเห็นว่า หนึ่งในจุดอ่อนสำคัญของรัฐบาลไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา คือการขาดบทบาทในเวทีระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ โดยเปรียบเทียบกับอดีตเมื่อครั้งนายปานปรีย์ พหิทธานุกร ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่สามารถผลักดันบทบาทของไทยในเวทีโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หลังจากมีการปรับคณะรัฐมนตรี และแต่งตั้งนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ เป็น รมว.การต่างประเทศ บทบาทของไทยในต่างประเทศกลับลดระดับลง โดยเฉพาะในช่วงที่มีข้อพิพาทกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ซึ่งรัฐบาลกัมพูชามีท่าทีเชิงรุกทางการทูตอย่างชัดเจน ผ่านการเข้าร่วมประชุมเวทีระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ไทยกลับมีการเคลื่อนไหวที่เบาบางกว่า
“บทบาทของไทยในเวทีโลกถดถอย ในขณะที่ประเทศเล็ก ๆ อย่างกัมพูชา กลับใช้โอกาสสร้างความร่วมมือกับนานาชาติอย่างแข็งขัน รัฐบาลใหม่จึงควรกลับมาวางแผนการทูตอย่างจริงจัง โดยต้องเลือก รมว.การต่างประเทศที่มีความรู้ ประสบการณ์ และมีความเข้าใจในมิติของเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ”
ท่องเที่ยวต้องได้คนทำงานทันที
ด้านนโยบายการท่องเที่ยว นายอดิษฐ์ระบุว่ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถือเป็นหนึ่งในกระทรวงที่ต้องการผู้นำที่ “ทำงานได้ทันที” โดยควรมีทั้งความรู้ ประสบการณ์ และความสามารถในการประสานงานกับภาคเอกชนและหน่วยงานอื่น ๆ โดยเฉพาะกระทรวงการคลัง เนื่องจากนโยบายหลายอย่างจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากภาคการเงินและการคลัง
“หากได้คนที่เคยทำงานมาก่อน เช่น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ซึ่งมีประสบการณ์ตรงและอยู่พรรคเดียวกับนายกรัฐมนตรี ก็จะสามารถเริ่มเดินหน้านโยบายได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาตั้งหลักใหม่
ทั้งนี้ หนึ่งในโจทย์สำคัญของรัฐบาลใหม่ คือการจัดการปัญหา “ค่าเงินบาทแข็ง” ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงการส่งออกสินค้าไทย และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อรายได้ของภาคธุรกิจ
ไทยพลาดเวทีโลก เสียโอกาสไม่ต้องใช้ทุน
นายอดิษฐ์ยังกล่าวถึงกรณีที่ไทยพลาดโอกาสในการแสดงบทบาทบนเวทีโลก ในโอกาสครบรอบ 80 ปีแห่งชัยชนะสงครามต่อต้านฟาสซิสต์ที่จัดขึ้น ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน โดยหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน เช่น สิงคโปร์ และมาเลเซีย ต่างมีตัวแทนไปร่วมแสดงวิสัยทัศน์และสร้างความร่วมมือกับจีน
“งานลักษณะนี้เป็นเวทีที่ประเทศต่าง ๆ ใช้สื่อสารวิสัยทัศน์ของตนกับประชาคมโลก และกับจีนซึ่งเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย แต่ไทยกลับไม่มีตัวแทนจากรัฐบาลเข้าร่วม ทั้งที่ไม่ต้องใช้ต้นทุนใด ๆ เลย นับว่าเป็นความเสียหายด้านภาพลักษณ์”
ฝากความหวังกับรัฐมนตรีใหม่-วางรากฐานก่อนยุบสภา
นายอดิษฐ์เชื่อว่า หากรัฐบาลใหม่สามารถคัดเลือกบุคลากรที่มีประสบการณ์ เชี่ยวชาญ และสามารถเริ่มทำงานได้ทันที โดยไม่ต้องใช้เวลาปรับตัวนาน ก็มีความเป็นไปได้ที่ภายในเวลาเพียง 4 เดือนจะสามารถ “แก้โจทย์เร่งด่วน” และวางรากฐานด้านเศรษฐกิจให้กับประเทศได้ในระดับหนึ่ง
“แม้รัฐบาลอาจอยู่ได้เพียง 6-7 เดือนก่อนการยุบสภา แต่หากเริ่มต้นได้เร็ว ปรับทีมได้ตรงจุด มีเอกภาพ ก็สามารถใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนและนักท่องเที่ยวได้ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศ”