ความสุขที่ยั่งยืน โมเดลเพื่อสังคมของ “อารียา”
ความสุขที่ยั่งยืน (Sustainable Happiness) เป็นแนวทางที่บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ใช้เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการมอบความสุขให้กับชุมชน โดยยึดถือเป็นหัวใจหลักในการดำเนินธุรกิจมาอย่างยาวนาน
“วิวัฒน์ เลาหพูนรังษี” ประธานกรรมการอาวุโส บมจ.อารียา พรอพเพอร์ตี้ กล่าวว่า อารียาใช้แนวทาง Sustainable Happiness มาตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals-SDGs) ของ United Nations (UN) อยู่ 4 ข้อ คือเป้าหมายที่ 3 การมีสุขภาวะในการดำรงชีวิต และส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคนในทุกช่วงอายุ, เป้าหมายที่ 4 การได้รับการศึกษาที่ได้คุณภาพอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง และส่งเสริมโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่ทุกคน
เป้าหมายที่ 11 ทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีความปลอดภัยทั่วถึง พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและยั่งยืน และเป้าหมายที่ 17 เสริมสร้างความเข้มแข็งในวิธีการปฏิบัติให้เกิดผล และสร้างพลังแห่งการเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือระดับสากลต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
“ความมุ่งมั่นของเรายังเชื่อมโยงกับวาระแห่งชาติในเรื่องการป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์และการใช้แรงงาน ซึ่งเรามีแนวทางการปฏิบัติด้านแรงงานที่ดี และเป็นประเด็นที่อยู่ภายใต้ Sustainable Happiness คำนึงถึงการสร้างความสุขครอบคลุมคน 6 กลุ่มด้วยกัน”
หนึ่ง สุขคนสร้าง คือ คนงานที่เราดูแลให้มีที่พักอย่างสะอาดสุขอนามัยและปลอดภัย นอกจากนี้ยังดูแลครอบครัวของคนงาน โดยสร้างศูนย์การเรียนรู้สำหรับเด็กในพื้นที่ก่อสร้าง เพื่อเป็นแหล่งความรู้และพัฒนาทักษะให้กับบุตรหลานแรงงาน และยังสามารถนำสู่การเรียนในระบบการศึกษาได้อย่างทัดเทียม
สอง สุขเจ้าบ้าน คือ ผู้ปฏิบัติงาน หรือพนักงาน โดยมีการจัดอบรมเสริมทักษะให้พนักงาน เพื่อพัฒนาการทำงานครบทุกด้าน เน้นการถ่ายทอดเทคนิคการทำงานจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง ขณะเดียวกันจะสร้างความสุขในการทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อมการทำงาน สวัสดิการและการดูแลพนักงาน เพื่อเพิ่มความผูกพันและความรักต่อองค์กร
สาม สุขลูกบ้าน คือผู้บริโภค ด้วยความตั้งใจในการยกระดับความสุขให้สูงขึ้นและยั่งยืน ผ่านสิทธิพิเศษการดูแลและบริการซ่อมสำหรับลูกบ้าน ตลอดจนกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์
สี่ สุขเพื่อนบ้าน คือ ผู้รับเหมาและคู่ค้าวัสดุก่อสร้าง มีระบบการซื้อและการจ่ายค่าตอบแทนที่ง่ายและรวดเร็ว ลดปัญหาระหว่างการทำงาน และเน้นสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในระยะยาว ส่งผลให้เกิดแรงงานที่มีความชำนาญในกลุ่มผู้รับเหมา ทำงานต่อเนื่องตามแผน และลดความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในงาน
ห้า สุขสังคม คือ การสร้างสังคมให้น่าอยู่ ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ชุมชนในหมู่บ้าน คือการเตรียมความพร้อมในการจัดตั้งนิติบุคคลและชุมชนใกล้เคียง คือการเป็นสังคมที่ปราศจากข้อร้องเรียน และมีความเอื้อเฟื้อต่อกัน เพื่อการเป็นอยู่ที่เป็นสุข
หก สุขสิ่งแวดล้อม มีการส่งเสริมและใช้พลังงานทางเลือก โดยพัฒนาโครงการควบคู่ไปกับการตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม
“วิวัฒน์” อธิบายทิศทาง Sustainable Happiness ในปีนี้ว่า จะมุ่งเน้นไปที่เรื่องขยะ เพราะเป็นปัญหาในลำดับต้น ๆ ในการบริหารธุรกิจหมู่บ้าน ซึ่งหลายหมู่บ้านในประเทศไทยมักประสบปัญหาเรื่องรถขยะไม่มาเก็บตามรอบ หรือขยะเน่าเสียส่งกลิ่นเหม็น เป็นต้น
“เป้าหมายสูงสุดคือการลดปริมาณขยะเพื่อไปสู่ Zero Waste Society โดยเริ่มต้นที่การศึกษาวิจัยพฤติกรรมและปริมาณขยะของลูกบ้านอารียาในปี 2560 พบว่า ใน 1 หลังมีปริมาณขยะเปียกและขยะรีไซเคิลถึงร้อยละ 70 ส่วนที่เหลือร้อยละ 30 เป็นขยะทั่วไปและขยะอันตราย ดังนั้นในช่วงเริ่มต้นนี้เราจึงมุ่งเน้นไปที่การจัดการขยะรีไซเคิลและขยะเปียกเป็นลำดับแรก”
อารียาใช้แผนการดำเนินการจัดการขยะออกเป็น 2 ประเภท ในส่วนแรกคือขยะรีไซเคิล จะมีการจัดทำคู่มือรณรงค์การคัดแยกขยะให้ลูกบ้าน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยมี TIPMSE ภายใต้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นที่ปรึกษาทางด้านวิชาการ, จัดกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้และสร้างจิตสำนึกผ่านกิจกรรม เช่น กิจกรรม DIY จากเศษวัสดุเหลือใช้ และร่วมกับ Application Recycle Day และบริษัท ไฟเบอร์พัฒน์ จำกัด ในการนัดรับซื้อขยะถึงหน้าบ้านผ่านแอปพลิเคชั่น พร้อมให้ลูกบ้านร่วมบริจาคกล่องนมเพื่อนำไปรีไซเคิล หรือสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเหลือสังคมต่อไป
“กิจกรรม Recycling Day ดำเนินงานไปแล้วทั้งหมด 3 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 111 คน สามารถรวบรวมขยะรีไซเคิลได้ประมาณ 1,000 กิโลกรัม สามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ทั้งสิ้น 1,480.45 กิโลกรัม”
สำหรับขยะประเภทที่สองเป็นขยะเปียก มีเป้าหมายลดความสกปรก หรือกลิ่นที่เกิดจากขยะครัวเรือน โดยแปลงให้ขยะเหล่านี้กลายเป็นสารปรับปรุงดินด้วยเครื่องกำจัดขยะเปียก หรือ Composter ที่กำลังอยู่ในช่วงของการพัฒนา เพื่อแจกให้ลูกบ้านได้ใช้งานได้ภายในปี 2561
“ดร.ทวีรัก กลิ่นสุคนธ์” ผู้อำนวยการสายงานส่งเสริมพัฒนามาตรฐานงาน งานชุมชนและการบริการลูกบ้าน บมจ.อารียา พรอพเพอร์ตี้ กล่าวเสริมว่า นอกจากการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมด้านการจัดการปัญหาขยะ อารียายังนำน้ำเสียในหมู่บ้านมาเข้าสู่กระบวนการบำบัดพิเศษที่ได้พัฒนาขึ้น เพื่อให้ได้ค่ามาตรฐานสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยมีการติดตั้งระบบให้นำน้ำไปรดน้ำที่สวนส่วนกลาง และใช้ประโยชน์อื่น ซึ่งช่วยประหยัดค่าน้ำประปาเฉลี่ยปีละ 540,000 บาท ต่อ 25 โครงการ
“เรายังจัดให้มีแปลงผักปลอดสารพิษที่สวนส่วนกลาง เพื่อให้ลูกบ้านได้บริโภคผักปลอดสารพิษที่สดใหม่และตรงความต้องการ โดยเน้นให้ลูกบ้านมีส่วนร่วมในการปลูกร่วมกัน ทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวและระหว่างสมาชิกในหมู่บ้าน ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2559 ได้นำร่องใน 3 โซน ได้แก่ บางนา, กาญจนาภิเษก-ราชพฤกษ์ และวงแหวน-รามอินทรา จนถึงปัจจุบันได้จัดให้มีแปลงผักมาตรฐานในทุกโครงการ”
นอกจากนั้นมีการทำไฟฟ้าส่องสว่างด้วยระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งสามารถลดค่าไฟฟ้าส่องสว่างบริเวณสวน เฉลี่ยปีละ 450,000 บาท ต่อ 25 โครงการ และหากมองภาพรวมของการจัดการทรัพยากรพบว่าการดำเนินงานใน 25 โครงการ ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 1,132,500 บาทต่อปี
จากแผนงานทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น อารียามองว่าสำเร็จได้ด้วยพลังความร่วมมือของลูกบ้าน ซึ่งสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับโลกใบนี้