ท่องเที่ยวทั่วโลกฟื้น “เอมิเรตส์ กรุ๊ป” โชว์ฟอร์มสุดแกร่ง ทำสถิติกำไรครึ่งปีนิวไฮต่อเนื่อง รายได้รวม 3.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมลงทุนขยายฝูงบิน-โครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก
นายชีค อาเหม็ด บิน ซาอิด อาล มักตูม ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินและกลุ่มบริษัทเอมิเรตส์ เปิดเผยว่า ผลประกอบการครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2568-2569 (ระหว่างวันที่ 1 เมษายน-30 กันยายน 2568) ของกลุ่มบริษัทเอมิเรตส์ทำสถิติใหม่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ (New High) โดยมีรายได้รวม 75.4 พันล้านดีแรห์ม (20.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เติบโต 4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และสูงต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และมีกำไรก่อนหักภาษี 12.2 พันล้านดีแรห์ม (AED) หรือราว 3.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17%

โดยสายการบินเอมิเรตส์ในฐานะธุรกิจหลักของกลุ่มทำสถิติกำไรก่อนหักภาษีสูงสุดใหม่ที่ 11.4 พันล้านดีแรห์ม (3.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อนหน้า หรือมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 9.9 พันล้านดีแรห์ม เพิ่มขึ้น 13% รายได้รวม 65.6 พันล้านดีแรห์ม (17.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 6%
“ในช่วงครึ่งปีแรกเอมิเรตส์ให้บริการผู้โดยสารรวม 27.8 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อนหน้า โดยมีอัตราการบรรจุที่นั่งเฉลี่ย 79.5% ขณะที่ปริมาณขนส่งสินค้าของ Emirates SkyCargo อยู่ที่ 1.25 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 4% สะท้อนความต้องการขนส่งสินค้าพิเศษทั่วโลก”
ผลประกอบการนี้ตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจเอมิเรตส์ ซึ่งสามารถทำลายสถิติครึ่งปีที่ผ่านมาและสร้างจุดสูงสุดใหม่อีกครั้ง ซึ่งเอมิเรตส์ยังคงครองตำแหน่งสายการบินที่ทำกำไรสูงที่สุดในโลกได้อย่างต่อเนื่อง และผลลัพธ์ที่โดดเด่นนี้เป็นผลจากความต้องการเดินทางระหว่างประเทศที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ความนิยมในบริการระดับพรีเมี่ยมของเอมิเรตส์ และการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน เอมิเรตส์ยังได้รับมอบเครื่องบินแอร์บัส A350 ใหม่ 5 ลำ และปรับปรุงเครื่องบินอีก 23 ลำภายใต้โครงการปรับโฉมมูลค่า 5,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมเปิดตัวเส้นทางบินใหม่สู่ดานัง เสียมราฐ เสิ่นเจิ้น และหางโจว รวมถึงขยายเที่ยวบินในหลายเส้นทางหลัก เช่น โรม ริยาด และไทเป
นอกจากนี้ ยังเปิดตัวพื้นที่เช็กอินสุดหรู “Emirates First” ที่สนามบินดูไบ และเร่งขยายกลยุทธ์ค้าปลีกทั่วโลก รวมถึงลงทุนด้านความยั่งยืนผ่านการใช้เชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (SAF) ในกว่า 37 สนามบินทั่วโลก
“ความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่งของกลุ่มช่วยให้เรามีศักยภาพในการลงทุนต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการเติบโตของดูไบในฐานะศูนย์กลางธุรกิจและการท่องเที่ยวระดับโลก แม้จะมีปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจในบางภูมิภาค แต่เรามั่นใจว่าความต้องการเดินทางจะยังคงเติบโตต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง” นายชีคกล่าว