คอลัมน์ : Pawoot.com ผู้เขียน : ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ
ถ้าเราย้อนกลับไปหลายปีก่อน เวลาพูดถึงคำว่า “Bitcoin” ภาพที่หลายคนคิดถึงมักเป็นสินทรัพย์ลึกลับ ไม่สามารถติดตามได้ใครถือไว้ก็ดูเหมือนจะปลอดภัยจากสายตาภาครัฐ และมันจึงกลายเป็นพื้นที่หลบภัยของเงินนอกระบบ เงินสีเทา ไปจนถึงกลุ่มอาชญากรรมระดับนานาชาติ แต่วันนี้โลกของ Blockchain และ Bitcoin เดินทางมาถึงจุดที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว เพราะเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างกำลังเปลี่ยนแก่นของเทคโนโลยีนี้อย่างเงียบ ๆ แต่ทรงพลัง จนทำให้อนาคตของ Bitcoin อาจไม่ใช่แบบที่เราเชื่อมาตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา
ตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เราเห็นราคาของ Bitcoin ที่เคยขึ้นไปสูงกว่า 100,000 ดอลลาร์ต่อหนึ่งเหรียญ ค่อย ๆ ร่วงลงมาเหลือเพียงประมาณ 90,000 กว่าดอลลาร์ แม้ตลาดคริปโตจะเป็นสินทรัพย์ที่ผันผวนอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้การร่วงลงมีปัจจัยสำคัญเกี่ยวกับความกลัวและความไม่แน่นอนที่กำลังก่อตัวขึ้น ซึ่งหากใครติดตามข่าวจะเห็นว่าเรื่องนี้เริ่มปะทุหลังจากคดีใหญ่ในประเทศกัมพูชา ที่เกี่ยวพันกับบริษัท Prince Group และมีการยึด Bitcoin มูลค่ามหาศาลโดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ
ในคดีนี้ทางกระทรวงยุติธรรมสหรัฐได้ยึดสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่ากว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นการยึดคริปโตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ การยึดครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่เคสหนึ่งในข่าว แต่เป็นสัญญาณสำคัญที่ส่งเสียงดังไปทั่ววงการว่า Bitcoin ไม่ใช่สินทรัพย์ที่แตะไม่ได้อีกต่อไป ไม่ใช่อาณาจักรลับที่หน่วยงานรัฐไม่มีวันเข้าไปถึง และไม่ใช่ Safe Haven ของโลกใต้ดินเหมือนในอดีต
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือเจ้าหน้าที่รัฐสามารถอายัดอุปกรณ์ Hardware Wallet และเข้าถึง Private Key เพื่อดึง Bitcoin ออกมาได้สำเร็จตามคำสั่งศาล เหตุการณ์นี้เป็น “Mindset Shift” ครั้งใหญ่ที่ทำให้ผู้ถือ Bitcoin จำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้มันเพื่อกิจกรรมผิดกฎหมาย เริ่มเกิดความหวาดระแวงทันทีว่า Bitcoin อาจถูกยึด ถูกตามรอย และถูกไล่ตรวจสอบย้อนหลังได้ตลอดเวลา
ผลลัพธ์คือโทเค็นจำนวนมากถูกเทขายออกจากตลาดแบบผิดปกติ กระแสนี้ทำให้ราคา Bitcoin มีแรงกดดันและร่วงลงต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา เพราะคนที่ถือ Bitcoin ในเชิงหลบซ่อนเริ่มย้ายทรัพย์สินไปยังรูปแบบอื่น หรือใช้ช่องทางที่คิดว่าตรวจสอบยากกว่าเดิม
เหตุการณ์นี้ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนภาพใหญ่ของเทคโนโลยี Blockchain และ Bitcoin ที่เราเชื่อมาโดยตลอดว่าเป็นพื้นที่ของเสรีภาพ ความนิรนาม และไร้การควบคุม แต่วันนี้ Narrative ใหม่กำลังค่อย ๆ เกิดขึ้นว่า Blockchain อาจเป็นเทคโนโลยีที่โปร่งใสจนเกินไป เพราะธุรกรรมทุกอย่างถูกจารึกบนบันทึกสาธารณะที่ใครก็ตรวจสอบย้อนหลังได้ ไม่ได้หลบ ไม่ได้ซ่อน และติดตามได้แม่นยำกว่าระบบการเงินปกติด้วยซ้ำ
เมื่อหน่วยงานรัฐเริ่มเข้าใจระบบนี้มากขึ้น เครื่องมือในการติดตามก็เริ่มฉลาดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบวิเคราะห์ธุรกรรม การจัดกลุ่ม Wallet การเชื่อมโยงธุรกรรมข้าม Blockchain การหาตัวเจ้าของที่แท้จริงผ่านทางเบาะแสบนโลกจริง ฯลฯ ทั้งหมดนี้ทำให้ Bitcoin ไม่ได้มีภูมิคุ้มกันจากการตรวจสอบแบบที่หลายคนเคยเชื่ออีกต่อไป และนี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้าของตลาดคริปโตในระยะยาว
เรากำลังเข้าสู่ยุคที่ Bitcoin อาจกลายเป็นสินทรัพย์ถูกกำกับดูแลมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วอาจเป็นเรื่องดีสำหรับตลาดโดยรวม เพราะมันทำให้ตลาดโตขึ้นอย่างเป็นระบบ ลดพื้นที่ของเงินผิดกฎหมาย และดึงดูดนักลงทุนสถาบันให้เข้ามาอย่างสบายใจมากขึ้น แต่ในอีกมุมหนึ่ง คนที่เคยยึดถือคุณค่าของ Bitcoin ในฐานะแหล่งเก็บมูลค่าที่ไม่ขึ้นกับรัฐหรือธนาคารกลาง อาจรู้สึกว่าตัวตนของ Bitcoin กำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ Bitcoin กำลังเดินเข้าสู่ช่วงของ Narrative Change จากเดิมที่เป็นสินทรัพย์ไร้ตัวตน มาสู่ภาพใหม่ที่ว่า Bitcoin คือสินทรัพย์ที่ภาครัฐติดตามได้ ตรวจสอบได้ และยึดได้ หากมีเหตุอันควร สิ่งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในระดับที่ชัดเจนขนาดนี้ และจะส่งผลอย่างมากต่อแนวคิดเกี่ยวกับ DeFi, Privacy และอนาคตของ Cryptography ทั้งหมด
ดังนั้น หากถามว่าอนาคตของ Bitcoin จะเป็นอย่างไร ผมมองว่าเรากำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่จะทำให้ตลาดแยกออกเป็นสองด้าน คือคนที่เชื่อใน Bitcoin แบบโปร่งใสและถูกกำกับดูแล กับอีกกลุ่มที่มองหาสินทรัพย์ใหม่ที่รักษาความเป็นส่วนตัวมากกว่าเดิม โลกของสินทรัพย์ดิจิทัลจึงอาจไม่ได้มีแค่ Bitcoin อีกต่อไป แต่จะเริ่มมีสินทรัพย์ทางเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งสองความต้องการ
ทั้งหมดนี้คือภาพใหญ่ของการเปลี่ยนผ่านที่กำลังเกิดขึ้นเงียบ ๆ ในวงการ Blockchain และ Bitcoin และเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์นี้ เมื่อความเชื่อนิรนามของ Bitcoin อาจกำลังจบลง และบทใหม่ที่โปร่งใสกว่าเดิมกำลังเริ่มต้นขึ้น