เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

สันติธาร : เราเล่น “ผิดเกม” อยู่หรือเปล่า?

05 ม.ค. 2569 | 14:23น.
สันติธาร เสถียรไทย แนะหลัก 3 อยู่ เพื่อรับมือสงครามการค้าโลก

สันติธาร เสถียรไทย แนะหลัก 3 อยู่ เพื่อรับมือสงครามการค้าโลก

สันติธาร ชวนตั้งคำถาม การทำงานหนักขึ้น แต่เหนื่อยกว่าเดิม การแข่งขันที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ถึงเวลา ถึงเวลาที่เราต้องถามตัวเอง เรากำลังเล่น “เกมที่ใช่” อยู่หรือเปล่า ?

ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊ก สันติธาร เสถียรไทย – Dr Santitarn Sathirathai ระบุว่า ก่อนกลับไปลุยทำงานเต็มตัว อยากชวนคิดคำถามหนึ่ง ถ้าคุณรู้สึกว่า ทำงานหนักขึ้น แต่เหนื่อยกว่าเดิม การแข่งขันดูจะเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ทำอะไรก็เจอคู่แข่ง ขยับไปทางไหนก็เหมือนลงไปในทะเลสีแดง หรือที่หลายคนเรียกว่า Red Ocean

อาจถึงเวลาที่เราต้องถามตัวเองตรง ๆ ว่า เรากำลังเล่น “เกมที่ใช่” อยู่หรือเปล่า ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ใช่เรื่องชั่วคราว แต่เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนเกมครั้งใหญ่ ที่ผู้นำครอบครัว องค์กร และประเทศ จำเป็นต้องเข้าใจให้ลึก เพราะเทรนด์ที่ดูเหมือนไกลตัว กำลังส่งผลต่อการอยู่รอด ของพวกเราทุกคนอย่างชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

1) การค้าโลกผ่านจุดพีก…มานานแล้ว

ตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกเติบโตบนสมมติฐานว่า การค้าโลกจะโตเร็วกว่าจีดีพีโลกเสมอ ในช่วงที่พีกที่สุด การค้าโลกโตเร็วกว่าเศรษฐกิจโลกเกือบ 2 เท่า แต่ในทศวรรษหลัง ตัวเลขนั้น หายไปแล้ว วันนี้การค้าโลกโตพอ ๆ หรือบางปีก็โตช้ากว่า GDP โลกด้วยซ้ำ ยิ่งมาเจอกำแพงภาษี สงครามการค้า และภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนระอุ

ยิ่งชัดว่า โลกการค้าจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว แปลว่า ต่อให้เราผลิตเก่งเหมือนเดิม ตลาดโลกก็ไม่โตมารอเหมือนเดิม ลู่วิ่งเส้นเดิมยังอยู่ แต่ลู่นั้นแคบลง และมีคนลงมาวิ่งพร้อมกันมากขึ้น

2) China Shock 2.0 – แรง และยืดเยื้อ

China Shock รอบแรก คือยุคที่จีนเข้า WTO และกลายเป็นโรงงานของโลกด้วยค่าแรงถูก แต่วันนี้ เรากำลังเผชิญ China Shock รอบใหม่ รอบนี้ ไม่ได้มาจาก “ค่าแรงถูก” แต่มาจากขนาดการผลิต เทคโนโลยี และแรงอัดฉีดจากรัฐ ดีมานด์ในประเทศโตไม่ทัน กำลังการผลิตยังเพิ่ม

สินค้าจึงต้องถูกระบายออกสู่ตลาดโลก จีนวันนี้ ผลิตสินค้ากว่า 30% ของการผลิตอุตสาหกรรมโลกมากกว่าสหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรปรวมกัน งานศึกษาชิ้นหนึ่งของ International Monetary Fund

ชี้ว่าในบางอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ การสนับสนุนจากภาครัฐจีน มีขนาดสูงถึง 2–3% ของ GDP เมื่อแปลงเป็นตัวเงิน เท่ากับราว 360–540 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี มากกว่า GDP ของหลายประเทศทั้งประเทศ และไม่ใช่แค่เงิน

แต่คือความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่ทำให้ขีดความสามารถการแข่งขัน พุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดด นี่จึงไม่ใช่คลื่นสั้น แต่เป็นกระแสยาว ที่ทำให้การแข่งขันทั่วโลก เข้มข้นขึ้นพร้อมกัน

3) กรรไกรสองคมของการค้าโลก

ถ้าเอาสองเรื่องแรกมาวางซ้อนกัน ภาพจะชัดขึ้นทันที โลกการค้าวันนี้ กำลังถูกตัดพร้อมกันสองด้าน ด้านหนึ่ง ดีมานด์โลกโตช้าลง อีกด้านหนึ่ง สินค้าในโลกกลับ มากขึ้นต่อไป ไม่ใช่แค่จีน แต่ทุกประเทศ ทุกบริษัท ต่างออกตามหาตลาดใหม่

แม้แต่ตลาดในบ้านเราเอง ก็ไม่ใช่สนามปิดอีกต่อไป ผู้ประกอบการไทย แม้ไม่ได้ส่งออกก็ยังต้องแข่งกับโลกในสนามเดียวกัน

4) การท่องเที่ยว – สนามแข่งขันใหม่ที่เริ่มเข้มข้น

เมื่อการผลิตไม่พอจะเลี้ยงเศรษฐกิจ หลายประเทศจึงหันมามองการท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์สร้างรายได้ การแข่งขันในสนามนี้ จึงเริ่มคุกรุ่นขึ้นอย่างชัดเจน สิ่งที่ต้องจับตาคือ จีนไม่ได้เป็นแค่ “แหล่งนักท่องเที่ยวขาออก” อีกต่อไป ในไตรมาสแรกของปี 2025 จีนมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศ ราว 9.5–11 ล้านคน เพิ่มขึ้นเกือบ 20% จากปีก่อน

ตัวเลขนี้สะท้อนว่าจีนไม่ได้ฟื้นแค่การท่องเที่ยวในประเทศ แต่กำลัง กลับมาเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก เช่นเดียวกันกับประเทศอย่างเวียดนาม ที่สามารถดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แรงขึ้นต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เพราะเกมการค้าโลกเล่นยากขึ้น สมรภูมิการแข่งขัน จึงลากยาวมาถึง “การท่องเที่ยว” คำถามคือ เรารู้ตัวหรือยัง และมียุทธศาสตร์รับมือหรือไม่

5) พึ่งตลาดในประเทศ…ได้ แต่อาจไม่พอ

เมื่อตลาดโลกยากขึ้น หลายคนหันมามองตลาดในประเทศมากขึ้น บางประเทศทำได้ เพราะตลาดใหญ่ ประชากรยังโต และหนี้ไม่สูง แต่สำหรับไทย ประชากรราว 70 ล้านคน นอกจากไม่ค่อยโต บางปียังหดตัวด้วยซ้ำ ขณะที่หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงกว่า 85% ของ GDP

ตัวเลขเหล่านี้ ไม่ได้แปลว่า ตลาดในประเทศ “ไม่มีโอกาส” แต่แปลว่า เราไม่สามารถพึ่ง การขายแบบเดิม ๆให้ฐานลูกค้ากลุ่มเดิม เหมือนในอดีตได้อีกแล้ว ทางรอดจึงไม่ใช่การขายทุกอย่างให้ทุกคน แต่คือการเลือกโฟกัส บางตลาดที่ยังโต และวาง positioning ให้ชัด พร้อมกันนั้น ตลาดต่างประเทศจะยิ่งจำเป็น ไม่ใช่ทางเลือกเสริม แต่เป็น อีกขาหนึ่งของอนาคต ทั้งหมดนี้

ไม่ได้บอกว่าโลกกำลังแย่ แต่บอกว่า เกมกำลังเปลี่ยน ในเกมที่ลู่วิ่งแคบลง และคู่แข่งมากขึ้น คนที่เหนื่อยที่สุด ไม่ใช่คนที่วิ่งช้า แต่คือคนที่ วิ่งผิดทาง ปีนี้จึงไม่ใช่แค่ปีแห่งการ “อึด” แต่เป็นปีแห่งการ อ่านเกมให้ขาด เลือกสนามให้ถูก และเล่นให้ฉลาด ไม่ว่าจะเป็น ในระดับประเทศ ธุรกิจ หรือชีวิตของแต่ละคน เพราะในโลกที่การแข่งขันข้นขึ้น คนที่อยู่รอด ไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุด แต่ต้องรู้ว่า ตัวเองควรเล่นเกมไหน และไม่ควรเล่นเกมอะไร