การเมืองและเศรษฐกิจโลกเดือดตั้งแต่ต้นปี 2569 เอฟเฟ็กต์จากสถานการณ์ “สหรัฐ” แทรกแซง “เวเนซุเอลา” เนื่องจากเวเนซุเอลามีน้ำมันสำรองพิสูจน์แล้วมากที่สุดในโลกกว่า 3 แสนล้านบาร์เรล คิดเป็นสัดส่วน 20% ของทั่วโลก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาท และภาคธุรกิจของประเทศไทย
“สุนทร สถาพร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สถาพร เอสเตท จำกัด และในฐานะนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ให้ความเห็นว่า ตอนนี้ตลาดหุ้นยังคงเป็นบวก และราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรในปี 2566 ลดบทบาทการเป็นเจ้าตลาดน้ำมันของเวเนซุเอลา ทำให้ทั้งโลกหันมาพึ่งพาน้ำมันจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและชาติพันธมิตร หรือ OPEC+ มากขึ้น ทำให้ผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ไม่รุนแรงเท่าใดนัก
สิ่งที่น่าจับตาและความน่ากังวลคือ หากการเข้าแทรกแซงของสหรัฐสามารถคุมแหล่งผลิตน้ำมันดิบของเวเนซุเอลาได้ จะทำให้สหรัฐกลายมาเป็นเจ้าตลาดที่สามารถควบคุมราคาได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบภาคอสังหาฯไทย 2 ด้าน ได้แก่ 1.การขนส่งวัสดุก่อสร้างที่อาจเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันสันดาปที่ผันผวน เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยยังจำเป็นต้องพึ่งพาพลังงานธรรมชาติและน้ำมันดีเซลจากต่างประเทศกว่า 75%
“สุนทร” อธิบายว่า ผลกระทบค่าขนส่งวัสดุก่อสร้างขึ้นอยู่กับการขึ้นราคาน้ำมัน ตามปกติแล้วต้นทุนการก่อสร้างบ้านอยู่ที่ 15,000 บาทต่อ ตร.ม. คิดเป็นต้นทุนการขนส่ง 5% หรือ 750 บาทต่อ ตร.ม. หมายความว่า หากราคาน้ำมันดีเซลจากปกติ 30 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 50% เป็น 60 บาทต่อลิตร ก็จะทำให้ต้นทุนการขนส่งวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้นเป็น 1,400 บาทต่อ ตร.ม
และ 2.ค่าไฟฟ้าใช้จ่ายภายในบ้าน ปัจจุบันไทยใช้ไฟฟ้าที่ผลิตโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตในประเทศไทย (กฟผ.) คิดเป็นสัดส่วน 55-60% ขณะที่สัดส่วนที่เหลือ 40% นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งหากราคาตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นก็จะส่งผลกับราคาไฟฟ้าในประเทศไทย เนื่องจากสหรัฐกลายมาเป็นผู้กำหนดราคาตลาด
คำแนะนำสำหรับภาครัฐ สุนทรกล่าวว่ารัฐบาลจะต้องเร่งหาทางเพิ่มพลังงานทางเลือกให้มากขึ้น จากปัจจุบันการพึ่งพาพลังงานทางเลือกของประเทศไทยในสัดส่วน 15% ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และน้ำจากเขื่อน ให้ปริมาณมากขึ้นแทนการพึ่งพาจากต่างประเทศ
ในขณะที่ผู้ประกอบการเองต้องเร่งสร้างที่อยู่อาศัยในรูปแบบประหยัดพลังงานมากขึ้น และผู้บริโภคเองจำเป็นต้องใช้ชีวิตคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Living) เพื่อลดการใช้พลังงาน เช่น การใช้หลักการ 3R ได้แก่ ลดการใช้ (Reduce) สิ่งที่ไม่จำเป็น, นำกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) เพื่อยืดอายุการใช้งาน, และแปรรูปใช้ใหม่ (Recycle) ในการดำเนินชีวิต รวมถึงรณรงค์การใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้นอีกด้วย