จีน ‘มือที่มองไม่เห็น’ ตัวแปรสำคัญราคาน้ำมันโลก
ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านปะทุขึ้น ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกดีดตัวสูงขึ้นจากความไม่แน่นอนในช่องแคบฮอร์มุซ จีนกลายเป็น “มือที่มองไม่เห็น” ที่สามารถหยุดยั้งราคาน้ำมันดิบโลกไม่ให้พุ่งสูงเกิน 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ราว 6,600 บาท) ด้วยการลดการนำเข้าน้ำมันดิบลงอย่างมหาศาล แต่จะเป็นอย่างไรถ้าจีนกลับไปซื้อน้ำมันในปริมาณเท่าเดิม
จาเวียร์ บลาส นักข่าวสายพลังงานและการเงิน หนึ่งในผู้เขียนหนังสือ ‘โลกนี้มีไว้ขาย : The World for Sale’ ตั้งข้อสังเกตว่า ขณะนี้สงครามสิ้นสุดลงแล้ว แต่จีนยังไม่ได้กลับไปซื้อน้ำมันดิบในปริมาณเท่าเดิม ดังนั้นคำถามสำคัญควรจะเป็น ‘เมื่อไหร่จีนจะทำเช่นนั้น’ มากกว่าที่จะถามว่า ‘จีนจะทำเช่นนั้นหรือไม่’
‘จีนให้ แล้วจีนก็เอากลับคืน’ เป็นประโยคที่สามารถอธิบายบริบทของจีนได้เป็นอย่างดี “ต่อไปนี้การกระทำของจีน อาจกำหนดราคาน้ำมันโลกไปได้อีกนานหลายปี โดยหากจีนขยันซื้อน้ำมันเรื่อย ๆ ราคาอาจพุ่งไปอยู่ที่ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ราว 2,600 บาท) แต่หากจีนไม่ซื้อ ก็อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ทำให้ราคาน้ำมันลดต่ำลงไปอยู่ที่ราว 60-65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ราว 2,000-2,100 บาท) ในช่วงปลายปี 2026 ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2027” บลาสกล่าว โดยอ้างอิงสถานการณ์ราคาน้ำมันปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ราว 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ราว 2,400 บาท)
สำหรับภาคการเงินและเศรษฐกิจ ยิ่งจีนชะลอการกลับไปซื้อน้ำมันจำนวนมากนานเท่าไหร่ อัตราเงินเฟ้อก็จะยิ่งลดลงมาก และหากปัจจัยอื่น ๆ คงที่แล้ว โอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางประเทศอื่น ๆ จะลดอัตราดอกเบี้ยก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันที่ถูกลงย่อมหมายถึงเม็ดเงินที่ลดลงหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของ OPEC+ เช่น ซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย
“แน่นอนว่า การถอดรหัสอุตสาหกรรมพลังงานขนาดใหญ่ของจีน ซึ่งขับเคลื่อนโดยคำสั่งของรัฐบาลนั้นเป็นเรื่องยาก ผู้ค้าน้ำมันจึงใช้วิธีการติดตามเรือบรรทุกน้ำมัน ภาพถ่ายดาวเทียม และการติดต่อพูดคุยเพื่อหาเบาะแส เติมเต็มข้อมูลสถิติอย่างเป็นทางการของจีนที่อาจไม่ครบถ้วน” บลาสกล่าว
บริษัท Vortexa ซึ่งเป็นบริษัทข่าวกรองสินค้าโภคภัณฑ์ ประเมินว่า เมื่อเดือน มิ.ย. 2026 จีนนำเข้าน้ำมันผ่านช่องทางขนส่งทางเรือลดลงมาก สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 10 ปี ที่ 5.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือลดลงประมาณ 50% จากระดับก่อนสงคราม
จากข้อมูลเบื้องต้น บ่งชี้ว่า ปริมาณการขนส่งน้ำมันทางเรือไปยังจีนในเดือน ก.ค. จะยังมีแนวโน้มต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามประมาณ 1 ใน 4 เช่นเดียวกับเดือน ส.ค. ซึ่งการนำเข้าน้ำมันของจีนจะอยู่ในระดับทรงตัวที่ 9-10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่ำกว่าระดับก่อนเกิดความขัดแย้งที่ 11.5-12 ล้านบาร์เรลต่อวัน
บลาสชี้ให้เห็นว่า อุปสรรคแรกในการคาดการณ์สถานการณ์ราคาน้ำมัน คือการทำความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันของจีน โดยตลาดต่างเห็นพ้องกันว่าจีนนำเข้าน้ำมันน้อยลงกว่าอดีตมาก แต่ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างดุเดือดถึงเหตุผลของการลดปริมาณการนำเข้า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจีนไม่เปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับปริมาณสำรองปิโตรเลียมของตน
ผู้สังเกตการณ์บางคนเชื่อว่า จีนปล่อยน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปออกจากคลังสำรองแล้วอย่างเงียบ ๆ ขณะที่หลายคนก็เชื่อว่า จีนลดการนำเข้าน้ำมันเนื่องจากดีมานด์ลดลง, การปรับเปลี่ยนระดับการกลั่น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และลดปริมาณการสำรองน้ำมันลง เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ที่ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี และการสร้างอุตสาหกรรมแปรรูปถ่านหินเป็นก๊าซ
บลาสเชื่อว่า ตั้งแต่ปี 2024-2025 เรื่อยมาจนถึงต้นปี 2026 จีนนำเข้าน้ำมันมากกว่าปริมาณที่ต้องการใช้จริงมาก โดยอาจมีปริมาณสำรองมากถึง 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือเทียบเท่าปริมาณการบริโภคน้ำมันรายวันของฝรั่งเศส
แม้นักลงทุนบางรายจะเชื่อว่า เร็ว ๆ นี้จีนจะกลับไปสต๊อกน้ำมันจำนวนมากอีกครั้ง แต่บลาสเชื่อว่า ในเวลานี้จีนจะยังไม่เพิ่มสต๊อกอีกจนกว่าราคาน้ำมันดิบโลกจะลดต่ำลงไปกว่านี้ โดยอ้างอิงข้อมูลในอดีต ซึ่งจีนจะซื้อน้ำมันดิบเพิ่มก็ต่อเมื่อมีปริมาณล้นตลาดแล้วอย่างเห็นได้ชัด และต่อเมื่อราคาน้ำมันดิบเบรนต์ลดราคาลงมาอยู่ในช่วง 60-65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ราว 2,000-2,100 บาท) ทำให้ในขณะนี้ จีนน่าจะยังไม่มีแรงจูงใจในการซื้อเพิ่ม
“ที่สำคัญคือ ‘เวลาอยู่ข้างจีน’ โดยหากการจราจรขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ในปี 2027 ตลาดน้ำมันจะเดินหน้าเข้าสู่ภาวะน้ำมันล้นตลาดอย่างมาก และนั่นจะเป็นช่วงเวลาที่จีนจะกลับมาซื้อน้ำมันดิบในปริมาณมากอีกครั้ง เพื่อผลักดันให้เกิดเสถียรภาพและการตรึงราคา” บลาสกล่าว
บลาสกล่าวทิ้งท้ายว่า การคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะฟื้นตัวกลับไปที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ราว 3,300 บาท) ในเร็ว ๆ นี้ ถือเป็นการคาดการณ์ที่ประมาทพอ ๆ กับการคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันจะลดลงเหลือ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ราว 1,600 บาท) ในปีหน้า การคาดการณ์ทั้งสองสถานการณ์จะผิดพลาด ถ้าจีนยังคงปฏิบัติตัวเป็นผู้ค้าที่ชาญฉลาด อย่างที่เราเห็นกันในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
อ้างอิง : Bloomberg