ซาอุฯ เล็งขยายท่อส่งน้ำมันไปทะเลแดง เลี่ยงพึ่งพาฮอร์มุซ
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ซาอุดีอาระเบียกำลังพิจารณาขยายกำลังการส่งน้ำมันผ่านท่อส่งน้ำมันแนวตะวันออก-ตะวันตกไปยังท่าเรือยานบูในทะเลแดง เพื่อเลี่ยงการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซที่ตกอยู่ในความไม่แน่นอน ตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุขึ้น โดยอาจทำให้กำลังการขนส่งเพิ่มขึ้นอีก 1-2 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเดิมอยู่ 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน
รอยเตอร์ (Reuters) รายงานอ้างอิงแหล่งข่าวว่า ซาอุดีอาระเบียพิจารณาขยายกำลังการขนส่งน้ำมันดิบผ่านท่อส่ง ไปยังชายฝั่งทะเลแดงฝั่งตะวันตก ซึ่งจะช่วยให้ซาอุฯ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซียสามารถขนส่งน้ำมันดิบได้มากขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ
ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการเพิ่มกำลังการขนส่งน้ำมันจะเป็นการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเดิม หรือหมายถึงการสร้างท่อส่งใหม่ แต่แหล่งข่าวรายหนึ่งกล่าวว่า กำลังการขนส่งที่เพิ่มขึ้นจะรวมถึงท่อขนาดเล็กสำหรับการขนส่งผลิตภัณฑ์น้ำมันที่กลั่นแล้วด้วย
เดิมซาอุฯ มีท่อส่งน้ำมันแนวตะวันออก-ตะวันตก (East-West Pipeline) ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1980 โดยซีอีโอของบริษัทน้ำมัน ซาอุดีอารัมโก (Saudi Aramco) กล่าวไว้เมื่อเดือน พ.ค. ว่า ปัจจุบันท่อส่งนี้สามารถขนส่งน้ำมันดิบไปยังท่าเรือยานบูในทะเลแดงได้มากถึง 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน แบ่งเป็นการส่งไปยังโรงกลั่นบนชายฝั่งตะวันตก ประมาณ 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน และอีกประมาณ 5 ล้านบาร์เรลต่อวันสำหรับการส่งออก
แหล่งข่าวสองรายระบุว่า การขยายกำลังการขนส่งน้ำมันดิบดังกล่าวอาจเพิ่มกำลังการขนส่งขึ้นประมาณ 1-2 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยพิจารณารวมไปถึงผลิตภัณฑ์น้ำมันที่กลั่นแล้ว ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะใช้เวลาหลายปี มีค่าใช้จ่ายหลายพันล้านดอลลาร์ และต้องเปลี่ยนกลไกการกำหนดราคาน้ำมันดิบของซาอุฯ ด้วย
นอกจากนี้แหล่งข่าวยังระบุว่า คูเวตก็กำลังเจรจาเบื้องต้นกับประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศ เพื่อขยายขีดความสามารถของท่อส่งน้ำมันให้เพิ่มขึ้น 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยขณะนี้คูเวต บาห์เรน และกาตาร์ ต่างยังไม่มีเส้นทางขนส่งน้ำมันเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ท่อส่งน้ำมันของอิรักไปยังตุรกีก็ยังประสบปัญหาข้อพิพาทและปิดใช้งานซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้มีกำลังการขนส่งต่ำกว่าเป้าหมาย
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เป็นรัฐในอ่าวเปอร์เซียเพียงแห่งเดียวที่มีศักยภาพเลี่ยงเส้นทางขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ โดยสร้างท่อส่งน้ำมันตะวันตก-ตะวันออกใหม่เสร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง หากเปิดใช้งานในปี 2027 ตามกำหนดจะเพิ่มกำลังการขนส่งน้ำมันดิบเป็น 2 เท่าไปยังฟูไจราห์ ซึ่งเป็นท่าเรือส่งออกน้ำมันที่ตั้งอยู่นอกช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ท่อส่งน้ำมันอาบูดาบีที่มีอยู่เดิมก็สามารถส่งน้ำมันได้ถึง 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน
เมื่อเดือน มิ.ย. ชีคนาวาฟ อัล-ซาบาห์ ซีอีโอของบริษัท คูเวต ปิโตรเลียม (KPC) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ กล่าวในการประชุม Atlantic Council Global Energy Forum ว่า กำลังหารือกับซาอุฯ และ UAE เพื่อพิจารณาว่าจะขยายระบบท่อส่งน้ำมันที่มีอยู่แล้วเพื่อรองรับน้ำมันจากคูเวตได้อย่างไร
ด้าน ซาอิด เบลบาจี หุ้นส่วนผู้จัดการของบริษัทที่ปรึกษา Hardcastle Advisory ในอังกฤษ กล่าวว่า การเจรจาเกี่ยวกับเส้นทางท่อส่งน้ำมันของซาอุฯ คูเวต และกาตาร์ สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นจริงเชิงกลยุทธ์ที่กว้างขึ้น ซึ่งความขัดแย้งทำให้ทุกฝ่ายในภูมิภาคตระหนักถึงอันตรายของการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซเพียงอย่างเดียว
ก่อนหน้านี้สงครามอิหร่านและการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซทำให้ผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียไม่สามารถส่งน้ำมันออกสู่ภายนอกได้ สูงสุดถึง 12 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้น้ำมันราคาพุ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ด้วยการลงนามในข้อตกลงเบื้องต้นระหว่างสหรัฐและอิหร่าน เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ทำให้การขนส่งบางส่วนสามารถกลับมาดำเนินการได้แล้ว แต่ก็ยังต่ำกว่าระดับก่อนสงคราม
แหล่งข่าวระบุว่า การขยายกำลังการขนส่งของซาอุฯ บ่งชี้ว่าหลังสงครามอาจเข้าสู่ระยะต่อไปซึ่งซาอุฯ และ UAE ต่างเร่งกำลังการผลิตน้ำมันแข่งกัน ซึ่งนั่นก็จะส่งผลให้ราคาน้ำมันลดต่ำลงด้วยเช่นกัน