อโวคาโดสายพันธุ์แฮส (Hass) เป็นพันธุ์คุณภาพระดับโลกที่ได้รั บการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand จากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ ปลอดสารสังเคราะห์ 100% ไม่ใช้พืช GMO และเป็นมิตรต่อระบบนิเวศ
วิเชียร พรมทุ่งค้อ ผู้นำชุมชน เล่าว่าจุดเปลี่ยนของชุมชนเริ่มต้ นจากวิกฤต บ้านเทพพนาเคยเป็นหมู่บ้ านอพยพที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่ง ก่อนที่การค้นพบดอกกระเจียวป่ าจะดึงดูดนักท่องเที่ยว จนที่ดินเริ่มเปลี่ยนมือ เกิดการทำเกษตรเชิงเดี่ยว ดินเสื่อมโทรม และการใช้สารเคมีเพิ่มขึ้ นตามลำดับ
กระทั่งในปี 2563 เขาร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวั ดประกาศโครงการปลูกอโวคาโด 1,000 ไร่ ระดมเกษตรกร 500 คน ให้ปลูกคนละ 2 ไร่ ไร่ละ 50 ต้น ด้วยต้นทุนเพียงต้นละ 4 บาท หรือเพียง 200 บาทต่อไร่ โดยตั้งเป้าสร้างรายได้ต้นละ 20,000 บาท หรือราว 1 ล้านบาทต่อไร่ ปีถัดมาจัดกิจกรรมแจกอโวคาโดกิ นฟรีเพื่อสร้างการรับรู้ ดึงผู้เข้าร่วมได้กว่า 10,000 คน พร้อมจำหน่ายต้นพันธุ์คืนให้แก่ ผู้สนใจในราคาต้นละ 800 บาท
อะโวคาโดพันธุ์แฮส (Hass)
การเลือกอโวคาโดสายพันธุ์แฮส มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์รองรับ เพราะเป็นสายพันธุ์เดียวในโลกที่ ผ่านการพิสูจน์ทางห้องปฏิบัติ การว่าไม่มีไขมันทรานส์ และสามารถสกัดน้ำมันในรู ปแบบซอฟต์เจลได้ จนกลุ่มเซ็นทรัลรับซื้ อและวางจำหน่ายในท็อปส์ (Tops) นับเป็นรายแรกของไทย ขณะที่ชุมชนยังพัฒนาพืชอัตลั กษณ์พื้นถิ่นควบคู่กันไป ทั้งทุเรียนโอโซน สับปะรดไร่ม่วง และชาเลือดมังกร เพื่อเสริมความโดดเด่นและมูลค่ าเพิ่มของผลผลิต
โมเดลของเทพพนาอยู่ที่ การฟื้นฟูระบบนิเวศควบคู่กั บการเพิ่มผลผลิต ชุมชนนำ “ไบโอชาร์” ฝังลงในพื้นที่ กว่า 100 ตัน เพื่อดูดซับมีเทนและมลพิษ ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และกักเก็บคาร์บอนจนกลายเป็ นเขตพืชปลูกคาร์บอนต่ำ
นอกจากนี้ยังติดตั้ง “ระบบโซลาร์ เซลล์” จัดทำธนาคารน้ำใต้ดินเพื่อบริ หารทรัพยากรน้ำตลอดปี และ “นำเห็ดเรืองแสงสิรินรัศมี” มาใช้ควบคุมโรคพืชแทนสารเคมี นับตั้งแต่ปี 2566 โครงการเซ็นทรัล ทำ ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวในจังหวั ดชัยภูมิไปแล้วกว่า 6,500 ไร่ ผ่านเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่ งแวดล้อม วนเกษตร และการอนุรักษ์ป่าชุมชน
พร้อมพัฒนา “ห่วงโซ่คุณค่าไม่เผา” เปลี่ยนเศษวัสดุทางการเกษตรให้ กลับมาเป็นทรัพยากรผ่านการผลิ ตไบโอชาร์และปุ๋ยหมักในชุมชน โดยวางแผนขยายพื้นที่ฟื้นฟูเพิ่ มอีก 5,000 ไร่ภายในปี 2573 พร้อมจัดทำแผนที่คาร์บอนต่ำระดั บอำเภอและพัฒนาสู่คาร์บอนเครดิ ตในอนาคต
ด้านการท่องเที่ยวและการศึกษา ชุมชนร่วมกับสำนักงานท่องเที่ ยวและกีฬาจังหวัดพัฒนาเส้นทางท่ องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ พร้อมก่อสร้างศูนย์การเรียนรู้ 2 อาคาร รองรับผู้เข้าอบรมและนักท่องเที่ ยวได้กว่า 330,000 คนในปี 2568 จากที่เคยรับได้เพียงหลักพันต่ อปีในช่วงแรก เพิ่มเป็น 30,000 คนในปีที่ผ่านมา และตั้งเป้าขยายเป็น 40,000–50,000 คนในปีนี้
ขณะที่พื้นที่ท้องฟ้ าสวนเทพพนาอยู่ระหว่างการขอขึ้ นทะเบียนเป็น Dark Sky Park กับสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่ งชาติ (NARIT) ในปี 2569 ส่วนโรงเรียนบ้านไร่พัฒนาได้รั บการยกระดั บโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ เป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมต้น
ครอบคลุมหลักสูตรเกษตรคาร์บอนต่ำ ออร์แกนิก การแปรรูป และการผลิตต้นพันธุ์ อโวคาโดครบวงจร พร้อมจ้างงานคนพิการในสวนเพื่ อสร้างรายได้อย่างยั่งยืน โดยในปีที่ผ่านมาพัฒนานักเรี ยนแล้ว 1,326 คน ครูและบุคลากร 113 คน และขยายผลสู่เครือข่ายโรงเรี ยนอีก 10 แห่ง พร้อมขยายเครือข่ายผู้ปลู กอะโวคาโดได้ถึง 1,500 ราย