เตหะรานใต้ม่านควันพิษ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนจากสงคราม
การโจมตีของอิสราเอลต่อคลังเชื้อเพลิงและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์ปิโตรเลียมในกรุงเตหะราน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ได้ทิ้งภาพน้ำมันที่รั่วไหลลงสู่ถนนลุกเป็นสายไฟ ขณะที่ควันดำหนาทึบปกคลุมมหานครที่มีประชากรกว่า 10 ล้านคน จนถนนหนทางและยานพาหนะเต็มไปด้วยเขม่าไว้ในความทรงจำ
ภายหลังการโจมตี ดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) ในหลายเขตของกรุงเตหะรานพุ่งเข้าสู่ระดับเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และอันตรายอย่างยิ่ง อ้างอิงจากข้อมูลตรวจวัดเรียลไทม์ (Tehran air quality index) เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 69 ภายหลังเกิดเหตุ ระบุว่าสถานีตรวจวัดในเขต 19 บางแห่งรายงานค่า AQI สูงกว่า 140 พร้อมระดับฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานองค์การอนามัยโลก ซึ่งแพทย์ในกรุงเตหะรานรายงานว่าจำนวนผู้ป่วยที่มีอาการหายใจลำบากเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและผู้สูงอายุ
นอกจากนี้ยังเกิดปรากฏการณ์ “ฝนดำ” เมื่อน้ำฝนพาเขม่าและสารเคมีในอากาศตกลงสู่พื้น กลายเป็นฝนกรดที่ระคายเคืองผิวหนัง ดวงตา และทำลายพืชพรรณในบริเวณโดยรอบ
องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกมาแสดงความกังวลต่อผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนจากไฟไหม้ปิโตรเลียมโดยตรง ทั้งควันพิษ พื้นผิวปนเปื้อน และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความปลอดภัยของน้ำและอาหาร กลุ่มเสี่ยงสูงสุดคือเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบหายใจหรือหัวใจ
สื่อท้องถิ่น Al Jazeera เปิดเผยว่า การโจมตีครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่คลังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่ถึง 4 แห่งและศูนย์กระจายสินค้า 1 แห่ง ได้แก่ โรงกลั่นน้ำมันเตหะรานทางตอนใต้ คลังในย่าน Aghdasieh, Shahran และ Karaj โดยในย่าน Shahran ผู้เห็นเหตุการณ์รายงานว่าน้ำมันดิบรั่วไหลลงสู่ท้องถนนโดยตรง
Shina Ansari หัวหน้ากรมสิ่งแวดล้อมของอิหร่าน กล่าวว่า สิ่งแวดล้อมคือเหยื่อเงียบของสงคราม การเผาไหม้เชื้อเพลิงสำรองจำนวนมหาศาลได้กักขังกรุงเตหะรานไว้ภายใต้ม่านมลพิษที่หายใจแทบไม่ออก
สภากาชาดอิหร่านออกมาเตือนว่าควันที่ลอยอยู่เหนือเมืองมีไฮโดรคาร์บอนพิษ ซัลเฟอร์ และไนโตรเจนออกไซด์ในความเข้มข้นสูง และยังระบุด้วยว่าหากเกิดฝนตกผ่านกลุ่มควันเหล่านี้ น้ำฝนจะกลายเป็นฝนกรดที่อาจเผาผิวหนังและทำลายปอดอย่างรุนแรงเมื่อสัมผัสหรือสูดดม
ขณะที่ Ali Jafarian รองรัฐมนตรีสาธารณสุขอิหร่าน เปิดเผยต่อ Al Jazeera ว่าฝนกรดดังกล่าวปนเปื้อนดินและแหล่งน้ำไปแล้ว
“อากาศพิษเป็นภัยคุกคามถึงชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ที่มีโรคระบบทางเดินหายใจอยู่เดิม จนต้องออกประกาศให้ประชาชนอยู่ในอาคาร”
กลุ่มควันดำต่างจากมลพิษในเมืองอย่างไร
ด้าน Wired.Me สื่อในเครือบริษัท Condé Nast อธิบายความเสี่ยงว่า เหตุไฟไหม้โรงกลั่นน้ำมันในอิหร่านคือปรากฏการณ์มลพิษที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมเตือนว่า อันตรายยิ่งกว่าหมอกควันในเมืองที่มลพิษหนักที่สุดในโลก
Vishnu Sunil ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศ อธิบายว่าโรงกลั่นน้ำมันเป็นโรงงานอุตสาหกรรมซับซ้อนที่แปรรูปน้ำมันดิบให้เป็นเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์เคมีหลากชนิด เมื่อสถานที่เหล่านี้เกิดไฟไหม้ มลพิษที่ปล่อยออกมาจึงซับซ้อนกว่าควันธรรมดา
“สิ่งที่เราเห็นทันทีคืออนุภาคเขม่าสีดำ ซึ่งรวมถึงฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM) ที่เชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อระบบหายใจทั้งระยะสั้นและระยะยาว แต่ควันที่มองเห็นได้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาเท่านั้น และยังมีอีกมากที่เรามองไม่เห็น”
เช่น ไนโตรเจนออกไซด์และซัลเฟอร์ออกไซด์ที่เชื่อมโยงกับฝนกรด รวมถึงโลหะหนักและสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs)
ในช่วงที่ผ่านมา ผู้ใช้ X (Twitter) หลายรายเปรียบเทียบควันเหนืออิหร่านกับหมอกควันเรื้อรังของเมืองอื่นๆ บางคนโพสต์ว่ามลพิษในบางประเทศยังแย่กว่า แต่ Sunil ชี้ว่าการเปรียบเทียบเช่นนั้นทำให้เข้าใจผิดได้
หมอกควันในเมืองปกติมาจากรถยนต์ อุตสาหกรรม และฝุ่น แม้เป็นอันตราย แต่กระจายตัวในพื้นที่กว้าง ขณะที่ไฟไหม้โรงกลั่นน้ำมันปล่อยมลพิษจำนวนมากออกมาอย่างฉับพลันและเป็นกระจุก
เขาระบุชัดว่า ในสถานการณ์ปกติ เรามีการเผาไหม้แบบควบคุมได้ แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ทุกอย่างที่เราพยายามป้องกันถูกปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศอย่างรวดเร็วและในปริมาณมหาศาล
สำหรับผลกระทบต่อสุขภาพไม่เท่าเทียมกัน ขึ้นอยู่กับระยะห่างจากแหล่งไฟ ระยะเวลาที่ไฟไหม้ และทิศทางลม
เช่นเดียวกับ Harjeet Singh ผู้อำนวยการก่อตั้ง Satat Sampada Climate Foundation ที่ออกมาให้ข้อมูลว่า มลพิษจากการจราจรประจำวันถูกเจือจาง แต่ไฟไหม้โรงกลั่นคือการโจมตีแบบกระจุกตัว ควันมีโลหะหนักและสารเคมีที่ยังเผาไหม้ไม่หมดในความเข้มข้นสูงกว่าท่อไอเสียรถยนต์มาก
เสมือนการอยู่ในห้องที่มีคนสูบบุหรี่ กับอยู่ในห้องที่ไฟกำลังลุกไหม้
เขาอธิบายต่อว่า ควันจากโรงกลั่นที่ไหม้เป็น “ค็อกเทลพิษ” ที่ประกอบด้วยคาร์บอนดำ นำสารเคมีเจาะลึกเข้าสู่ปอด
ผลกระทบระยะยาว
Sunil อธิบายถึงอันตรายจะอยู่นานเท่าไหร่หลังไฟดับว่าไม่มีคำตอบตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ทิศทางลม ปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิ และปรากฏการณ์ “อุณหภูมิผกผัน” (Atmospheric Inversion) ที่อาจกักมลพิษให้อยู่ใกล้พื้นดินนานขึ้น
แม้ควันที่มองเห็นจะจางลงแล้ว ก็ยังต้องมีการตรวจวัดเพื่อให้แน่ใจว่ามลพิษไม่ยังคงแขวนลอยอยู่ในอากาศ ยิ่งไปกว่านั้น มลพิษไม่รู้จักเขตแดน ผลกระทบจากไฟไหม้โรงกลั่นอาจไม่หยุดอยู่แค่พื้นที่โดยรอบ
“มลพิษไม่ใช่ปัญหาของท้องถิ่น มันคือปัญหาระดับโลก”
เขามองว่าการที่กลุ่มมลพิษอาจลอยไปถึงกลุ่มประเทศ GCC (ซาอุดีอาระเบีย, คูเวต, โอมาน, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, กาตาร์ และบาห์เรน) ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
เขม่าและตะกอนเผาไหม้ที่ตกลงสู่พื้นดินยังอาจปนเปื้อนพื้นที่เกษตรกรรม แหล่งน้ำเปิด และระบบนิเวศโดยรวม ผลกระทบบางอย่างชัดเจนและเห็นได้ทันที แต่บางส่วนอาจไม่ปรากฏให้เห็นนานหลายสัปดาห์ หลายเดือน หรือแม้กระทั่งหลายปีหลังจากเพลิงสงบ
กล่าวคือ ผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ทอดยาวข้ามหลายมิติของการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ทั้งสุขภาพของประชาชนกว่า 10 ล้านคนที่ต้องสูดดมอากาศที่มีค่า AQI เกิน 140 แหล่งน้ำที่ปนเปื้อนจากฝนกรดและน้ำมันดิบที่รั่วไหลลงสู่ถนนและดิน
ตลอดจนสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) และเขม่าที่สะสมในเขตเมืองซึ่งบั่นทอนความสามารถในการฟื้นตัวของมหานครในระยะยาว ไปจนถึงพิษที่ตกค้างในพื้นที่เกษตรกรรมและพืชพรรณโดยรอบ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจต้องใช้เวลานับปีกว่าระบบนิเวศจะกลับคืนสู่สภาพเดิม