เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (18 ก.ค. 69) ขึ้น 350 บาท รูปพรรณบาทละ 63,850 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (18 ก.ค. 69) ขึ้น 350 บาท รูปพรรณบาทละ 63,850 บาท
เกมซ้อนเกม ทุจริตสอบท้องถิ่น คนการเมืองตัวละครลับ ชิงเก้าอี้มหาดไทย
Politics เกมซ้อนเกม ทุจริตสอบท้องถิ่น คนการเมืองตัวละครลับ ชิงเก้าอี้มหาดไทย
ทุเรียนใต้ราคาร่วงหนักรอบ 7 ปี ดึงล้งภาคตะวันออกช่วยรับซื้อ
Economic ทุเรียนใต้ราคาร่วงหนักรอบ 7 ปี ดึงล้งภาคตะวันออกช่วยรับซื้อ
พาณิชย์-ตำรวจบุกหมู่บ้านหรูชลบุรี พบทุนต่างชาติซุกนอมินีถือครองอสังหาฯ
Economic พาณิชย์-ตำรวจบุกหมู่บ้านหรูชลบุรี พบทุนต่างชาติซุกนอมินีถือครองอสังหาฯ
2 กูรูเปิดปมเสี่ยง ‘เศรษฐกิจไทย’ โจทย์ลงทุนใหม่แต่ไม่สร้างงาน
Finance 2 กูรูเปิดปมเสี่ยง ‘เศรษฐกิจไทย’ โจทย์ลงทุนใหม่แต่ไม่สร้างงาน
ศึกพยุงราคามะพร้าวแกง พาณิชย์เกาะติดล้ง-โรงงาน เร่งระบายผลผลิตหน้าสวน
Economic ศึกพยุงราคามะพร้าวแกง พาณิชย์เกาะติดล้ง-โรงงาน เร่งระบายผลผลิตหน้าสวน
‘ศุภจี’ บุกวอชิงตันเร่งปิดดีล ART สหรัฐขอเวลาพิจารณาข้อเสนอไทย
Economic ‘ศุภจี’ บุกวอชิงตันเร่งปิดดีล ART สหรัฐขอเวลาพิจารณาข้อเสนอไทย
FINNO ยื่นไฟลิ่งเข้า SET ขาย IPO 300 ล้านหุ้น ลุยขยาย WealthTech
Finance FINNO ยื่นไฟลิ่งเข้า SET ขาย IPO 300 ล้านหุ้น ลุยขยาย WealthTech
เลิกเพดานน้ำมันลิตร 35 บาท กองทุนอ่วมอุ้ม B20-ตรึงLPG
Economic เลิกเพดานน้ำมันลิตร 35 บาท กองทุนอ่วมอุ้ม B20-ตรึงLPG
พยากรณ์อากาศวันนี้ (17 ก.ค. 69) ฝนฟ้าคะนองบางแห่ง กทม. ฝนตก 40% ของพื้นที่
News พยากรณ์อากาศวันนี้ (17 ก.ค. 69) ฝนฟ้าคะนองบางแห่ง กทม. ฝนตก 40% ของพื้นที่
ดูทั้งหมด

“ผู้หญิง-LGBTQ+” ใต้เงารัฐรวมศูนย์: ถอดรหัส Talk อะ Rights ทวงคืนสิทธิความเป็นมนุษย์

12 มี.ค. 2569 | 16:53น.
Talk อะ Rights

ทุกวันที่ 8 มีนาคมที่เป็นวันสตรีสากล มักจะมีบทสนทนาเรื่อง “ผู้หญิง” ปรากฏขึ้นพร้อมภาพของการเฉลิมฉลอง ความสำเร็จ หรือถ้อยคำให้กำลังใจที่สวยงาม แต่ใต้ช่อดอกไม้และคำอวยพรเหล่านั้น ปัจจุบันยังพบว่ามีชีวิตของผู้หญิงจำนวนมากที่ยังต้องต่อสู้กับโครงสร้างอำนาจแบบเดิม ๆ ทั้งในประเทศไทยและอีกหลายประเทศทั่วโลกอย่างไม่สิ้นสุด ทั้งในบ้าน ที่ทำงาน เรือนจำ โลกออนไลน์ พื้นที่ทางการเมือง ตลอดจนแนวหน้าของการเป็นผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ออกมาปกป้องทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนของตัวเอง

วงคุยออนไลน์ Talk อะ Rights ในหัวข้อ “ผู้หญิง – ความหลากหลาย – พลัง – ความหวัง – ความท้าทาย” โดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ร่วมกับ The Reporters จึงไม่ได้ชวนมามองเพียงเรื่อง ผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จในยุคสมัยนี้ แต่ในวงคุยชวนมองเรื่องผู้หญิงในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่มีชีวิตหลายคนนั้นมีความซับซ้อน มีบาดแผล มีแรงกดทับ มีการถูกต่อต้าน และมีความหวังในชีวิตอยู่ บนโลกที่เรื่องสิทธิมนุษยชนกำลังถูกท้าทายมากขึ้นทุกวันในปัจจุบัน

สิ่งสำคัญของวงคุยนี้คือการทำให้คำว่า “ผู้หญิง” ไม่ถูกขังอยู่ในนิยามแคบ ๆ แบบเดิม แต่เพิ่มเติมและขยายความเป็นหญิงให้กว้างขึ้น เพราะเมื่อมองภายในสังคมปัจจุบัน เราจะเห็นว่าผู้หญิงไม่ได้มีประสบการณ์แบบเดียวกันทั้งหมด บางคนต้องต่อสู้เพื่อให้รัฐยอมรับตัวตน บางคนต้องใช้ชีวิตในเรือนจำที่ออกแบบโดยอาจไม่ได้เคยนึกถึงความต้องการเฉพาะของผู้หญิง บางคนถูกโจมตีด้วยอคติทางเพศเพียงเพราะออกมาพูดเรื่องสิทธิเสรีภาพ ขณะที่บางคนต้องออกมาเป็นแนวหน้าเพื่อเผชิญหน้ากับรัฐและนายทุนเพื่อปกป้องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของชุมชน

และเมื่อฟังแต่ละเสียงจากวงคุย Talk อะ Rights เนื่องในวันสตรีสากลครั้งนี้ ยิ่งเห็นชัดว่า “ความไม่เท่าเทียมทางเพศ” ไม่ใช่ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นภาพสะท้อนของโครงสร้างสังคมทั้งระบบว่ารัฐยังมองผู้หญิงเป็นเพียงกลุ่มเปราะบางที่ต้องรอการช่วยเหลือ ทั้งที่ในความเป็นจริงผู้หญิงมีศักยภาพและบทบาทหลากหลายกว่านั้นมาก ขณะเดียวกันก็ทำให้เราต้องย้อนถามด้วยว่ากฎหมายที่มีอยู่ถูกออกแบบมาเพื่อคุ้มครองใครกันแน่ และในระบอบประชาธิปไตยของเรานั้น ยังเหลือพื้นที่ให้ผู้หญิงและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศยืนอยู่มากน้อยเพียงใด

คำถามเหล่านี้ค่อย ๆ ถูกคลี่ออกมาผ่านประสบการณ์ตรงของผู้หญิง นักสิทธิมนุษยชน และผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศที่มาร่วมแลกเปลี่ยนในวงสนทนาครั้งนี้ ซึ่งแต่ละเสียงสะท้อนให้เห็นทั้งความท้าทาย โครงสร้างที่ยังไม่เป็นธรรม และข้อเสนอถึงสังคมที่เท่าเทียมกว่าสำหรับทุกคน

เมื่อคำว่าผู้หญิงกว้างกว่าที่รัฐยอมรับ

สิรภพ อัตโตหิ ศิลปินเควียร์และนักเคลื่อนไหวด้านประชาธิปไตยและความหลากหลายทางเพศ เริ่มต้นด้วยการชวนรื้อคำนิยามเดิมของคำว่า “ผู้หญิง” ออกจากกรอบคิดที่คุ้นชิน เขาอธิบายว่าเมื่อพูดถึงวันสตรีสากล เราไม่ควรจำกัดความหมายไว้เพียงผู้หญิงที่เกิดมาพร้อมอวัยวะเพศหญิงหรือผู้หญิงตรงเพศเท่านั้น แต่ต้องนับรวมผู้หญิงข้ามเพศ เลสเบี้ยน ทรานส์แมน นอนไบนารี และผู้คนอีกจำนวนมากที่มีประสบการณ์แบบผู้หญิงอยู่ในชีวิตจริงเช่นกัน

“เวลาที่เราพูดถึงวันสตรีสากลหรือคำว่าผู้หญิง มันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้หญิงที่เกิดมามีมดลูก มีประจำเดือน หรือมีอวัยวะเพศหญิงเพียงอย่างเดียว แต่ว่าเรากำลังพูดถึงความเป็นหญิงที่หลากหลาย”

ประเด็นสำคัญที่ถูกย้ำในวงคุยคือ การต่อสู้ของขบวนการสิทธิสตรีและขบวนการสิทธิ LGBTQ+ ไม่ได้แยกขาดจากกัน หากแต่มีรากเดียวกัน นั่นคือการต่อสู้กับ “ระบอบชายเป็นใหญ่” และโครงสร้างสังคมที่พยายามกำหนดว่าเพศใดควรมีอำนาจ เสรีภาพ หรือสิทธิในการกำหนดชีวิตของตนเองมากน้อยเพียงใด

ในความเป็นจริง ผู้หญิงจำนวนมากยังเผชิญปัญหาที่ทับซ้อนกันระหว่างเพศสภาพและเพศวิถี เช่น ผู้หญิงที่เป็นเลสเบี้ยนยังต้องเผชิญปัญหาร่วมกับผู้หญิงตรงเพศ ไม่ว่าจะเป็นความไม่เท่าเทียมในแรงงาน การเข้าถึงสิทธิทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ ไปจนถึงความรุนแรงทางเพศบางรูปแบบที่เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้หญิงที่มีความหลากหลายทางเพศ เช่น “การข่มขืนเพื่อแก้ไขเพศวิถี” (Corrective Rape) ซึ่งยังคงถูกบันทึกว่ามีอยู่ในหลายพื้นที่ของโลก แต่หัวใจสำคัญที่สิรภพยกขึ้นมา คือ กฎหมายรับรองเพศสภาพ เขาชี้ว่าเรื่องนี้ไม่ควรถูกทำให้เหลือแค่การถกเถียงเรื่องคำนำหน้านาม

“หัวใจสำคัญของกฎหมายรับรองเพศสภาพไม่ใช่แค่เรื่องของการเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อเท่านั้น แต่คือการที่รัฐยอมรับตัวตนของบุคคลอย่างแท้จริง หมายความว่าบุคคลนั้นควรได้รับการรับรองเพศสภาพที่ตรงกับอัตลักษณ์ของตนเอง และให้เพศสภาพนั้นปรากฏในเอกสารราชการหรือเอกสารของรัฐได้อย่างถูกต้อง”

เขาอธิบายว่าการรับรองเพศสภาพต้องครอบคลุมเอกสารทุกมิติในชีวิต ตั้งแต่บัตรประชาชน สูติบัตร ไปจนถึงเอกสารราชการต่าง ๆ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่กระดาษใบหนึ่งเท่านั้น แต่การแก้ทั้งหมดได้จะเป็นกลไกที่กำหนดโอกาสในการทำงาน การเดินทาง การใช้บริการรัฐ และการใช้ชีวิตประจำวันของคนข้ามเพศจำนวนมาก

ทุกวันนี้พบว่าคนข้ามเพศจำนวนไม่น้อยยังต้องเผชิญการเลือกปฏิบัติ เมื่อต้องยื่นบัตรประชาชนในสถานที่ราชการ ถูกล้อเลียน ถูกทำให้อับอาย หรือถูกตั้งคำถามกับตัวตนเพียงเพราะร่างกายของพวกเขาไม่ตรงกับสิ่งที่เอกสารระบุไว้ ขณะเดียวกัน การเดินทางข้ามประเทศหรือผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองก็กลายเป็นประสบการณ์ที่มีความเสี่ยงและเต็มไปด้วยการตรวจสอบที่ไม่จำเป็น เพียงเพราะมีเพศวิถีไม่ตรงกับเพศสภาพหรือวิถีชีวิตที่เป็นอยู่

“เราภูมิใจในตัวเอง เราภูมิใจในความเป็นทรานส์ แต่ในขณะเดียวกัน ความภูมิใจจะต้องมาจากการรับรองของรัฐ ที่ทำให้เราใช้ชีวิตได้เท่าเทียมกับชายและหญิงที่ตรงเพศทุกคน”

สิ่งที่น่ากังวลไม่น้อยไปกว่ากัน คือบรรยากาศของโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สิรภพระบุว่า เป็นช่วงเวลาที่แนวคิดสิทธิมนุษยชนถูกต่อต้านอย่างหนัก โดยเฉพาะกระแสต่อต้านคนข้ามเพศที่ขยายตัวอย่างเป็นระบบจากโลกตะวันตกไปยังหลายพื้นที่ของโลก เขายกตัวอย่างความพยายามที่จะมีการลบเลือนบทบาทของคนข้ามเพศออกจากประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชุมชน LGBTQ+ โดยเฉพาะเหตุการณ์ สโตนวอลล์ (Stonewall Riots) การลุกฮือของชุมชนหลากหลายทางเพศเพื่อต่อต้านการบุกค้นและใช้ความรุนแรงของตำรวจที่บาร์ Stonewall Inn ในนครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 1969 เหตุการณ์ครั้งนั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จุดประกายขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิ LGBTQ+ ยุคใหม่ และนำไปสู่การจัดขบวน Pride ครั้งแรกในเวลาต่อมา แต่ปัจจุบันกลับมีความพยายามลดทอนหรือทำให้บทบาทของคนข้ามเพศในเหตุการณ์ดังกล่าวเลือนหายไปจากประวัติศาสตร์

นอกจากนี้ สิรภพยังชี้ให้เห็นถึงการโจมตีทางออนไลน์และบรรยากาศการเมืองแบบอนุรักษนิยมจัดที่กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศ ซึ่งพยายามรื้อถอนสิทธิที่ชุมชน LGBTQ+ เคยต่อสู้จนได้มาแล้ว และถึงแม้ประเทศไทยเพิ่งผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมมาไม่นาน แต่สิรภพย้ำว่า การที่มีกฎหมายสมรศเท่าเทียมไม่ใช่ของขวัญจากรัฐ แต่การมีกฎหมายนี้เป็นสิทธิที่ประชาชนควรได้รับอยู่แล้ว และยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องผลักดันต่อ ตั้งแต่การรับรองเพศสภาพ การเข้าถึงฮอร์โมนอย่างปลอดภัย ไปจนถึงการคุ้มครองจากความรุนแรงทั้งทางกาย ทางใจ และในโลกไซเบอร์

ในวันสตรีสากลปีนี้ สิรภพจึงมองว่า การต่อสู้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการผลักดันกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศเท่านั้น แต่ต้องไปไกลกว่านั้น คือการสร้างโครงสร้างสังคมที่รับรองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้หญิงและผู้มีความหลากหลายทางเพศให้เกิดขึ้นจริง ตั้งแต่การเปิดพื้นที่สื่อสารที่ปลอดภัยสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยไม่ปล่อยให้มีข่าวปลอม การใส่ความ หรือการคุกคามมาบ่อนทำลายบทสนทนา ขณะเดียวกัน รัฐต้องมีบทบาทอย่างจริงจังในการคุ้มครองผู้หญิงและผู้มีความหลากหลายทางเพศจากความรุนแรงทุกรูปแบบ ทั้งทางกายภาพ สุขภาพจิต และในโลกไซเบอร์ ควบคู่กับการผลักดันกฎหมายรับรองเพศสภาพ การสนับสนุนการเข้าถึงบริการฮอร์โมนและบริการสุขภาพที่จำเป็น การรับรองสิทธิในการสร้างครอบครัวของผู้มีความหลากหลายทางเพศ รวมถึงสิทธิในการยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ยังต้องปฏิรูประบบฐานข้อมูลประชากรของรัฐให้เป็นดิจิทัล เพื่อให้การรับรองเพศสภาพสามารถเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพในทางปฏิบัติ

“ประเด็นเรื่องเพศ ความหลากหลาย สิ่งแวดล้อม สงคราม และสิทธิมนุษยชน ล้วนเชื่อมโยงกันทั้งหมด ไม่มีประเด็นใดแยกขาดจากกันได้ และการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมต้องอาศัยการจับมือกันของผู้หญิงและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ เพื่อท้าทายโครงสร้างกดทับเหล่านี้ร่วมกัน”

หลังกำแพงเรือนจำกับคำถามว่าระบบยุติธรรมไทยเห็นผู้ต้องขังหญิงเป็นมนุษย์หรือไม่ ?

ชลธิชา แจ้งเร็ว อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เปิดประเด็นด้วยการชวนให้สังคมอย่าลืมผู้ต้องขังคดีการเมืองหญิง 4 คนที่ยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ เธอเล่าว่าบางคนถูกคุมขังมาแล้วกว่า 870 วัน 600 วัน 560 วัน และมากกว่า 400 วัน โดยในจำนวนนี้มีทั้งผู้ที่คดีสิ้นสุดแล้ว และผู้ที่คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาแต่ไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัว ก่อนจะเข้าสู่การคุยเรื่องสิทธิของผู้หญิงในเรือนจำ ชลธิชาเริ่มต้นด้วยการเอ่ยชื่อและจำนวนวันที่พวกเธอถูกคุมขัง เพื่อเตือนให้สังคมเห็นว่า “เรือนจำ” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และคำว่า “ผู้หญิงในเรือนจำ” ก็ไม่ได้หมายถึงคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่สังคมควรมองข้าม แต่ผู้ต้องขังหญิงก็คือผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่อาจเป็นแม่ เป็นลูก เป็นแรงงาน หรือเป็นประชาชนที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิทางการเมืองไม่ต่างจากคนอื่น ๆ ในสังคม

จากประสบการณ์ที่ทำงานเรื่องการปฏิรูปเรือนจำและการลงพื้นที่พูดคุยกับผู้ต้องขังหญิงจำนวนมาก ชลธิชาชี้ว่า ข้อมูลที่เธอสำรวจมาเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 พบว่าประเทศไทยมีผู้ต้องขังหญิง ประมาณ 41,000 คน จากจำนวนผู้ต้องขังหญิงทั่วโลกที่มีมากกว่า 730,000 คน และไทยยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีจำนวนผู้ต้องขังหญิงสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก โดยข้อมูลล่าสุดพบว่าติดอันดับ 5 ของโลก ปัญหาหลักที่เห็นชัดคือความแออัดในเรือนจำและในจำนวนผู้ต้องขังหญิงทั้งหมดนั้น ราว 40,000 กว่าคนต้องอยู่ในเรือนจำเพราะคดียาเสพติด รองลงมาคือคดีทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการลักทรัพย์

“ผู้หญิงจำนวนมากมาจากความยากจนเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ”

เธออธิบายว่า ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยเข้าสู่วงจรยาเสพติดหรือการลักทรัพย์เพราะความจำเป็นในชีวิตหรือมีชีวิตที่เลือกอะไรได้ไม่มากนัก ไม่ใช่เพราะเป็น “อาชญากรโดยสันดาน” แต่เพราะผู้หญิงจำนวนมากต้องเป็นเสาหลักของครอบครัว ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายของลูก พ่อแม่ หรือคู่ชีวิต ขณะที่อีกหลายคนถูกกดดันหรือชักจูงจากคนรักให้เข้าไปอยู่ในขบวนการค้ายาเสพติด หรือบางคนถึงขั้นตัดสินใจรับผิดแทนสามีหรือคู่รักเพราะเชื่อว่าหากติดคุกหรือเข้าไปในเรือนจำแทนแล้วนั้น ผู้ชายจะได้อยู่นอกเรือนจำเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวต่อไป

ข้อมูลอีกชิ้นที่เธอย้ำคือผู้ต้องขังหญิงจำนวนมากจบการศึกษาเพียงระดับมัธยมศึกษาเท่านั้น สิ่งนี้สะท้อนว่าความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและโอกาสทางการศึกษา มีส่วนโดยตรงต่อเส้นทางชีวิตที่พาผู้หญิงเข้าสู่ระบบยุติธรรม และปัจจุบันแม้ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่มีบทบาทผลักดัน Bangkok Rules หรือ “ข้อกำหนดกรุงเทพ” ของสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง แต่เมื่อมองสภาพจริงในเรือนจำไทย ชลธิชากลับชี้ให้เห็นช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างหลักการกับการปฏิบัติว่ายังสวนทางกันในหลาย ๆ ด้าน

หนึ่งในปัญหาเร่งด่วนคือ ความแออัด บางเรือนจำมีพื้นที่น้อยกว่า 1 ตารางเมตรต่อคน ซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล และพบว่ามีเรือนจำจำนวนมากยังมีอายุเก่าเกือบ 100 ปี ขาดอากาศถ่ายเท แสงสว่าง และสภาพแวดล้อมพื้นฐานที่จำเป็นต่อสุขอนามัยและสุขภาพจิตของผู้ต้องขัง อีกด้านที่ถูกมองไม่เห็นเสมอ คือสุขอนามัยเจริญพันธุ์ของผู้หญิง ตั้งแต่ชุดชั้นในที่ไม่เพียงพอ การซักแล้วตากไม่แห้งจนเกิดโรคผิวหนัง ไปจนถึงผ้าอนามัยที่แม้หลายเรือนจำพยายามจัดให้ แต่ก็ยังไม่สม่ำเสมอ บางแห่งให้ถึง 16 แผ่นต่อเดือน แต่บางแห่งโดยเฉพาะเรือนจำห่างไกล กลับให้เพียง 2-3 แผ่น เท่านั้น

“เรือนจำยุคแรกถูกออกแบบโดยผู้ชาย แน่นอนว่าเขาออกแบบมาเพื่อตอบสนองกับผู้ต้องขังชาย แต่เมื่อนึกถึงความต้องการพิเศษของผู้หญิง สิ่งเหล่านี้กลับไม่เพียงพอ”

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นผู้ต้องขังหญิงที่ตั้งครรภ์หรือมีลูกติดอยู่ในเรือนจำ ปัญหาสุขภาพจิตจากความแออัดและความเครียด ไปจนถึงการเข้าถึงฮอร์โมนของผู้ต้องขังข้ามเพศ ซึ่งยังขึ้นอยู่กับความเข้าใจของเจ้าหน้าที่แต่ละแห่งมากกว่าจะเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ สำหรับชลธิชาปัญหาเรือนจำจึงไม่ใช่แค่เรื่อง “ภายในกำแพงเรือนจำ” แต่เรื่องนี้เป็นภาพสะท้อนของรัฐที่ยังยึดแนวคิดลงโทษมากกว่าฟื้นฟู และยังไม่ยอมมองผู้ต้องขังหญิงในฐานะมนุษย์ที่มีชีวิต มีภาระ มีลูก มีร่างกายเฉพาะ และมีโอกาสกลับคืนสู่สังคมได้

สำหรับทางออก ชลธิชามองว่า “กระดุมเม็ดแรก” ของการแก้ปัญหาต้องเริ่มจากการเปลี่ยนเป้าหมายของระบบราชทัณฑ์ จากระบบที่เน้นการลงโทษ ไปสู่ระบบที่เน้นการฟื้นฟูและการคืนคนกลับสู่สังคมให้ได้จริง ๆ โดยที่ไม่ต้องกลับมารับโทษใหม่ เพราะชีวิตไปต่อไม่ได้หลังได้รับอิสรภาพ นอกจากนี้ เธอยังเสนอว่ารัฐควรเริ่มจากการคืนสิทธิในการประกันตัวให้กับประชาชน เพื่อลดความแออัดของผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี พร้อมทั้งทบทวนนโยบายคดียาเสพติดและเพิ่มมาตรการทางเลือกแทนการคุมขัง

“คุณภาพชีวิตภายในเรือนจำ จำเป็นต้องได้รับการยกระดับอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเรื่องสุขอนามัยเจริญพันธุ์ สุขภาพกาย และสุขภาพจิตของผู้ต้องขังหญิง รวมถึงการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับสภาพความต้องการในปัจจุบัน”

นอกจากนี้ยังควรใช้มาตรการทางเลือกสำหรับผู้ต้องขังที่ตั้งครรภ์หรือคลอดบุตร โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก พร้อมเปิดพื้นที่พูดคุยเรื่องสิทธิในการยุติการตั้งครรภ์ของผู้ต้องขังหญิงอย่างจริงจัง ชลธิชายังเสนอให้กำหนดมาตรฐานการปฏิบัติในเรือนจำให้เป็นแนวทางเดียวกันทั่วประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาเจ้าหน้าที่ให้มีความรู้เรื่องสิทธิสตรีและสิทธิมนุษยชนมากขึ้น รวมถึงการเตรียมความพร้อมให้ผู้ต้องขังสามารถกลับคืนสู่สังคมได้จริง ผ่านการฝึกอาชีพที่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน ไม่ใช่เพียงงานแบบเหมารวมบทบาทผู้หญิงดั้งเดิม และเธอย้ำว่าผู้หญิงจำนวนมากที่เดินเข้าสู่เรือนจำ “ไม่ได้เป็นอาชญากรโดยสันดาน” แต่หลายคนอาจถูกผลักเข้ามาด้วยสภาพแวดล้อม ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และปัญหาครอบครัวหรือการทำมาหาเลี้ยงชีพที่จำกัดทางเลือกในชีวิต

เมื่อเพศถูกใช้เป็นอาวุธทางการเมืองกับโลกออนไลน์ที่ผลักผู้หญิงสู่ภาวะไร้อำนาจ

อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภาและผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน พูดถึงประสบการณ์การถูกโจมตีทางออนไลน์ โดยขอให้สังคมมองเห็นว่า ความรุนแรงแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กและไม่ใช่สิ่งที่ควรถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ

“คนที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนมักเจอปัญหาแบบนี้บ่อยครั้ง ไม่ใช่ว่าการเจอปัญหาเรื่องบูลลี่ทางออนไลน์หรือการทำเฟกนิวส์จะเป็นสิ่งที่เราเคยชิน”

เธออธิบายว่าผู้หญิงนักการเมืองและผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจำนวนมาก มักต้องเผชิญกับการถูกคุกคามที่ใช้ “เพศ” เป็นเครื่องมือในการลดทอนความน่าเชื่อถือ มากกว่าจะวิจารณ์เนื้อหาการทำงานหรือข้อเสนอแนะในการขับเคลื่อนสังคมของพวกเธอโดยตรง ซึ่งการโจมตีเช่นนี้มีทั้งข่าวปลอม การบูลลี่ การนำเรื่องส่วนตัวในอดีต การทำบัญชีโซเชียลมีเดียปลอม ไปจนถึงการใช้วาทกรรมชาตินิยมเพื่อสร้างความเกลียดชังต่อคนที่พูดเรื่องสิทธิต่าง ๆ ในสังคม

อังคณายกข้อมูลจากรายงานสหภาพรัฐสภาว่า ในหลายประเทศพบว่ามีนักการเมืองหญิงจำนวน 20-40% เคยเผชิญกับการถูกคุกคามทางเพศ ขณะที่ในเอเชีย-แปซิฟิก มีนักการเมืองหญิง 25% รายงานว่าเคยเจอความรุนแรงทางเพศ ในจำนวนนี้ 76% เผชิญความรุนแรงทางจิตใจ 60% ถูกโจมตีทางออนไลน์ เช่น ข่าวปลอมและการสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) และอีกกว่า 10% เคยถูกใช้ความรุนแรงทางกายภาพ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความรู้สึกส่วนตัวของผู้หญิงที่ได้รับการคุกคาม แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากในวัฒนธรรมการเมืองและสังคม ซึ่งยังมองผู้หญิงว่าไม่ควรอยู่ในพื้นที่ที่มีอำนาจ

“เพศจะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการลดทอนความน่าเชื่อถือของผู้หญิง”

อังคณาย้ำว่า ในรัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับต่างรับรองหลักความเสมอภาคและไม่เลือกปฏิบัติ แต่ในชีวิตจริง กลไกรัฐกลับไม่สามารถปกป้องผู้หญิงที่ออกมาพูดเรื่องสิทธิได้อย่างมีประสิทธิภาพ เธอเล่าว่าแม้เคยฟ้องคดีเกี่ยวกับการทำไอโอหรือถูกโจมตีทางไซเบอร์ แม้ศาลจะรับรองว่าตนถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในฐานะผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน แต่กลับพบว่าศาลไม่สามารถสั่งการเยียวยาได้ เพราะประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับเรื่องนี้ และอีกประเด็นสำคัญที่เธอชี้คือ การคุกคามทางออนไลน์จำนวนมากมีผลคล้ายกับเป็น “การทรมานทางจิตใจ” เพราะทำให้เหยื่อตกอยู่ในภาวะไร้อำนาจ (Powerless) โดยไม่สามารถตอบโต้ได้ เพราะไม่รู้ว่าใครคือผู้กระทำและต้องรับภาระพิสูจน์ทุกอย่างด้วยตัวเอง ทั้งที่หน้าที่นี้ควรเป็นของรัฐในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง

“เวลาผู้หญิงหรือผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษญชนถูกคุกคาม ภาระในการพิสูจน์กลายเป็นภาระของผู้เสียหาย ทั้งที่ความจริงแล้วเจ้าหน้าที่รัฐจะต้องเป็นผู้ที่ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น”

เธอเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า หากผู้ถูกคุกคามเป็นบุคคลที่รัฐให้ความสำคัญ หรือเป็นผู้หญิงที่ใกล้ชิดกับผู้นำระดับประเทศ กลไกของรัฐในการติดตามตัวผู้กระทำผิดกลับทำงานได้รวดเร็วอย่างน่าประหลาด แต่เมื่อผู้เสียหายเป็นผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน หรือเป็นผู้หญิงธรรมดาทั่วไป กลไกเดียวกันกลับทำงานอย่างเชื่องช้า ราวกับว่าชีวิตและศักดิ์ศรีของพวกเธอมีน้ำหนักน้อยกว่าในสายตาของระบบ

สำหรับข้อเสนอแนะถึงหน่วยงานรัฐ อังคณาย้ำว่า รัฐต้องหยุดมองการคุกคามผู้หญิงเป็นเรื่องเล็กและต้องยอมรับว่าผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน รวมถึงนักการเมืองหญิง มีสิทธิได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่เช่นเดียวกับประชาชนคนอื่น ๆ เธอเสนอว่ารัฐควรยอมรับบทบาทและความชอบธรรมของผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตนเองและผู้อื่น พร้อมทั้งต้องเอาจริงกับการใช้กฎหมายเพื่อจัดการการคุกคาม การลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการใช้เพศเป็นเครื่องมือในการโจมตีทางการเมืองหรือทางสังคม

ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะกระทรวงยุติธรรมและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ต้องมีมาตรการที่ชัดเจนในการดูแล เยียวยา และฟื้นฟูผู้เสียหาย รวมถึงสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เพราะประเด็นความเท่าเทียมทางเพศไม่ใช่ภารกิจของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทั้งระบบของรัฐ เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายเองก็ต้องมีความกระตือรือร้นในการดำเนินคดี ไม่ปล่อยให้ผู้หญิงต้องต่อสู้ตามลำพัง และที่สำคัญรัฐไทยต้องทำตามคำมั่นที่เคยให้ไว้กับประชาคมโลกอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงมีแผนหรือให้สัตยาบันในระดับเอกสารเท่านั้น

“รัฐต้องไม่มองเรื่องการคุกคามผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องเล็ก แต่รัฐต้องมองเป็นเรื่องซีเรียสและจริงจังกับเรื่องนี้ เพราะหากรัฐยังเพิกเฉยต่อการคุกคามจะทำให้โอกาสที่ผู้หญิงจะยืนหยัดในพื้นที่สาธารณะอย่างปลอดภัยจะยิ่งลดน้อยลง”

ผู้หญิงแนวหน้าปกป้องทรัพยากรกับความจริงที่ว่าโครงการพัฒนามักกดทับผู้หญิงก่อนเสมอ

จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ พาเราขยับออกเข้าสู่เรื่องราวของผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในพื้นที่เหมืองแร่ โรงไฟฟ้า และชุมชน ที่กำลังต่อสู่เพื่อสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมกับโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เธอชี้ให้เห็นว่าแม้การต่อสู้เรื่องทรัพยากรธรรมชาติจะเต็มไปด้วยความเสี่ยงและแรงกดดันมากมายในพื้นที่ แต่ในความเป็นจริงกลับมีผู้หญิงจำนวนมากออกมายืนเป็นแนวหน้าในการต่อสู้มากกว่าผู้ชายด้วยซ้ำไป เธอบอกว่าเหตุผลนั้นไม่ซับซ้อนที่พบผู้หญิงออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ เพราะหลายชุมชนในต่างจังหวัด ส่วนใหญ่ผู้หญิงคือคนที่ดูแลน้ำ อาหาร ครอบครัว สุขภาพ และเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย ทำให้เมื่อทรัพยากรถูกแย่งชิงหรือทำลาย ผู้หญิงจึงเป็นคนแรก ๆ ที่รับรู้แรงกระแทกและผลกระทบของโครงการพัฒนาขนาดใหญ่เหล่านี้มากกว่าใคร ว่าถ้าปล่อยให้เข้ามาในชุมชนแล้วจะส่งผลเสียทางเศรษฐกิจ ร่างกาย และจิตใจมากแค่ไหน

“เมื่อโครงการพัฒนาเข้ามาในพื้นที่แล้วส่งผลกระทบต่อชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมหรือแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ คนที่รู้สึกถึงผลกระทบมักเป็นผู้หญิง เพราะเราคือคนที่ต้องดูแลบ้าน ดูแลครอบครัว และดูแลทรัพยากรนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผู้หญิงจำนวนมากต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกป้องบ้านเกิดของตัวเอง”

แต่การลุกขึ้นมาปกป้องทรัพยากรไม่ได้ทำให้พวกเธอได้รับการยอมรับเสมอไป ตรงกันข้ามผู้หญิงที่ออกมาต่อสู้มักถูกมองว่าก้าวร้าว ไม่อยู่ในขนบของความเป็นกุลสตรี ถูกตีตรา ถูกกดดันจากทุน ถูกบีบคั้นโดยรัฐ และต้องเผชิญกฎหมายที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาโดยมองเห็นชีวิตของผู้หญิง โดยจุฑามาสยกตัวอย่างกรณีเหมืองทองคำ จังหวัดเลย ซึ่งแม้ชาวบ้านจะต่อสู้จนศาลมีคำพิพากษาให้ฟื้นฟูพื้นที่ตั้งแต่ปี 2560 แต่จนถึงปี 2569 แต่กระบวนการฟื้นฟูก็ยังไม่เริ่ม ขณะที่เลือดของชาวบ้านและพื้นที่โดยรอบยังคงปนเปื้อนสารพิษ นี่คือภาพชัดเจนของการที่รัฐปล่อยให้ชัยชนะทางกฎหมายอยู่ในแค่กระดาษที่เขียนว่าชนะ แต่ยังไม่ได้ให้ความยุติธรรมในชีวิตจริง

อีกประเด็นสำคัญคือการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือคุกคาม เช่น การฟ้องหมิ่นประมาท การใช้ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ การใช้กฎหมายป่าไม้ กฎหมายป่าสงวน และกฎหมายอุทยาน เพื่อกีดกันผู้คนออกจากพื้นที่ที่พวกเขาอยู่มาแต่เดิม สิ่งเหล่านี้ทำให้การปกป้องสิทธิชุมชนกลายเป็นเรื่องที่ต้องแลกด้วยคดี ความกลัว และความไม่แน่นอนในชีวิต

“กฎหมายเหล่านี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกำจัดคนเห็นต่าง เป็นเครื่องมือในการกีดกันผู้คน กีดกันชีวิตของผู้คนออกจากพื้นที่ที่เขาอยู่อาศัยกันมานาน”

เธอยังตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาหนึ่งที่ร้ายแรงมากคือ หน่วยงานรัฐและองค์กรอิสระในไทยยังไม่เข้าใจหรือไม่ยอมรับความหมายของคำว่า “นักปกป้องสิทธิมนุษยชน” และ “ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน” ทำให้คนที่ลุกขึ้นมาปกป้องประโยชน์สาธารณะกลับไม่ได้รับความคุ้มครองใด ๆ ทั้งที่ต้องเผชิญความเสี่ยงต่อชีวิต ทรัพย์สิน และชื่อเสียงตลอดเวลา

สำหรับทางออก จุฑามาสเสนอว่า การแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมที่ผู้หญิงต้องเผชิญ โดยเฉพาะผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ ต้องเริ่มจากการปรับโครงสร้างอำนาจของรัฐ เธอเรียกร้องให้มีการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อนำ “สิทธิชุมชน” กลับคืนมา และรับรอง “สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี” ให้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ควบคู่กับการกระจายอำนาจให้คนในพื้นที่มีสิทธิร่วมตัดสินใจอนาคตของบ้านเกิดและทรัพยากรของตนเอง

นอกจากนี้ รัฐยังต้องสร้างระบบสวัสดิการที่มองเห็นคุณค่าของงานดูแล งานบ้าน และบทบาทของผู้หญิงในครอบครัว พร้อมกำหนดนิยามและกลไกคุ้มครอง “ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน” ในกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ รวมถึงยุติการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือฟ้องปิดปากประชาชน ไม่ว่าจะเป็นคดีหมิ่นประมาท กฎหมายชุมนุมสาธารณะ หรือกฎหมายที่ดินและป่าไม้ที่ถูกใช้เพื่อผลักผู้คนออกจากวิถีชีวิตดั้งเดิม และจุฑามาสชวนให้สังคมตระหนักว่า ความไม่เท่าเทียมทางเพศยังมีอยู่จริงในหลายพื้นที่ แม้บางคนอาจไม่เคยเจอเหตุการณ์นี้

“เป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะต้องช่วยกันรวมพลังออกมาต่อสู้เพื่อให้ผู้หญิงทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงชาติพันธุ์ ผู้หญิงข้ามเพศ ผู้หญิงพิการ หรือผู้หญิงที่มีความหลากหลายทางเพศ ได้รับความเท่าเทียมอย่างแท้จริง”

ความเท่าเทียมไม่ใช่ความเมตตากับการมองสิทธิผู้หญิงให้กว้างกว่ากฎหมายหนึ่งฉบับ

เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้ชวนคุยเรื่องผู้หญิงที่ออกไปสู่ระดับโครงสร้างทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ เธอชี้ว่าหลายครั้งสังคมสนใจว่า สถานการณ์โลกหรือสถานการณ์ต่าง ๆ เกิดอะไรขึ้นเท่านั้น แต่ไม่ค่อยถามว่าคนที่ออกมายืนพูดเรื่องเหล่านี้ต้องใช้ความกล้าแค่ไหนและต้องเผชิญกับการคุกคามมากเพียงใดในการออกมาเคลื่อนไหวโดยเฉพาะผู้หญิง

“หลายครั้งเราพูดว่าสถานการณ์เกิดอะไรขึ้น แต่เราไม่ได้มองว่าคนทำงานหรือคนที่ออกมาเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนถูกคุกคาม หรือต้องใช้ความกล้าขนาดไหนที่ต้องมายืนอยู่ตรงนี้ โดยเฉพาะผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนหรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิต่าง ๆ”

เพชรรัตน์ชวนมองว่า การกดทับผู้หญิงและผู้มีความหลากหลายทางเพศไม่ได้เกิดจากกฎหมายอย่างเดียว แต่เกิดจากการซ้อนทับกันของกฎหมาย สภาพแวดล้อมทางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และบรรยากาศการเมืองโลกที่กำลัง “หันขวา” มากขึ้น หรือการกลับมาของแนวคิดการเมืองแบบอนุรักษนิยมที่พยายามลดทอนสิทธิและบทบาทของผู้หญิงและผู้มีความหลากหลายทางเพศ จนทำให้สิทธิหลายอย่างที่เคยได้มาถูกย้อนถอยหลัง ไม่ว่าจะเป็นสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ พื้นที่ของภาคประชาสังคม งบประมาณเพื่อผู้หญิง เด็ก และ LGBTQ+ หรือแม้แต่การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม

“เราจึงต้องกลับมาทบทวนว่าสิทธิผู้หญิง สิทธิผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องมาพูดคุยเรื่องนี้ และมองภาพเหล่านี้ให้กว้างขึ้น ไม่ใช่แค่ว่ามีคำว่าผู้หญิงในกฎหมาย หรือมีคำว่า LGBTQ+ ในกฎหมายแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น”

เธออธิบายต่ออีกว่าหากมองตามกรอบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ประเด็นสิทธิของผู้หญิงไม่เคยแยกขาดจากสิทธิทางการเมือง สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เพราะผู้หญิงอยู่ในทุกมุมของสังคม ผู้หญิงมีทั้งเป็นเด็ก เป็นผู้สูงอายุ เป็นแรงงาน เป็นผู้ลี้ภัย เป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เป็นผู้ต้องขัง และเป็นผู้แบกรับภาระดูแลในครัวเรือน เพชรรัตน์ยกตัวอย่างกลไกระดับโลกอย่าง UPR (Universal Periodic Review) ซึ่งเป็นกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของแต่ละประเทศ โดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่ประเทศสมาชิกต้องเข้าสู่การประเมินเป็นระยะ และรับฟังข้อเสนอแนะจากประเทศอื่น ๆ เพื่อปรับปรุงสถานการณ์สิทธิมนุษยชนภายในประเทศ

โดยประเทศไทยเองก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการทบทวนครั้งถัดไปในอนาคตอันใกล้ ข้อเสนอแนะที่นานาชาติเคยให้ไว้ก่อนหน้านี้ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกันความรุนแรงต่อผู้หญิง การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม การขจัดการเลือกปฏิบัติทางเพศในการศึกษา การจ้างงาน และการเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ ไปจนถึงการเพิ่มการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้หญิง ซึ่งในทางปฏิบัติยังพบว่าทำเรื่องนี้อยู่ในสัดส่วนที่น้อยมากถ้าเทียบกับประเทศอื่น ๆ

เธอยังกล่าวถึง CEDAW (Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination against Women) หรืออนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี ซึ่งมักถูกเรียกว่าเป็น “กฎหมายสิทธิสตรีระดับโลก” ที่กำหนดให้รัฐภาคีต้องมีมาตรการเพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงในทุกมิติ ทั้งด้านกฎหมาย นโยบาย และการปฏิบัติ แม้ประเทศไทยจะให้สัตยาบันต่ออนุสัญญานี้แล้ว แต่เพชรรัตน์ชี้ว่า ยังมีกฎหมายและการบังคับใช้หลายส่วนที่ไม่สอดคล้องกับหลักการของ CEDAW โดยเฉพาะประเด็นความรุนแรงต่อผู้หญิง ระบบช่วยเหลือผู้เสียหายที่ยังไม่เพียงพอ การขาดข้อมูลที่ครอบคลุม และการคุ้มครองผู้หญิงจากการคุกคามในพื้นที่สาธารณะและโลกออนไลน์

ในช่วงท้ายเพชรรัตน์ชวนให้มองสถานการณ์สิทธิสตรีในบริบทโลกที่กำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นสงคราม ความขัดแย้ง หรือการถดถอยของสิทธิมนุษยชนในหลายภูมิภาค ตั้งแต่สถานการณ์ในกาซาและตะวันออกกลางไปจนถึงการถกเถียงเรื่องสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ในหลายประเทศของละตินอเมริกา เธอยกตัวอย่างคำวินิจฉัยสำคัญของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (United Nations Human Rights Committee) เมื่อเดือนมกราคม 2568 ที่ระบุว่า เอกวาดอร์และนิการากัวได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนของเด็กผู้หญิง 4 คนที่ถูกข่มขืน แต่กลับถูกปฏิเสธสิทธิในการทำแท้งและถูกบังคับให้ต้องตั้งครรภ์ต่อไป คณะกรรมการเห็นว่าการบังคับให้เด็กผู้หญิงกลายเป็นมารดาในสถานการณ์เช่นนี้เข้าข่ายการปฏิบัติที่โหดร้ายและไร้มนุษยธรรม เพราะทำให้ชีวิต การศึกษา และอนาคตของพวกเธอถูกจำกัดอย่างรุนแรง

คำวินิจฉัยดังกล่าวเกิดขึ้นจากการยื่นเรื่องของเครือข่าย “Girls, Not Mothers” ซึ่งแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งและถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ย้ำว่าสิทธิด้านอนามัยการเจริญพันธุ์เป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน

“ความเท่าเทียมทางเพศไม่ใช่เรื่องของความเมตตาหรือการสงเคราะห์ แต่เป็นเรื่องของความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คนทุกคนในสังคม”

เธออธิบายว่าความเท่าเทียมทางเพศไม่ได้เป็นเพียงประเด็นของผู้หญิงเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของอนาคตของสังคมทั้งหมด เพราะหากผู้หญิงและผู้มีความหลากหลายทางเพศยังไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย มีศักดิ์ศรี และมีสิทธิในการกำหนดชีวิตของตนเอง สังคมโดยรวมก็ยากจะเรียกได้ว่ายุติธรรมอย่างแท้จริง สำหรับเพชรรัตน์ การขับเคลื่อนเรื่องนี้จึงต้องเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิดของรัฐและสังคมต่อสิทธิของผู้หญิง โดยรัฐต้องกล้ายืนหยัดอยู่บนมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากลและไม่ถอยจากหลักการที่โลกยอมรับร่วมกัน ขณะเดียวกัน ความเท่าเทียมทางเพศต้องไม่หยุดอยู่เพียงในตัวบทกฎหมาย แต่ต้องสะท้อนให้เห็นในชีวิตประจำวันของผู้หญิงและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศแบบจับต้องได้ รัฐจึงมีหน้าที่ทั้งปกป้อง ส่งเสริม และกำกับให้ภาคเอกชนเคารพสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่ผลักภาระให้ประชาชนต้องต่อสู้กันเองเพียงลำพัง

“การทำนโยบายเกี่ยวกับผู้หญิงจะไม่เกิดขึ้นได้อย่างเป็นธรรม หากไม่มีผู้หญิงและผู้มีความหลากหลายทางเพศอยู่ในโต๊ะตัดสินใจนั้นจริง ๆ และสังคมจำเป็นต้องกล้าตั้งคำถามกับโครงสร้างทางการเมือง กฎหมาย และวัฒนธรรมที่ทำให้ผู้หญิงถูกมองเป็นเรื่องรองมาอย่างยาวนาน” เพชรรัตน์กล่าวทิ้งท้าย

ปัญหาของผู้หญิงไม่ใช่เรื่องเฉพาะของผู้หญิง หรือเป็นเรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่ยังสะท้อนคำถามสำคัญต่อสังคมของเราทั้งหมด ทั้งต่อโครงสร้าง คุณภาพของรัฐ และต่อระดับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่สังคมพร้อมจะมอบให้กับผู้คนในประเทศนี้ เพราะความอยุติธรรมไม่เคยเกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากแต่มักเชื่อมโยงกันตั้งแต่เรื่องเพศ กฎหมาย อำนาจรัฐ เศรษฐกิจ ไปจนถึงความเงียบของสังคมต่อความทุกข์ของคนบางกลุ่ม

เมื่อเราได้เห็นความท้าทายเหล่านี้แล้ว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ปัญหามีอยู่จริงหรือไม่” แต่คือ “เราจะร่วมกันสร้างทางออกอย่างไร” ความเท่าเทียมทางเพศจะไม่เกิดขึ้นจากคำพูดเพียงอย่างเดียว หากต้องอาศัยการตั้งคำถาม การรับฟัง และการลงมือเปลี่ยนแปลงร่วมกันของผู้คนในสังคม เพื่อให้การสนทนาในวันนี้ไม่ใช่เพียงจุดจบของเวทีเสวนา แต่เป็นจุดเริ่มต้นของพลังใหม่ในการสร้างสังคมที่เคารพศักดิ์ศรีและความเท่าเทียมของทุกคน