พาณิชย์-ตำรวจบุกหมู่บ้านหรูชลบุรี พบทุนต่างชาติซุกนอมินีถือครองอสังหาฯ
พาณิชย์ผนึกมหาดไทย ตำรวจ และหน่วยงานในจังหวัดชลบุรี เปิดปฏิบัติการตรวจค้นนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง 33 บริษัท ในพื้นที่อำเภอบางละมุง หลังพบพฤติการณ์เข้าข่ายใช้คนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติ เพื่อถือครองบ้านและที่ดินในโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ก่อนขายต่อหรือปล่อยเช่า โดยใช้วิธีเปลี่ยนผู้ถือหุ้นเป็นทอด ๆ แทนการซื้อขายตามกฎหมาย เบื้องต้นพบ 14 บริษัทถือครองที่ดินในโครงการหมู่บ้านหรู ตำรวจออกหมายจับ 4 หมาย และหมายค้น 41 หมาย พร้อมขยายผลเส้นทางการเงิน สำนักงานบัญชี และสำนักงานกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ได้มอบหมายให้หม่อมหลวงภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พร้อมทีมปราบปรามนอมินี ร่วมปฏิบัติการกับคณะทำงานปราบปรามการประกอบธุรกิจที่ฝ่าฝืนกฎหมายจังหวัดชลบุรี ลงพื้นที่ตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงในอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี
การปฏิบัติการครั้งนี้นำโดยนายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำโดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยกระทรวงมหาดไทย สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สรรพากรจังหวัดชลบุรี ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี ตำรวจท่องเที่ยว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่
เป้าหมายสำคัญคือการตรวจสอบ ติดตาม และเฝ้าระวังนิติบุคคลที่มีต่างชาติร่วมลงทุน ซึ่งอาจมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี
พบตั้งบริษัทถือบ้าน-เปลี่ยนหุ้นแทนซื้อขาย
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ชุดเฉพาะกิจได้กระจายกำลังเข้าตรวจค้นนิติบุคคลเป้าหมาย 33 บริษัท โดยตำรวจออกหมายจับ 4 หมาย และหมายค้น 41 หมาย
จากการตรวจสอบพบพฤติการณ์จัดตั้งบริษัทเพื่อถือครองบ้าน ก่อนนำไปขายต่อผ่านช่องทางออนไลน์เพื่อแสวงหากำไร รวมถึงจัดตั้งบริษัทเพื่อถือครองบ้านและนำไปปล่อยเช่า โดยโครงสร้างผู้ถือหุ้นบางแห่งเข้าข่ายเป็น “นอมินี” หรือการให้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว เพื่อเปิดทางให้ต่างชาติเข้าถือครองอสังหาริมทรัพย์
นอกจากนี้ ยังพบนิติบุคคลที่มีคนต่างด้าวถือหุ้นเกิน 50% เข้าถือครองที่ดิน เบื้องต้นตรวจพบการถือครองที่ดินของบริษัทจำนวน 14 แห่ง ภายในโครงการหมู่บ้านหรูที่มีลักษณะเป็นชุมชนชาวต่างชาติ
บ้านแต่ละหลังใช้ชื่อนิติบุคคลเป็นผู้ถือครอง และเมื่อมีการซื้อขายจะใช้วิธีเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นเป็นทอด ๆ แทนการจดทะเบียนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย
เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบเอกสารทางบัญชี เส้นทางการเงิน และสอบปากคำบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมตรวจใบอนุญาตทำงานและเอกสารการพำนักในประเทศไทย โดยผู้เกี่ยวข้องบางส่วนให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า ดำเนินการตามคำแนะนำของสำนักงานบัญชีและสำนักงานกฎหมาย
บางละมุงมีนิติบุคคลกว่า 3.5 หมื่นราย
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ข้อมูล ณ วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 จังหวัดชลบุรีมีนิติบุคคลที่ยังคงอยู่จำนวน 76,752 ราย โดยอำเภอบางละมุงมีจำนวนมากที่สุด 35,073 ราย ตามด้วยอำเภอศรีราชา 15,350 ราย อำเภอเมืองชลบุรี 12,175 ราย และอำเภอบ้านบึง 4,233 ราย
ส่วนอำเภอสัตหีบมี 3,786 ราย อำเภอพานทอง 2,785 ราย อำเภอพนัสนิคม 1,839 ราย อำเภอบ่อทอง 510 ราย อำเภอหนองใหญ่ 506 ราย อำเภอเกาะจันทร์ 446 ราย และอำเภอเกาะสีชัง 45 ราย
จากการตรวจสอบเชิงลึกพบว่า มีนิติบุคคลในจังหวัดชลบุรีที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนและถือครองอสังหาริมทรัพย์ตามโฉนดที่ดินจำนวน 6,086 ราย
ในจำนวนนี้ เป็นนิติบุคคลที่มีสัดส่วนการลงทุนของต่างชาติ 0.01-49% จำนวน 4,844 ราย คิดเป็น 79.59% มีสัดส่วนต่างชาติ 49.01-99.99% จำนวน 212 ราย คิดเป็น 3.48% และมีต่างชาติลงทุน 100% จำนวน 1,030 ราย คิดเป็น 16.93%
ย้ำต่างชาติถือหุ้นเกิน 50% ต้องทำตามกฎหมาย
บริษัทที่มีคนต่างด้าวถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป ถือเป็น “คนต่างด้าว” ตามกฎหมาย และต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวอย่างเคร่งครัด
ธุรกิจตามบัญชี 1 เป็นกิจการที่ห้ามคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยเด็ดขาด เช่น การค้าที่ดิน ธุรกิจหนังสือพิมพ์ การทำนา ทำไร่ และเลี้ยงสัตว์
ส่วนธุรกิจตามบัญชี 2 ต้องได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เช่น การผลิต จำหน่าย และซ่อมบำรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ การค้าของเก่า การค้าศิลปวัตถุ และการขนส่งภายในประเทศทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ
ขณะที่ธุรกิจตามบัญชี 3 ต้องได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เช่น ธุรกิจบริการทางบัญชี กฎหมาย โฆษณา และโรงแรม
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจในบัญชี 2 และบัญชี 3 สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องขอใบอนุญาต หากได้รับหนังสือรับรองตามกฎหมายและเข้าเงื่อนไข เช่น ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือมีกฎหมายเฉพาะรองรับ
คนไทยรับเป็นนอมินีเสี่ยงคุก 3 ปี
นายพูนพงษ์กล่าวว่า คนไทยที่ยินยอมให้ต่างชาติใช้ชื่อถือหุ้นแทน รับเงิน หรือรับผลประโยชน์เพื่ออำพรางการถือครองกิจการ จะถูกดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 36 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ส่วนคนต่างด้าวที่ลักลอบประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษตามมาตรา 37 ในอัตราเดียวกัน และศาลสามารถมีคำสั่งให้เลิกประกอบธุรกิจดังกล่าวได้
“กรมพัฒนาธุรกิจการค้าพร้อมอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนและประกอบธุรกิจในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่สำหรับคนไทยที่ช่วยเหลือหรือสนับสนุนให้ต่างชาติกระทำผิดในลักษณะนอมินี ขอให้ยุติพฤติกรรมดังกล่าว และคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ” นายพูนพงษ์กล่าว