จับตาปลด ‘ประธาน กสทช.’ เขย่าองค์กรสะเทือนบิ๊กดีลโทรคมนาคม
จับตาทูลเกล้าฯ ปลดประธาน กสทช. คณะกรรมการสรรหาฯ มีมติเอกฉันท์ 4-0 ให้ “นพ.สรณ” มีลักษณะต้องห้าม จึงถือว่าได้สละสิทธิรับตำแหน่ง ฝั่งประธานฯ เตรียมสู้กลับ หวั่นสำนักงาน กสทช.-อุตฯ สื่อสารสะดุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กรรมการ กสทช.) ของวุฒิสภา ฉบับที่ 3/2569 ระบุว่า คณะกรรมการสรรหามีมติเอกฉันท์ 4-0 ว่า ศ.คลินิก นพ.สรณบุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีลักษณะต้องห้ามตาม ม.8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 จึงถือว่าได้สละสิทธิเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564
ก่อนหน้านี้มีการร้องเรียนเกี่ยวกับคุณสมบัติของประธาน กสทช. ว่ายังมีสถานะเป็นหมอตรวจคนไข้ หรือยังเป็น “ลูกจ้าง” ของโรงพยาบาล/มหาวิทยาลัย โดยส่งหลักฐานที่สืบค้นเส้นทางการเงินและฐานข้อมูลบุคลากรภาครัฐระบุว่า นพ.สรณยังคงมีสถานะผูกพันเป็นลูกจ้างชั่วคราว (แพทย์รายชั่วโมง) ในคลินิกพรีเมี่ยมพิเศษของโรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมติดังกล่าวจะส่งไปที่สำนักงาน กสทช. และนายกรัฐมนตรี เพื่อเตรียมนำขึ้นทูลเกล้าฯ ปลดจากตำแหน่ง
การประชุมดังกล่าว มี 7 คนคือ 1.นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ประธานกรรมการสรรหา 2.นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ตรวจการแผ่นดิน รองประธานกรรมการสรรหา (ไม่มา) 3.นายนภดล เทพพิทักษ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการสรรหา 4.นายณรงค์ รัฐอมฤต กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ไม่มา) กรรมการสรรหา
5.นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน, กรรมการสรรหา (ไม่มา) 6.นายวิทัย รัตนากร (ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย) กรรมการสรรหา และ 7.นายวิษณุ วรัญญู (ผู้แทนตุลาการในศาลปกครองสูงสุด) กรรมการสรรหาและเลขานุการและโฆษกคณะกรรมการสรรหา
นายวิษณุ วรัญญู ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการสรรหา กสทช. เปิดเผยว่า การกระทำที่ผ่านมาของ นพ.สรณในฐานะประธาน กสทช. เป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะหยิบยกแต่ละเรื่องไปพิจารณาว่าจะมีผลผูกพันอย่างไร และทางเลขาธิการวุฒิสภาจะส่งมติไปที่ต้นทาง
หาช่องทางสู้กลับ
ด้านนายพชร นริพทะพันธุ์ ที่ปรึกษาประธาน กสทช. เปิดเผยว่า การใช้อำนาจวินิจฉัยของกรรมการสรรหายังคลุมเครือว่าทำได้หรือไม่ และมติดังกล่าวมีความคลุมเครือ เพราะการตัดสินว่า “สละสิทธิรับตำแหน่ง” นั้นต้องเป็นเจตนารมณ์ส่วนตัว ไม่ใช่ให้คนอื่นคิดแทน และมติดังกล่าวไม่ทราบว่าเป็นคำสั่งทางปกครองหรือไม่อย่างไร
ด้วยสถานะของคณะกรรมการสรรหาไม่ได้มีอำนาจทางปกครอง ขณะเดียวกันยืนยันว่าการยื่นเอกสารประกอบการสรรหา และขั้นตอนที่เกี่ยวข้องถูกต้องทั้งหมด ก่อนที่จะมีการเสนอต่อวุฒิสภาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช.แล้ว ดังนั้นจะต้องมีการฟ้องศาลเพื่อคัดค้านมติดังกล่าว แต่คำถามสำคัญคือ มตินั้นเป็นคำสั่งทางปกครองหรือไม่ ต้องฟ้องศาลปกครองหรืออย่างไร ทั้งยังพิจารณาดำเนินคดีทางกฎหมายต่อกรรมการสรรหาฯ อย่่างถึงที่สุด
“การตัดสินเช่นนี้จะยิ่งทำให้การดำเนินการขององค์กร กสทช.เป็นไปด้วยความยากลำบาก และส่งผลต่อ ข้อผูกพันอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นมาแล้ว”
ด้านนางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ อดีต กสทช. ประธานคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า กรณี นพ.สรณ และของตนเมื่อครั้งเป็น กสทช.คล้ายกัน คือมีการตัดสินว่า “ขาดคุณสมบัติ” หรือ “มีลักษณะต้องห้าม” ต่างกันตรงที่เหตุคนละมาตรา ตอนที่ศาลตัดสินตนในคดีการเมือง ยังมีความคลุมเครือว่าสรุปขาดคุณสมบัติต้องพ้นตำแหน่งหรือไม่ สำนักงาน กสทช.ก็ไม่แน่ใจ ไม่กล้าฟันธง ต้องให้กฤษฎีกาตีความใช้เวลาเป็นปี ตนจึงตัดสินใจหยุดปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ศาลวินิจฉัย
สะเทือน ดีลโทรคมนาคม ?
นางสาวสุภิญญา ยังระบุด้วยว่า การแสดงจุดยืนทำให้การทำงานข้างหน้า มีความชัดเจนขึ้น ส่วนปัญหาในอดีตที่ผ่านมา 5 ปี คงมีทางออกได้ในทางกฎหมาย ถ้าตีความแบบชาวบ้านทั่วไปตามสามัญสำนึก ก็ตีความว่ามติ กสทช. ทุกอย่างมันต้องโมฆะไหม เช่น เรื่องของการควบรวมกิจการ เรื่องใหญ่ ๆ หรือ เรื่องอื่นที่เขาให้ใบอนุญาตไปแล้ว หรือ บางเรื่องลงโทษไปแล้ว ต้องโมฆะใหม่หมดหรือไม่อย่างไร
เชื่อว่าเดี๋ยวศาลท่านคงมีคำทางออกให้ไม่ศาลปกครอง ก็ศาลใดศาลหนึ่ง หรือกฤษฎีกาหรืออะไรคงมีทางออกให้กับปัญหาอดีต ซึ่งต้องใช้เวลาตีความกฎหมายก็ไม่เป็นไร แต่เอาปัจจุบันสู่อนาคตก่อน เพราะว่าเหมือนถ้าไม่มีใครขยับให้ความชัดเจนจะไปต่อยาก