สนค.ประเมินศึกสหรัฐฯ-อิหร่าน ดันต้นทุนพลังงานพุ่ง แต่เชื่อเงินเฟ้อไทยยังรับมือไหว
สนค.จับตาความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านรอบใหม่ หวั่นหากยืดเยื้อกดดันอุปทานพลังงานโลกและเงินเฟ้อ ชี้ไทยเริ่มเห็นผลกระทบต้นทุนชัด ไตรมาส 2 ดัชนีราคาผู้ผลิตพุ่ง 8.2% ค่าขนส่งสินค้าทางถนนเพิ่ม 11.1% แต่เงินเฟ้อครึ่งปีแรกยังอยู่ที่ 1.08% มั่นใจกลไกดูแลราคาพลังงานและค่าครองชีพช่วยรับแรงกระแทกได้
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านรอบใหม่เป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออุปทานพลังงานโลก และสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อในหลายประเทศ
สำหรับประเทศไทย แม้ที่ผ่านมาได้รับแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น แต่ด้วยการกำกับดูแลราคาพลังงานและค่าครองชีพของภาครัฐ ทำให้อัตราเงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีแรกยังอยู่ในระดับไม่สูงนัก และยังสามารถรองรับความผันผวนในระยะต่อไปได้ โดย สนค.ประเมินว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะไม่กระทบค่าครองชีพของประชาชนจนอยู่ในระดับน่ากังวล

จับตาความขัดแย้งดันน้ำมันโลก
สนค.ระบุว่า ความขัดแย้งรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศระหว่างเข้าร่วมประชุมองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ว่า บันทึกความเข้าใจ (MOU) รวมถึงข้อตกลงหยุดยิงที่สหรัฐฯ ลงนามร่วมกับอิหร่านเมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมาได้สิ้นสุดลงแล้ว หลังทั้งสองฝ่ายเปิดฉากโจมตีทางทหารในภูมิภาคตะวันออกกลาง
สถานการณ์ที่ยกระดับขึ้นอย่างรวดเร็วส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกกลับมาปรับตัวสูงขึ้น และสร้างความกังวลว่า หากไม่สามารถหาข้อยุติได้โดยเร็ว ภาวะอุปทานพลังงานตึงตัวอาจกลายเป็นปัจจัยผลักดันให้หลายประเทศกลับมาเผชิญแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออีกครั้ง
ทั้งนี้ ผลกระทบต่อเงินเฟ้อของแต่ละประเทศจะแตกต่างกันตามโครงสร้างการพึ่งพาพลังงานและนโยบายกำกับดูแลราคาพลังงาน เช่น ฟิลิปปินส์ที่จำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันมากกว่า 90% จากตะวันออกกลาง ประกอบกับค่าเงินเปโซอ่อนค่าต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนมีภาระค่าน้ำมันค่อนข้างสูง
ขณะที่มาเลเซียเป็นประเทศผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ (Net Energy Exporter) และสามารถนำรายได้จากการขายน้ำมันมาอุดหนุนราคาน้ำมันขายปลีกภายในประเทศ ส่งผลให้ราคาสินค้าเชื้อเพลิงในดัชนีราคาผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้นไม่มากนัก
ต้นทุนไทยเริ่มรับแรงกระแทก PPI พุ่ง 8.2%
สำหรับประเทศไทย ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งรอบก่อนส่งผลต่อต้นทุนฝั่งต้นน้ำอย่างชัดเจนในไตรมาส 2 ปี 2569 โดยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เพิ่มขึ้น 8.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ขณะที่ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน (RFTI) เพิ่มขึ้น 11.1% (YoY)
อย่างไรก็ตาม นโยบายกำกับดูแลราคาพลังงานมีส่วนช่วยลดความผันผวนของราคาพลังงานขายปลีกไม่ให้ส่งผ่านไปยังประชาชนอย่างรุนแรง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 2.70% (YoY)
ส่วนภาพรวมเงินเฟ้อไทยในช่วงครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 1.08% (AoA) ขณะที่หมวดพลังงานเพิ่มขึ้น 4.92% (AoA) โดยข้อมูลบนเว็บไซต์ สนค.ระบุเช่นกันว่า เงินเฟ้อเฉลี่ยช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 1.08%
สนค.เชื่อเงินเฟ้อไทยยังรับมือได้
นายนันทพงษ์ประเมินว่า แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน และอาจส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับสูงขึ้นในระยะต่อไป แต่ประเทศไทยยังมีกลไกกำกับดูแลราคาพลังงานและค่าครองชีพ โดยอัตราเงินเฟ้อช่วงครึ่งปีแรกยังอยู่ภายในกรอบเป้าหมาย 1-3%
ประกอบกับกระทรวงพาณิชย์มีมาตรการดูแลการจำหน่ายสินค้าและบริการให้เป็นธรรม ป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าเกินสมควร รวมถึงมาตรการสนับสนุนภาคธุรกิจและบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนอย่างต่อเนื่อง จึงเชื่อว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพจนอยู่ในระดับน่ากังวล
ทั้งนี้ สนค.เสนอว่า ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการควรเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภายในองค์กรเพื่อลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงศึกษาการใช้พลังงานทางเลือก เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับห่วงโซ่การผลิต
ขณะที่ประชาชนควรวางแผนการอุปโภคบริโภคสินค้าและบริการให้เหมาะสมและคุ้มค่า ควบคู่กับการวางแผนทางการเงินอย่างระมัดระวัง เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจและราคาพลังงานในระยะต่อไป