ทุนจีนแย่งกันอลหม่าน ซื้อกิจการ “ยัม ไชน่า โฮลดิ้ง”
คอลัมน์ MARKET MOVE
“ยัม ไชน่า โฮลดิ้ง” ซึ่งแยกตัวจาก “ยัม แบรนด์” เมื่อปี 2559 เพื่อดูแลธุรกิจเคเอฟซีและพิซซ่าฮัทในประเทศจีน อาจกำลังถูกเทกโอเวอร์จากกลุ่มทุนที่มีรัฐบาลจีนหนุนหลัง ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงอาจสร้างแรงสั่นสะเทือนในวงการฟาสต์ฟู้ดจีนที่กำลังแข่งขันอย่างดุเดือด
สำนักข่าว บลูมเบิร์ก รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ หรือ “ไชน่าอินเวสต์เมนต์คอร์ป” หรือ “ซีไอซี” (China Investment Corp.) ได้เข้าร่วมกับกิจการค้าร่วม ซึ่งมีสมาชิกเป็นบริษัทจัดการสินทรัพย์หลายราย อาทิ ดีซีพี ฮิลเฮาส์และอื่น ๆ เพื่อเสนอซื้อกิจการ “ยัม ไชน่า โฮลดิ้ง” เจ้าของธุรกิจเคเอฟซีและพิซซ่าฮัทในประเทศจีน ซึ่งปัจจุบันมีสาขารวมกว่า 8,200 สาขา ในมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทำลายสถิติการซื้อกิจการพิเรลลี (Pirelli) ผู้ผลิตยางสัญชาติอิตาลี มูลค่า 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ และกลายเป็นดีลซื้อกิจการแบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์แดนมังกร
โดยในดีลนี้ กิจการค้าร่วมมีแผนนำ ยัม ไชน่า โฮลดิ้ง ออกจากตลาดหุ้นจีน เพื่อนำไปเข้าตลาดหุ้นฮ่องกงแทน แม้บรรดาผู้มีรายชื่อในดีลนี้จะปฏิเสธการให้ข่าว แต่ด้านนักวิเคราะห์มองว่า ดีลนี้มีโอกาสเป็นไปได้ เนื่องจากที่ผ่านมา ยัม ไชน่าฯเผชิญกับการแข่งขันราคาดุเดือดและผู้บริโภคชะลอการใช้จ่าย จนทำให้ไตรมาส 2 ยอดขายพิซซ่าฮัทลดลง 4% ส่วนเคเอฟซีทรงตัว และทำให้ราคาหุ้นของยัม ไชน่าฯลดลงมาถึง 4% เทียบกับช่วงต้นปี
แต่อย่างไรก็ตาม ยัม ไชน่าฯยังถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดฟาสต์ฟู้ดจีน มูลค่า 5.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยเคเอฟซีครองอันดับ 1 มีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 11% ทิ้งห่างเบอร์ 2 อย่างแมคโดนัลด์ ซึ่งมีส่วนแบ่งเพียง 5.3% อีกทั้งตลาดยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก
ด้านยัม ไชน่าฯเองนับว่าได้อานิสงส์จากดีลนี้เช่นกัน เนื่องจาก “ซีไอซี” เป็นส่วนหนึ่งของกองทุนที่มีรัฐบาลจีนหนุนหลัง ซึ่งอาจช่วยยกภาพลักษณ์ของแบรนด์ในสายตาชาวจีน เช่นเดียวกันโนว์ฮาวด้านไอที และการจัดการต้นทุนจากบรรดาผู้บริหารกองทุนต่าง ๆ ในกิจการค้าร่วมที่จะเข้ามาช่วยยกเครื่อง ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคชาวจีนที่นิยมสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชั่นมากกว่าการโทรศัพท์หรือหน้าร้าน จึงต้องรอดูกันว่า ดีลนี้จะสามารถเป็นจริงได้หรือไม่ และจะสร้างความเปลี่ยนแปลงในตลาดฟาสต์ฟู้ดของจีนอย่างไรบ้าง