เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สภาผู้บริโภค จี้ ‘เอกนัฏ’ ฟัน ‘ค่าปรับปรุงเบนซิน’ 50 สต. รับ กบง. หั่นพรีเมียมทิพย์หมื่นล้าน
Economic สภาผู้บริโภค จี้ ‘เอกนัฏ’ ฟัน ‘ค่าปรับปรุงเบนซิน’ 50 สต. รับ กบง. หั่นพรีเมียมทิพย์หมื่นล้าน
เช็กรายชื่อเอกชนรับเหมา ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ กฟน.-กฟภ. พร้อมกางเงื่อนไขกู้หนุน 5 หมื่น
Economic เช็กรายชื่อเอกชนรับเหมา ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ กฟน.-กฟภ. พร้อมกางเงื่อนไขกู้หนุน 5 หมื่น
VGI แจงยิบ ก.ล.ต. ฟ้อง 3 ผู้ถือหุ้นใหญ่ คดีส่วนบุคคล ยันไม่กระทบธุรกิจ-หุ้นเทรดปกติ
Finance VGI แจงยิบ ก.ล.ต. ฟ้อง 3 ผู้ถือหุ้นใหญ่ คดีส่วนบุคคล ยันไม่กระทบธุรกิจ-หุ้นเทรดปกติ
กลุ่ม ปตท. ขยับเก้าอี้บริหาร! เปลี่ยนแม่ทัพการเงิน-CEO ด้าน OR รอคลังไฟเขียวซีอีโอใหม่
Finance กลุ่ม ปตท. ขยับเก้าอี้บริหาร! เปลี่ยนแม่ทัพการเงิน-CEO ด้าน OR รอคลังไฟเขียวซีอีโอใหม่
ในหลวง-พระราชินี ทรงเปิด “อาคารชลพิพัฒน์”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง-พระราชินี ทรงเปิด “อาคารชลพิพัฒน์”
กนง. ยอมรับดอกเบี้ยต่ำนานเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเกาะติดผลกระทบใกล้ชิด
Finance กนง. ยอมรับดอกเบี้ยต่ำนานเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเกาะติดผลกระทบใกล้ชิด
คปภ. เร่งช่วยเหยื่อน้ำท่วมภูเก็ต ชี้ช่องรับเงินประกัน 1 หมื่นบาท ตามเงื่อนไข
Finance คปภ. เร่งช่วยเหยื่อน้ำท่วมภูเก็ต ชี้ช่องรับเงินประกัน 1 หมื่นบาท ตามเงื่อนไข
ราคาทองวันนี้ (28 ต.ค. 69) ปรับขึ้น 800 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,600 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (28 ต.ค. 69) ปรับขึ้น 800 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,600 บาท
เริ่มแล้วออกแบบ 5 พื้นที่ประวัติศาสตร์สู่ ‘สวนสาธารณประโยชน์แห่งอนาคต เกาะรัตนโกสินทร์’
Real Estate เริ่มแล้วออกแบบ 5 พื้นที่ประวัติศาสตร์สู่ ‘สวนสาธารณประโยชน์แห่งอนาคต เกาะรัตนโกสินทร์’
‘ชัชชาติ’ ยื่นสภา กทม. ขอใช้เงินสะสมจ่ายขาด 1,139 ล้าน เร่งเยียวยา-ฟื้นฟูน้ำท่วม
Politics ‘ชัชชาติ’ ยื่นสภา กทม. ขอใช้เงินสะสมจ่ายขาด 1,139 ล้าน เร่งเยียวยา-ฟื้นฟูน้ำท่วม
ดูทั้งหมด

คุมสินเชื่อช็อก 6 แสนล้าน อสังหาเบรกลงทุน-ที่ดินหยุดพุ่ง

07 ต.ค. 2561 | 23:20น.

ช็อกมาตรการคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัยสกัดหนี้เสีย-เก็งกำไรบ้าน-คอนโดฯ รอโอน 6 แสนล้านติดล็อก 3 สมาคมอสังหาฯยื่นขอแบงก์ชาติเลื่อนบังคับใช้มาตรการใหม่ 6 เดือน เป็น 1 ก.ค. 62 พร้อมผ่อนเกณฑ์ LTV ปล่อยกู้บ้านแนวราบ ยันเป็นกลุ่มเรียลดีมานด์ ลุ้นตลาดอสังหาฯไตรมาส 4 ได้อานิสงส์ คนซื้อหลังที่สองแห่โอนก่อนแจ็กพอตเกณฑ์ใหม่ต้องวางดาวน์ 20% คอลลิเออร์สฯฟันธงปีหน้าคอนโดฯเบรกลงทุน 25%

แม้มาตรการกำกับดูแลการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะประกาศบังคับใช้วันที่ 1 มกราคม 2562 อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็น แต่สาระสำคัญของมาตรการที่ ธปท.นำเสนอ คือ 1.ให้นับรวมสินเชื่อ top-up ทุกประเภท ในการคำนวณสัดส่วนวงเงินกู้ต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) และกำหนดให้สินเชื่อรวมต้องไม่เกินมูลค่าหลักประกัน ทั้งกรณีปล่อยกู้ใหม่ และการให้สินเชื่อเพื่อการไถ่ถอน (รีไฟแนนซ์) 2.การปล่อยกู้ซื้อบ้านหลังที่ 2 ขึ้นไป หรือปล่อยกู้ซื้อบ้านและคอนโดฯ ราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป LTV ต้องไม่เกิน 80% หรือให้ปล่อยกู้ได้ไม่เกิน 80% ของมูลค่าหลักประกัน ผู้กู้ต้องวางเงินดาวน์ 20% สร้างความวิตกกังวลให้กับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในวงกว้าง ตัวแทน 3 สมาคมอสังหาฯจึงเตรียมเข้าหารือ พร้อมยื่นข้อเสนอให้แบงก์ชาติพิจารณาก่อนออกมาตรการใหม่บังคับใช้อย่างเป็นทางการ

แบ็กล็อก 6 แสนล้านป่วน

นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การประชุมร่วมกับ ธปท.วันที่ 11 ตุลาคมนี้ จะถือโอกาสแลกเปลี่ยนข้อมูลและทำความเข้าใจถึงผลกระทบจากมาตรการเก็บเงินดาวน์ 20% สำหรับการซื้อบ้านและคอนโดมิเนียมหลังที่ 2 เป็นต้นไป สิ่งที่เป็นห่วงคือปัญหาการเหลื่อมเวลา และอาจเป็นผลกระทบต่อลูกค้าที่ซื้อที่อยู่อาศัยแต่อยู่ระหว่างก่อสร้าง โดยมีกำหนดรับโอนหลังปี 2562

เนื่องจากธุรกิจที่อยู่อาศัยมีลักษณะพิเศษ เพราะสินค้าที่ส่งมอบจะต้องก่อสร้างให้แล้วเสร็จทั้งหมดก่อน จากนั้นจึงทำการส่งมอบหรือโอนกรรมสิทธิ์ให้กับลูกค้า โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมส่วนใหญ่ใช้เวลาก่อสร้างนาน 1-2-3 ปี ล่าสุดประเมินพบว่ามียอดขายอยู่ระหว่างสร้างรอโอน หรือแบ็กล็อก (backlog) เพื่อส่งมอบหลังปี 2562 มูลค่ารวม 6 แสนล้านบาท

“ประเด็นคือแบ็กล็อกคอนโดฯ รวมทั้งบ้านจัดสรรที่สร้างไม่เสร็จในปีนี้จะต้องไปโอนในปีหน้า การเรียกเก็บเงินดาวน์ยังเป็นมาตรการเดิมคือ 5-10% แต่หลังปีེ ธนาคารผู้ให้กู้ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ใหม่ของแบงก์ชาติที่จะต้องให้เพดานสินเชื่อ 80% เท่ากับต้องดาวน์ 20% จึงมีส่วนต่างที่ผู้ซื้อต้องโปะเงินดาวน์เพิ่มอีกอย่างน้อย 10-15% ตรงจุดนี้เกรงว่าผู้บริโภคหรือผู้ซื้อจะรับภาระไม่ไหว”

เสนอเลื่อนใช้ 1 ก.ค. 62

นายอธิปกล่าวว่า ข้อเสนอแนะในเรื่องนี้ ธปท.ควรพิจารณาเลื่อนกำหนดบังคับใช้ จากเดิม 1 มกราคม เปลี่ยนเป็น 1 กรกฎาคม 2562 แทน ให้ผู้บริโภคมีเวลาเตรียมตัวรองรับมาตรการใหม่ เนื่องจากกำหนดเดิมมีเวลาเตรียมตัวไม่ถึง 3 เดือน กะทันหันเกินไปควบคู่กับ ธปท.ควรพิจารณามาตรการ LTV (loan to value) หรือเพดานสินเชื่อใหม่ ปัจจุบันซื้อบ้านต้องวางเงินดาวน์ 5% ซื้อคอนโดฯวางเงินดาวน์ 10% แต่นโยบายการซื้อบ้านหลังที่ 2 เป็นต้นไป ต้องวางเงินดาวน์ 20% ผลกระทบรุนแรงไม่เท่ากัน เพราะเงินดาวน์คอนโดฯเพิ่ม 1 เท่าตัว จาก 10% เป็น 20% แต่เงินดาวน์บ้านเพิ่ม 3 เท่า จาก 5% เป็น 20%

“ดังนั้น ถ้า ธปท.ยืนยันให้เก็บเงินดาวน์20% จริง ๆ ก็ควรผ่อนปรนให้เก็บดาวน์คอนโดฯ 20% แต่บ้านควรปรับจาก 5% เป็น 10% เพื่อลดผลกระทบให้เพิ่มเพียง 1 เท่า ไม่ใช่ 3 เท่า”

คัดค้านมุมมองเก็งกำไรแนวราบ

อย่างไรก็ตาม โจทย์หลักที่มีผลกระทบจากมาตรการเงินดาวน์ 20% อยู่ที่ประเภทสินค้าแนวราบ หรือโครงการบ้านจัดสรร ได้แก่ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ พฤติกรรมการซื้อของลูกค้า 100% หรือเกือบทั้งหมด เป็นการซื้อเพื่ออยู่จริง ที่เรียกว่าเรียลดีมานด์ เพราะเมื่อตัดสินใจซื้อ ผ่อนเงินดาวน์ตามงวด และสินค้าสร้างเสร็จ ลูกค้ารับโอนทั้งหมด จึงไม่ใช่สินค้าที่มีการซื้อเพื่อเก็งกำไรแตกต่างจากสินค้าแนวสูง หรือคอนโดฯที่ยอมรับว่า ปัจจุบันพฤติกรรมการซื้อเปลี่ยนแปลง โดยกลุ่มเรียลดีมานด์มีสัดส่วน 70% กับกลุ่มลูกค้าซื้อลงทุนเพื่อปล่อยเช่า กับซื้อลงทุนเก็งกำไรรวมกันอีก 30%

ในขณะที่โจทย์ของแบงก์ชาติตีความว่า สินค้าที่อยู่อาศัยมีการเก็งกำไร จึงออกมาตรการที่ครอบคลุมทั้งโครงการแนวราบกับแนวสูง ทำให้สินค้าบ้านจัดสรรได้รับผลกระทบไปด้วย จึงเป็นจุดที่ต้องทำความเข้าใจกับ ธปท. และขอให้ยกเลิกมาตรการเรียกเก็บเงินดาวน์บ้านเท่าคอนโดฯ

นิยาม “บ้านหลังที่ 2” ต้องชัด

อีกประเด็นที่คาดว่าจะสร้างปัญหาในการทำธุรกิจ คือ ธปท.ต้องกำหนดคำนิยามบ้านหลังที่ 2 ให้ชัดเจน เพราะสถานการณ์ปัจจุบันไม่เหมือนในอดีต รัฐบาลลงทุนเมกะโปรเจ็กต์รถไฟฟ้า 8-9 เส้นทาง ทำให้มีทำเลใหม่ในการพัฒนาคอนโดฯเกิดขึ้นมหาศาล ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตคนไทยก็ปรับตัวนิยมซื้อคอนโดฯใกล้แนวรถไฟฟ้า เป็นบ้านหลังที่ 2 สำหรับพักอาศัยใกล้ที่ทำงาน ใกล้สถานศึกษาของลูกหลาน วันเสาร์-อาทิตย์กลับไปพักอาศัยที่บ้านชานเมือง”รถไฟฟ้าสายใหม่ สายเก่าทำให้เกิดลูกค้ากลุ่มใหม่ขึ้นมา มีความนิยมซื้อห้องชุดเป็นบ้านหลังที่ 2 เพื่ออยู่อาศัยจริง

คนกลุ่มนี้ ธปท.ต้องดูแลด้วย แต่กำลังถูกเหมารวมว่าเป็นผู้ซื้อเก็งกำไรและใช้มาตรการดาวน์ 20% ข้อเสนอแนะคือ ธปท.ควรบังคับเก็บเงินดาวน์บ้านหลังที่ 3 เป็นต้นไป มากกว่าจะมาเริ่มบังคับกับบ้านหลังที่ 2″ นายอธิปกล่าว

เปิดโพยบ้าน-คอนโดฯรอโอน

นายภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า คอลลิเออร์สฯสำรวจโครงการคอนโดฯที่คาดว่าก่อสร้างแล้วเสร็จหลังเดือนธันวาคม 2561 ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล มีทั้งหมด 142,556 ยูนิต มูลค่า 242,520 ล้านบาท คิดเป็น 27.3% จากมูลค่าโครงการรวม 888,844 ล้านบาท มียอดขายแล้ว 102,793 ยูนิต หรือ 72% เหลือขาย 39,763 ยูนิต หรือ 28%

ในด้านระดับราคาพบว่า ซัพพลายคอนโดฯอยู่ระหว่างขายส่วนใหญ่ราคา 3-5 ล้านบาท มากที่สุด 31,695 ยูนิต หรือ 22.2% รองลงมา 2.5-3 ล้านบาท 17,480 ยูนิต หรือ 12.3% และ 5-7.5 ล้านบาท 14,361 ยูนิต หรือ 10.1%ในส่วนโครงการบ้านจัดสรร มีทั้งหมด 56,309 ยูนิต มูลค่ารวม 371,380 ล้านบาท คิดเป็น 42.9% ของมูลค่ารวม 864,588 ล้านบาท มียอดขายแล้ว 24,836 ยูนิต หรือ 44% เหลือขาย 31,473 ยูนิต หรือ 56%

เมื่อแยกระดับราคาบ้านจัดสรรพบว่า ส่วนใหญ่ราคา 3-5 ล้านบาท มากที่สุด 19,222 ยูนิต หรือ 34.1% รองลงมา 2.5-3 ล้านบาท 8,385 ยูนิต หรือ 14.9% และ 5-7.5 ล้านบาท 6,888 ยูนิต หรือ 12.2%

“จะเห็นว่าซัพพลายที่คาดว่าก่อสร้างแล้วเสร็จหลังเดือนธันวาคมปีนี้ รวมกันเกิน 6 แสนล้านบาท มาจากคอนโดฯ 242,520 ล้าน บวกกับบ้านจัดสรรอีก 371,380 ล้านบาท”

Q4/61 รับอานิสงส์ดาวน์ 10%

นายภัทรชัยประเมินผลกระทบจากมาตรการเงินดาวน์ 20% สำหรับซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 ด้วยว่า ผลกระทบระยะสั้น ทำให้ตลาดมีความคึกคัก เพราะยังสามารถใช้หลักเกณฑ์ปัจจุบัน คือ ซื้อบ้านวางเงินดาวน์ 5% กับซื้อคอนโดฯวางเงินดาวน์ 10% จึงเป็นโอกาสสุดท้ายก่อนที่จะปรับไปใช้เกณฑ์เงินดาวน์ใหม่ ตามที่แบงก์ชาติขีดเส้นให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2562

“ผลกระทบระยะสั้นกลายเป็นปัจจัยบวกในช่วงเวลาที่เหลือของไตรมาส 4/61 เพราะผู้บริโภคที่ลังเลหรือชะลอตัดสินใจอาจถูกกระตุ้นให้ซื้อเลย ถ้าไม่อยากเจอค่าใช้จ่ายเงินดาวน์ 20% ในส่วนของผู้ประกอบการก็คงไม่ชะลอโครงการในไตรมาสสุดท้ายนี้ เพราะทุกอย่างเตรียมการไว้หมดแล้ว”

แนวโน้มคอนโดฯปีหน้าแป้ก

ส่วนผลกระทบระยะยาว แนวโน้มตลาดคอนโดฯในปี 2562 ตลาดชะลอตัวลง เนื่องจากผู้ประกอบการต้องศึกษาตลาดและลูกค้าว่าสามารถรองรับการวางเงินดาวน์ 20% ได้หรือไม่

โดยปี 2561 ประเมินว่า เฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ ซัพพลายเปิดตัวใหม่จะสูงเกิน 60,000 ยูนิต ซึ่งหมายถึงทำสถิตินิวไฮในรอบ 3 ปีครึ่ง โดย 9 เดือนแรกมีการเปิดตัวใหม่แล้ว 4.4-4.5 หมื่นยูนิต คาดว่าไตรมาส 4/61 เปิดเพิ่มไม่ต่ำกว่า 15,000 ยูนิตในขณะที่เทรนด์ปี 2562 ที่มาตรการใหม่ของแบงก์ชาติเริ่มมีผลบังคับใช้ คาดว่าทำให้ซัพพลายเปิดตัวใหม่ของตลาดคอนโดฯดรอปลงเหลือประมาณ 45,000 ยูนิต หรือลดลง 20-25%

กรุงไทยชี้ไม่กระทบพอร์ตสินเชื่อ

ความเคลื่อนไหวของสถาบันการเงิน นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ยังไม่ได้ประเมินผลกระทบจากมาตรการที่ ธปท.จะออกมา คิดว่าธนาคารต้องปรับ LTV ให้สอดคล้องกับเกณฑ์ใหม่ ซึ่งคงกระทบไม่มาก เนื่องจากที่ผ่านมาไม่ได้แข่งขันปล่อยกู้สินเชื่อบ้านมากนัก

“ที่สำคัญ ต้องดูคำนิยามบ้านหลังที่ 2 ด้วย เพราะถ้าถามธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ก็จะบอกว่า บางคนมีบ้านอยู่แล้ว แต่ซื้ออีกหลังให้พ่อแม่ ก็นับเป็นหลังที่ 2 แต่จริง ๆ แล้วต่างจากการซื้อเก็งกำไร ถ้าเหมาว่าหลังที่ 2 คือเก็งกำไรหมด จะใช่หรือเปล่า ก็ต้องไปดู ในส่วนของเกณฑ์การนับสินเชื่อ top-up ที่ให้นับรวมเงินกู้ทุกประเภทที่ใช้หลักประกันเดียวกัน ธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้ตามเกณฑ์อยู่แล้วเช่นเดียวกัน”

ธอส.ชี้แข่งขันเป็นธรรมมากขึ้น

ขณะที่นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธอส. กล่าวว่า เท่าที่ทราบมาตรการใหม่จะมี 2 ส่วน แยกระหว่างสินเชื่อของบ้านหลังที่ 1 กับสินเชื่อบ้านตั้งแต่หลังที่ 2 เป็นต้นไป แต่ในส่วน ธอส.ซึ่งเป็นแบงก์รัฐ โดยพันธกิจต้องช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลางเป็นหลัก นิยามบ้านหลังที่ 2 จะแตกต่างจากการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ยันยันว่าการปล่อยกู้ของ ธอส. บ้านทุกหลังเพื่อที่อยู่อาศัยเท่านั้น ธปท.จึงต้องให้คำจำกัดความบ้านหลังที่ 2 ขึ้นไปให้ชัด”

ทั้งนี้ ในการหารือกับ ธปท. วันที่ 11 ต.ค.นี้ ตนจะหารือประเด็นเหล่านี้ด้วย ในส่วนของเกณฑ์ top-up ที่ผ่านมา ธอส.จะปล่อยสินเชื่อบ้าน พร้อมให้วงเงินกู้ตกแต่ง อุปกรณ์เกี่ยวเนื่องอีก 10% และมีเบี้ยประกันชีวิตกลุ่มอีกไม่เกิน 5% เท่านั้น ขณะที่ธนาคารพาณิชย์มีทั้งพีโลน บัตรเครดิต ฯลฯ นอกจากนี้ ธอส.ต้องปล่อยกู้โดยกำหนดสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้ (dept service ratio : DSR) ได้ไม่เกิน 1 ต่อ 3 ไม่ว่าจะกู้ซื้อบ้านกี่หลัง ขณะที่แบงก์พาณิชย์ปล่อยได้ 70-80-90% ธอส.จึงถูกจำกัดอยู่แล้ว หาก ธปท.กำหนดเกณฑ์นี้ขึ้น น่าจะทำให้การแข่งขันเป็นธรรมมากขึ้น

หวั่นกระทบเรียลดีมานด์

ส่วนนางสาวอรอนงค์ อุดมก้านตรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อย สายธุรกิจรายย่อย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ชี้ว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยลดความร้อนแรงของตลาดอสังหาฯ แม้จะมีผลกระทบ เนื่องจากที่ผ่านมาธนาคารมีเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อบ้านหลังแรกและหลังที่สองเท่ากัน ไม่ได้ใช้เกณฑ์แยก จึงต้องปรับให้เข้ากับเกณฑ์ใหม่ โดยเฉพาะการปล่อยกู้บ้านหลังที่สอง และกู้ซื้อที่อยู่อาศัยที่ราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป

ส่วนนายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน มองว่าเกณฑ์คุมสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่อาจกระทบผู้ที่ต้องการที่อยู่อาศัยที่แท้จริง ทั้ง ๆ ที่ปัญหามาจากกลุ่มผู้ประกอบการอสังหาฯสร้างข้อมูลเทียมให้กับลูกค้า เพื่อให้ผ่านการอนุมัติสินเชื่อ และส่วนใหญ่ซื้อเพื่อเก็งกำไรสำหรับบ้านหลังที่สอง โดยเฉพาะคอนโดฯตามแนวรถไฟฟ้า

“แต่เชื่อว่าจะไม่เกิดฟองสบู่ เนื่องจากสถานการณ์ช่วง 2 ไตรมาสที่ผ่านมา โครงการเปิดใหม่ชะลอตัวลงกว่า 20% สต๊อกสินค้าขายลดลง และสินค้าเหลือขายไม่ได้เหลือเยอะเท่าอดีต ขณะเดียวกัน อยากให้ ธปท.ช่วยเหลือประชาชนที่ต้องการมีบ้าน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการซื้อบ้านราคาไม่เกิน 2 ล้านบาทด้วย”

ทั้งนี้ ธนาคารออมสินมียอดสินเชื่อที่อยู่อาศัยคงค้าง 330,000 ล้านบาท คิดเป็น 15% ของพอร์ตสินเชื่อรวม ปีนี้ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อ 10,000-15,000 ล้านบาท ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เฉลี่ยอยู่ที่ 2.7-2.8% ซึ่งต่ำกว่าในระบบที่มี 3%

ด้านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การคุมเข้มสินเชื่อบ้านเป็นสิ่งที่ ธปท.ต้องดูแล และก็มีข้อดีที่จะช่วยให้ธนาคารระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ส่วนสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐต้องปล่อยสินเชื่อด้วยความระมัดระวังอยู่แล้ว จึงไม่ใช่สิ่งที่ขัดกัน แต่เกื้อกูลกัน และเป็นการดีที่แบงก์จะได้ระมัดระวัง แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้ปล่อยเลย” นายสมคิดกล่าว